รวมปาฐกถาภาษาไทย ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง ความพอดีของวิถีพัฒนาไทย โดย นายอานันท์
ปันยารชุน ประธานสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย / ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ในการสัมมนาเรื่อง ความพอดีของวิถีพัฒนาไทย ในกระแสโลกาภิวัตน์
จัดโดย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ณ
ห้องประชุม ๓ ศูนย์ประชุมองค์การสหประชาชาติ กรุงเทพฯ
ท่านผู้มีเกียรติ
การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันในเวทีโลกและเวทีระดับชาติกันมาร่วมทศวรรษแล้ว
เวทีโลกได้สรุปเอาไว้ว่าหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นหลักการบนพื้นฐานของการประสานผลประโยชน์
ระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินไปด้วยกันได้
ไม่จำเป็นต้องอยู่กันคนละขั้ว มิใช่ว่ามีการพัฒนาแล้วจะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ได้
หรือมิใช่มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้วจะต้องไม่มีการพัฒนา จากมูลฐานข้อเท็จจริงที่ว่า
อารยธรรมของโลกมีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง และพัฒนาอยู่ตลอดมา อีกทั้งธรรมชาติของมนุษย์เรา
มีสมองที่จะทำงานและคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ และวิธีการผลิตใหม่ ซึ่งเราจะต้องยอมรับว่าในโลกของความเป็นจริง
การพัฒนา วิวัฒนาการ จะหยุดยั้งไม่ได้และจะดำเนินต่อไป แต่ที่สำคัญคือจะต้องมีสติ
ในช่วง ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา วิวัฒนาการได้ให้ความสำคัญต่อด้านสิ่งแวดล้อมน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย
เพราะแต่ละสังคมไปเพ่งเล็งอยู่ที่ความเจริญ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเติบโตของรายได้ประชาชาติ
จนมาถึงจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อ ๓๐ - ๔๐ ปีที่แล้ว ที่มีการพูดถึงกันอย่างจริงจัง
เป็นผลสืบเนื่องจากการที่อุตสาหกรรมและธุรกิจของประเทศที่พัฒนาแล้ว นำพาความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมมาสู่สิ่งแวดล้อม
ไม่ว่าจะเป็นบริษัทน้ำมัน บริษัทปิโตรเคมี และอื่น ๆ ปัจจุบัน ปัญหานี้เพิ่มพูนทวีความซับซ้อนมากขึ้น
เพราะสังคมของโลกหนักไปทางด้านบริโภคนิยม และเป็นโลกของการแข่งขัน มีทั้งการแข่งขันเพื่อให้มีการพัฒนาขึ้น
และแข่งขันเพื่อให้มีอำนาจเหนือกว่ากัน การแข่งขันประเภทหลังทำให้บางส่วนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดภายใต้กระแสที่เชี่ยวกราก
เพราะเป็นการแข่งขันที่ไร้คุณธรรม นำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบของผู้มีอำนาจกว่า เกิดความไร้ระเบียบของสังคมโลก
เป็นชนวนไปสู่การต่อสู้ ประหัตประหาร แล้วยังก่อให้เกิดการทำลายล้างทั้งชีวิตมนุษย์
ระบบนิเวศ และระบบวัฒนธรรมอย่างรุนแรงและรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หากเราปล่อยให้วิถีโลกยังดำเนินไปอย่างนี้ ก็ไม่ต้องมาพูดถึง ความยั่งยืน กันให้เสียเวลา
จะประชุม Earth Summit อีกกี่ครั้งก็ตาม หรือมีวาระ Agenda อีกกี่ฉบับ ก็ไม่มีความหมาย
และเวลาของโลก จะอยู่รอดให้เรามีการประชุมกันถึงอีกกี่สิบครั้งหรือไม่นั้น ผมไม่มั่นใจ
แต่สิ่งที่ผมมั่นใจก็คือ เราจะสามารถสร้างพลังขับเคลื่อนสังคมเล็ก ๆ ของเรา ให้รอดพ้นจากกระแสของโลก
ด้วยจุดยืนที่ตั้งมั่น และก้าวไปสู่วิถีของการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ ถ้าเราลงมือทำวันนี้และนาทีนี้
ผมไม่ได้ชี้นำให้เราเอาตัวรอดแบบที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมโลกโดยรวม ในความเป็นจริง
เราไม่อาจหลีกเลี่ยงการเป็นสมาชิกของสังคมโลก และเรารู้ตัวดีว่าเราไม่ใช่ชาติมหาอำนาจที่จะไปชี้นำหรือควบคุมใครได้
นั่นจึงทำให้เราจำต้องเอาตัวเองออกมาให้พ้นกระแสของความรุนแรง วิถีการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
และความไร้ระเบียบของสังคมโลก เราจำเป็นต้องทำ และทำคนเดียวก็ไม่ได้ เราต้องแสวงหาพันธมิตรมาร่วมในขบวนการการอยู่รอดอย่างรับผิดชอบนี้ด้วยกัน
หากหันกลับมามองสังคมไทยของเราบ้าง ผมว่าตอนนี้เราไร้ระเบียบไม่แพ้สังคมโลกแล้ว มองลงไปสู่สังคมที่เล็กกว่า
จนถึงระดับครอบครัว ท่านเห็นอะไรบ้าง สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นก็คือความเป็นธรรมชาติของคนที่อยู่ร่วมกันในสังคมระดับต่าง
ๆ ท่านจะเห็นว่าแม้แต่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ของเรา ก็ยังมีความหลากหลายรวมกันอยู่ แต่ความผาสุกก็เกิดขึ้นได้
สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เราน่าจะคิดดู สำหรับผมเองแล้ว ความผาสุกและสันติในสังคมจะเกิดขึ้นได้
ต้องมาจากความเอื้ออาทรและการเคารพซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการเคารพในเรื่องของความคิด
และพร้อมที่จะฟัง พร้อมที่จะได้ยิน และพร้อมที่จะหาทางออกร่วมกัน ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับวิถีการพัฒนาที่มีความพอดี
และหากเกิดคำถามตามมาว่า ความพอดีอยู่ที่ไหน เป็นความพอดีของใคร ความพอดีของนักลงทุน
เกษตรกร หรือคนยากจน ทุกท่านทราบดีว่า ความพอดีของแต่ละของแต่ละสังคมไม่เหมือนกัน
เช่นเดียวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนของแต่ละกลุ่มคนหรือแต่ละประเทศ ก็ต้องมีวิถีและบริบทที่แตกต่างกันออกไป
แต่สิ่งที่สำคัญและจะลืมเลือนไปไม่ได้ ก็คือ ความพอดีของการพัฒนาจะต้องอยู่บนพื้นฐานของทุนที่ตัวเองมี
ไม่ใช่ทุนที่ไปยืมใครเขามา ไม่ใช่ทุนที่นำมาเข้าจากต่างประเทศ และไม่ได้หมายถึงทุนที่เป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียว
แต่หมายถึงทุนทั้งหมดของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทุนทรัพยากร ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรคน
ทุนทางปัญญา รวมทุนทางวัฒนธรรมและจารีตประเพณีด้วย ที่ผ่านมา เราไม่ได้ประเมินทุนเหล่านี้อย่างละเอียด
เราละเมิดความสำคัญของทุนบางอย่าง ทำให้เราพยายามก้าวกระโดดไปสู่ความมั่งคั่งโดยขาดความมั่นคง
ผลที่ตามมาก็คือว่า เราประสบผลสำเร็จหรือความล้มเหลวในเรื่องนี้อย่างไร ถึงเวลาที่ต้องทบทวน
แล้วใช้บทเรียนที่เกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่อนาคตที่น่าอยู่มากกว่านี้ และนอกจากนี้
วิถีการพัฒนาที่พอดี จะต้องสอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติ ความเป็นธรรมชาติ ก็คือ ความเป็นปรกติ
ความเป็นธรรมดา ความเป็นธรรมชาติจะต้องมีความหลากหลาย ซึ่งตรงกันข้ามกับโลกาภิวัฒน์ที่กำลังลดทอนความหลากหลายของโลกในทุกด้าน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทิศทางการพัฒนาหรือเรื่องของวัฒนธรรม ความเป็นธรรมชาติจะต้องมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งทั้งหลาย
มีการพึ่งพาอาศัย และมีความเป็นเอกภาพในความหลากหลาย เช่นเดียวกับการพัฒนา หากเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ
เราก็จะต้องให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับระบบนิเวศ ระบบวัฒนธรรม
และจริยธรรมของสังคมด้วย ความเป็นธรรมชาติจะต้องมีความสามารถที่จะจัดการกับตัวเองได้
ซึ่งปัจจุบัน ธรรมชาติพังไปมาก ก็เพราะน้ำมือมนุษย์ที่เข้าไปจัดการหรือไปยุ่งกับธรรมชาติจนเกินความจำเป็น
และทำให้ธรรมชาติปรับตัวเองไม่ทัน อีกประการหนึ่งของความเป็นธรรมชาติ ก็คือ การเปลี่ยนแปลง
ดังนั้น การที่อ้างว่าต้องรักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้เหมือนเดิม จึงเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติ
แต่ประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง คือ การคงความสมดุลไว้ให้ได้ ฉะนั้น ทิศทางการพัฒนาไทยในอนาคต
จะต้องสำรวจเพื่อรู้จักตัวเอง รู้ทุนของตัวเองให้มากขึ้น และดำเนินไปตามวิถีของธรรมชาติให้มากกว่าที่เป็นอยู่
และต้องเข้าใจว่า วิถีธรรมชาตินั้นมีวิถีการการเปลี่ยนแปลงของตัวมันเอง ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะหยุดและไม่ก้าวต่อไปอีก
บนพื้นฐานแนวคิดข้างต้น เราจึงจะต้องเปลี่ยนเป้าหมายของการพัฒนาประเทศให้มุ่งไปสู่ความมั่นคงมากกว่าความมั่งคั่ง
มั่นคงในด้านเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงระดับชาติ มั่นคงทางด้านจิตใจ ด้านวัฒนธรรม
การเมือง และด้านนิเวศ การพัฒนาประเทศที่จะก่อให้เกิดความมั่นคงในทุกระดับได้นั้น
สัมมาทัศนะของวิถีการดำเนินชีวิตระดับปัจเจกบุคคลจะต้องเกิดขึ้นก่อน ทุกวันนี้
ผู้คนจำนวนมากดำเนินวิถีชีวิตของตนจนเกินความพอดี ขัดแย้งกับความเป็นธรรมชาติ กระเสือกกระสนแข่งขัน
ไขว่คว้าเพื่อบริโภคและครอบครองทรัพย์สินจนเกินความจำเป็น หาได้มีความพอเพียงในชีวิต
หลายต่อหลายคนได้ทุ่มเทต่อการทำงานเพียงเพื่อให้เกิดความมั่งคั่ง แต่ชีวิตกลับขาดความมั่นคง
แล้ว จะมีประโยชน์อะไร ซ้ำร้าย วิถีการพัฒนาที่ไม่มีความเป็นธรรมชาติ มีการแข่งขันที่เอารัดเอาเปรียบ
ไร้คุณธรรม และผูกขาด ทำให้สังคมเราไร้ระเบียบมากขึ้น สร้างความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมกันระหว่างบุคคลขยายมากขึ้นเรื่อย
ๆ เกิดปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้น ระบบนิเวศเสื่อมโทรม จริยธรรมเสื่อมถอย และระบบครอบครัวล่มสลาย
เสียเวลาที่จะตั้งคำถามว่า สัมมาทัศนะของพวกเราและของผู้นำในสังคมไทยในเรื่องการพัฒนาเกิดแล้วจริงหรือ
เพราะคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว ณ นาทีนี้ เราจะต้องเปลี่ยนแปลงวิถีการพัฒนาแบบเดิม
การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยั่งยืนถาวร ตามที่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้บันทึกไว้นั้น
ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเกิดจากชายขอบก่อนเสมอ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากศูนย์อำนาจแม้จะเกิดขึ้นมากครั้ง
แต่ไม่มีความยั่งยืน เพราะฉะนั้น ผมจึงให้ความสำคัญกับพวกเราที่ทำงานในลักษณะชายขอบทั้งหลาย
ไม่ว่าจะเป็นองค์กรสาธารณะ องค์กรพัฒนาเอกชน หรือองค์กรประชาชน ซึ่งจะต้องทำงานต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ
และคงจะต้องทนฟังคำติเตียน หรือคำพูดที่ถากถางจากคนบางกลุ่มในสังคมไทยต่อไป
ผมมีความยินดี ที่ได้เห็นความห่วงใยของคนรุ่นหนุ่มสาว และได้รับรู้ถึงอุดมคติขององค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรประชาชนซึ่งถือเป็นความหวัง
คนรุ่นนี้จะต้องต่อสู้กันอีกนาน ขออย่าย่อท้อ ควรผนึกกำลังกัน เพื่อจะได้มีพลังในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
จุดประกายวิถีการพัฒนาเพื่อความมั่นคง บนพื้นฐานของความเป็นธรรมชาติดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
และจะต้องยอมรับข้อเท็จจริงของโลก ที่มีการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา มีการวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี
ที่จะมีส่วนให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจมีความสอดคล้องกับการรักษาระบบนิเวศได้
สุดท้าย ผมขอฝากไว้ว่า หากประชาชนไม่ให้ความสนใจอย่างจริงจังต่อกระบวนการพัฒนาประเทศ
แต่กลับเรียกร้องถึงการมีส่วนร่วมโดยไม่รู้จักหน้าที่และมองเป็นองค์รวม ปล่อยให้เป็นเพียงภาระหน้าที่ของรัฐดำเนินการไปตามลำพัง
ความคาดหวังที่จะได้เห็นการพัฒนาที่จะนำประเทศไปสู่ความมั่นคง เกิดความผาสุกและสันติของทุกกลุ่มคนในสังคม
ก็ย่อมเกิดได้ยาก ในทางกลับกัน หากภาครัฐซึ่งพูดถึงการมีส่วนร่วมอยู่เสมอ บอกว่ารับฟังความคิดเห็นของประชาชน
แต่กลับไม่ได้ยิน แสดงความไม่พอใจหรือไม่นำไปใช้ ก็ไร้ประโยชน์เช่นเดียวกัน
ฉะนั้น เราทั้งหลายจะต้องร่วมกันคิด แต่หากมีความเห็นที่แตกต่างกัน นั่นก็คือ ความเป็นธรรมชาติที่ต้องเรียนรู้เพื่อหาทางออกร่วมกัน
ในโลกของความจริงไม่มีใครได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ข้อยุตินั้นทุกคนต้องมีส่วนได้
ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละฝ่ายมีความคิดเห็น มีสติเพียงพอที่จะพยายามประสานผลประโยชน์ ซึ่งจะต้องไม่ทิ้งหลักการ
รวมถึงคิดเพื่อหาทางออก และเมื่อได้ข้อยุติแล้วจะต้องช่วยกันทำ โดยต้องทำมากกว่าที่คิด
การพัฒนาที่เราคาดหวังจึงจะเกิดขึ้นอย่างสัมฤทธิ์ผล ผมขออวยพรให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น
และขอเปิดการสัมมนา ณ บัดนี้ ขอขอบคุณครับ |