📑 สารบัญปาฐกถาในหน้านี้ (คลิกเพื่อกระโดดไปยังเนื้อหา)

หมวดที่ ๑ : พระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ไทย

หมวดที่ ๒ : สังคมไทย

หมวดที่ ๓ : การปกครอง

หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ

หมวดที่ ๑ : พระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

รวมปาฐกถาภาษาไทย

    สัมมนาเฉลิมพระเกียรติ เรื่อง บทวิจารณ์พระราชนิพนธ์พระมหาชนก
    ๑๘ มกราคม ๒๕๔๐
    HTML | PDF

    หมวดที่ ๑ : พระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทยสัมมนาเฉลิมพระเกียรติ

    เรื่อง บทวิจารณ์พระราชนิพนธ์พระมหาชนก
    โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
    วันเสาร์ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๐
    ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


    ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
          คุณมีชัย วีระไวทยะ ท่านนายกสภา ได้กล่าวถึงชีวิตของผมในรูปแบบต่าง ๆ ตอนที่แนะนำ เป็นความจริงที่ว่าผมใช้ชีวิตในหลายรูปแบบ เป็นชีวิตในราชการอยู่ ๒๓ ปี เป็นชีวิตไปทำธุรกิจอยู่ ๑๖ ปี และก็ยังมีอีกชีวิตหนึ่งที่ไม่เคยคาดฝัน นั่นคือชีวิตในระบอบการเมือง แต่ก็ยังมีอีกชีวิตหนึ่งที่ได้รับอุปโลกน์ให้มาดำรงอยู่ นั่นคือชีวิตของการ เป็นผู้เสนอหรือเป็นผู้วิจารณ์พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


         ในสี่ชีวิตนั้นก็มีความเสี่ยงแตกต่างกันไป แต่ชีวิตที่เสี่ยงมากที่สุดก็คือ ชีวิตการเป็นนักวิจารณ์พระราชนิพนธ์ของพระมหากษัตริย์ไทย เพราะว่าตั้งแต่เกิดมา ถึงแม้ว่า จะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ แต่ก็ไม่เคยเขียนหรือวิพากษ์วิจารณ์หนังสือของใคร ยิ่งมาได้รับอุปโลกน์ขึ้นมาให้วิจารณ์หนังสือของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว นั่นอัตราเสี่ยงค่อนข้างจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะผิดจะถูกอย่างไรก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน และก็คงจะไม่มีโอกาสทราบได้ว่าสิ่งที่ตัวเองมาเสนอหรือวิจารณ์นั้น เป็นการเสนอ ข้อมูลถูกต้องสมบูรณ์หรือเปล่า อย่างไรก็ดี เมื่อมาทำหน้าที่นี้แล้วก็พยายามจะใช้ชีวิตตรงนี้ให้คุ้มค่า


         หนังสือพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” นั้น ผมอยากจะขอเล่าประวัตินิดหนึ่งก็คือว่า เป็นพระราชนิพนธ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงใช้เวลาค่อนข้างจะนาน และจริงอยู่ตัวพระราชนิพนธ์นั้นไม่ได้มีความยาวหรือสับสนหรือยุ่งยากมากมายแต่ท่านใช้เวลา ๑๙ ปี หลังจากที่ได้ไปฟังพระธรรมเทศนาใน ๑๙ ปี นั้น ใช้ในเรื่องของ การคิดมากกว่าในเรื่องของการประดิษฐ์ถ้อยคำ ในเรื่องของการทำให้หนังสือนั้นสมบูรณ์แบบ ทั้งในเนื้อเรื่อง เนื้อหา คำพูด รูปภาพ และสิ่งต่าง ๆ ที่จะมาทำให้หนังสือนี้ มีความขลัง มีความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นเรื่องธรรมะที่ใครก็ตามที่อ่านแล้ว ซึ่งในการอ่านนั้นอาจจะใช้เวลา ๓๔–๓๕ นาทีเท่านั้น แต่ถ้าได้อ่านหลาย ๆ ครั้งจะได้ซึมซาบถึง ทุกแง่ทุกมุมที่พระองค์ท่านได้ทรงประพันธ์ขึ้นมา แล้วไปนึกย้อนหลังถึงพฤติกรรมของพระองค์ท่านที่ได้ครองสิริราชสมบัติมาเป็นเวลา ๕๐ ปี นั้น ใครก็ตามที่ได้อ่าน ๒ ครั้ง ๓ ครั้งแล้ว หรือทุกทีที่กลับมาอ่านใหม่นั้น ผมคิดว่าคน ๆ นั้นจะได้ข้อมูลอะไรบางอย่าง หรือข้อคิดอะไรบางอย่างที่จะทำให้เราเข้าใจพระเจ้าอยู่หัวของเราดีขึ้น เราทุกคนทราบดีว่าพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้น เป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบบรัฐธรรมนูญ ท่านไม่มีความอิสระในหลาย ๆ ประการที่ประชาชนชาวไทยทั่วไปมี ท่านต้อง ดำรงชีวิตของท่านอยู่อย่างระมัดระวัง ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถึงแม้พระองค์ท่านจะทรงมีพระราชอำนาจหรือจากที่ได้ทรงมีพระราชจริยาวัตรมา ๕๐ ปีนั้น ได้สร้างสมพระบารมีมาอย่างที่เรียกว่าคนไทยทุกคนยอมรับด้วยความเต็มใจ แต่แม้กระนั้นก็ตามไม่ว่าจะเป็นพระราชอำนาจทางด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือ พระบารมีที่พระองค์ท่านทรงมีอยู่เหนือหัวจิตหัวใจของคนไทยทั้งหลาย ก็ไม่ใช่เป็นของง่ายนักที่คนไทยจะได้ซาบซึ้งถึงบุคลิกภาพของพระองค์ท่าน ความคิดความอ่าน ของพระองค์ท่าน


         หนังสือเล่มนี้ในสายตาของผม เป็นหนังสือซึ่งสะท้อนถึงข้อคิด ถึงพระราชจริยาวัตรของพระองค์ท่าน ถึงการกระทำต่าง ๆ รวมทั้งการปกครองประเทศ และพสกนิกร ของพระองค์ท่าน เราเคยได้ยินถึงทศพิธราชธรรม อันนั้นเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้นได้ทรงครองราชย์มาด้วยทศพิธราชธรรม ถ้าเรามองดูเหตุการณ์ต่าง ๆ ระยะ ๕๐ ปีนั้น ภาพจะปรากฏออกมาชัดเจนยิ่งขึ้นว่าสิ่งที่เราพูดว่าทศพิธราชธรรม ซึ่งบางครั้งมันออกมาในรูปของนามธรรม แต่ถ้าเรา สามารถนำไปโยงในประวัติศาสตร์ ๕๐ ปีที่ผ่านมาเราจะซาบซึ้งมากขึ้นว่า ทศพิธราชธรรมที่เราพูดถึงอยู่นี้ เมื่อออกมาเป็นภาคปฏิบัติแล้ว และโยงไปกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เราก็จะเข้าใจพระองค์ท่านดีขึ้น


         การเสนอเรื่องพระราชนิพนธ์พระมหาชนกนี้ ก่อนที่ผมจะพูดในรายละเอียดหรือแสดงความเห็นส่วนตัวในการแปลความหมายต่าง ๆ กระผมอยากจะขออัญเชิญ พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่สื่อมวลชน ตอนที่เปิดตัวพระมหาชนกครั้งแรก ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๓๙ พระองค์ท่านทรงรับสั่งว่า หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยหลายส่วน ประกอบด้วยส่วนที่เป็นภาษาไทยที่มาจากพระไตรปิฏก ซึ่งเอาตรงมาจากพระไตรปิฏกที่แปลเป็นภาษาไทย ส่วนที่สองเอามาดัดแปลง เพื่อให้ตัวหนังสือบางอย่างหรือคำบางคำที่ไม่ตรงกับความคิดในสมัยนี้ ก็ได้ดัดแปลงไปบ้าง เป็นภาษาที่อาจจะดูแปลกไปหน่อยในบางส่วน เพราะว่าต้องให้เข้าใจว่าเรื่อง เป็นเรื่องเก่าโบราณนับเวลาไม่ได้ ภาษาก็จะต้องให้โบราณหรืออาจจะเป็นปริศนาบ้าง ฉะนั้น ถ้าใครรู้ภาษาอังกฤษ บางทีก็จะต้องมาดูภาษาไทย เพื่อจะให้เข้าใจว่าภาษา อังกฤษเขาว่าอย่างไร คนที่รู้ภาษาไทยบางทีก็จะต้องไปดูภาษาอังกฤษ จะได้รู้ว่าภาษาไทยเขาว่าอย่างไร


         พระองค์ท่านทรงรับสั่งว่า หนังสือเล่มนี้โดยเฉพาะสำหรับศิลปินที่เขียนรูป และจากรูปของหนังสือนั้น เข้าใจว่าต้องคิดมากและต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก เพราะว่า เป็นงานพิเศษ การแสดงออกมาซึ่งความคิดหลักของชาดกนี้ ชี้ให้เห็นว่าความเพียรต้องมี และสำคัญที่สุดว่า คนเราจะทำอะไรต้องมีความเพียร แม้จะไม่เห็นฝั่งก็ต้อง ว่ายน้ำต่อไป และมีคำตอบอยู่ว่าทำไมต้องว่ายน้ำถึงฝั่ง มีประโยชน์อย่างไร มีประโยชน์เพราะว่าถ้าหากไม่เพียรไม่ว่ายน้ำเจ็ดวันเจ็ดคืน ก็จะไม่ได้พบเทวดา คนอื่นไม่มี ความเพียรที่จะว่ายน้ำก็จม เป็นอาหารของปลาของเต่าไปหมดแล้ว ฉะนั้น ศูนย์กลางของหนังสือเล่มนี้คือ ความเพียร โดยไม่นึกถึงว่าจะได้ประโยชน์อะไร หรือได้ผลอะไร


         สรุปแล้วพระองค์ท่านรับสั่งว่า ศูนย์กลางของหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มนี้ คือ ความเพียร ความวิริยะอุตสาหะ ที่พระองค์ท่านได้ใช้ปรัชญานี้มาตลอดชีวิตของ พระองค์ท่าน โดยเฉพาะระหว่างครองราชย์อยู่ ๕๐ ปี เพียรพยายามโดยไม่หวังผลตอบแทน หรือผลประโยชน์อะไร เพียรพยายามเพราะสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อันนั้นคือ เป็นลักษณะของผู้นำ ลักษณะของผู้จัดการ คือทำหรือจัดการให้ถูกต้อง และลักษณะของผู้นำคือทำในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งใดก็ตามที่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องเป็นเรื่องที่ชอบ ธรรมสิ่งนั้นก็จะทำไป อย่างที่ได้กล่าวแล้วว่าพระราชนิพนธ์นี้อาศัยข้อมูลจากชาดกเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า ชาดกนั้นเป็นเรื่องที่เป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้ง เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นมนุษย์บ้าง เป็นอมนุษย์บ้าง เทวดาบ้าง สัตว์บ้าง เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมะแก่ผู้ใด จะยกชาดกซึ่งเป็นนิทานอิงธรรมะมาเล่า เป็นวิธีการสอนแบบอิงนิทานธรรมะแทนที่จะสอนธรรมะโดยตรง


         ชาดกนั้นมี ๒ ประเภท ชาดกในนิบาต ชาดกนอกนิบาต ชาดกนั้นมีบทบาทสำคัญในสังคมพุทธศาสนามาตั้งแต่โบราณกาล ปรากฏหลักฐานในลายปูนปั้นที่เจดีย์ จุลประโทนในนครปฐม และเสมาหินทางภาคอีสาน ในสมัยถัดมาก็พบแผ่นดินจารึกสลักลายเส้นเรื่องชาดก ที่มณฑปวัดศรีชุม สุโขทัย และลายปูนปั้นที่วิหารวัดไหล่ ลพบุรี ในยุคถัดมาก็พบเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องชาดกต่าง ๆ สืบมาตามลำดับ รวมทั้งมีประเพณีการสวด ประเพณีการเทศน์มหาชาติ เป็นต้น


         ในบรรดานิบาตชาดกทั้งหมด เรื่องพระมหาชนกมีความน่าสนใจ และแตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ ๒ ประการ ประการแรกเป็นเรื่องพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสวยชาติเป็นนาย วาณิช ซึ่งต้องกระทำกิจการของตนด้วยวิริยะอุตสาหะ และประการที่ ๒ เป็นเรื่องที่กล่าวถึงประเทศสุวรรณภูมิ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแสดงให้เห็นว่า สุวรรณภูมิคือดินแดนของประเทศไทยในปัจจุบันนั่นเอง


         ถ้าพูดถึงเรื่องพระมหาชนกนั้น คำว่า ชนก นั้นแปลว่า พ่อ ที่ผมเข้าใจว่าในสมัยหนึ่งนั้นเวลาเราพูดถึงพระเจ้าแผ่นดินของเราอย่างพ่อขุนรามคำแหง และใน ประวัติศาสตร์ของไทยนั้น คำว่า พ่อ หรือพระเจ้าแผ่นดินนั้น ก็คงจะใช้ในความหมายเดียวกันได้ เมื่อตอนที่ผมได้รับมอบหมายให้ไปที่แฟรงเฟิร์ตบุ๊กแฟร์ เมื่อประมาณ ๔-๕ เดือนที่ผ่านมา เพื่อไปเสนอเรื่องพระมหาชนกนั้น เผอิญหยิบหนังสือบนเครื่องบินการบินไทยฉบับหนึ่ง สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ซึ่งปัจจุบันสยามรัฐนั้น ก็พยายามเอา บทความบทเขียนในอดีตของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ มาลงพิมพ์ซ้ำ ซึ่งอ่านแล้วได้ประโยชน์ จะโดยบังเอิญอย่างไรไม่ทราบ ผมกำลังจะไปเสนอเรื่อง พระมหาชนก ก็ไปอ่าน บทความที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ท่านเคยเขียนไว้ และท่านพูดอยู่ตอนหนึ่งว่ารากภาษาของไทยคือ บาลี สันสกฤต มันก็ใกล้เคียงกับรากภาษาของภาษายุโรป คำว่า ชนก ซึ่งแปล ว่า พ่อ แต่คำภาษาอังกฤษ คำว่า ชนก ซึ่งแปลว่าพ่อ หรือที่อาจจะหมายถึงพระเจ้าแผ่นดิน ชนก ภาษาอังกฤษคือคำว่า King ภาษาเยอรมัน Konig ซึ่งสำเนียงอาจจะ คล้ายคลึงกัน ว่ามาจากรากฐานคำ ๆ เดียวกัน

         พระมหาชนกฉบับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๙ มีลักษณะเด่น แตกต่างจากฉบับเดิมหลายประการในข้อแรกก็คือ เป็นการรื้อฟื้นธรรมะเรื่องความเพียรมาแสดงใหม่ เพราะสังคมยุคปัจจุบันค่อนข้างจะย่อหย่อนในเรื่องของความเพียร ในการรื้อฟื้นธรรมะเรื่องความเพียรมาแสดงใหม่นั้น พระองค์ท่านได้ทรงดัดแปลงเนื้อเรื่องให ้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน ทรงปรับปรุงภาษาจากพระอรรถกถาชาดกให้กระชับ ง่ายต่อการเข้าใจ และอ่านแล้วมีสีสันขึ้น ทรงมีจินตนาการที่นักเขียนพึงมี สร้างสรรค์การ เดินเรื่องให้ตื่นเต้นน่าอ่าน เช่น กำหนดให้ปูทะเลเป็นผู้ช่วยพระเอก เป็นต้น และเป็นที่มาของมหาวิทยาลัยปูทะเล อันเทียบได้กับการเพี้ยนเสียงมาจากโพธิยาลัย คือ การรวบรวมเผยแพร่ความรู้ที่วัดโพธิ์ กรุงเทพฯ และยังได้ทรงพิจารณาว่าการสอนธรรมะจะต้องใช้ศิลปินในระดับชาติ ๘-๙ ท่านมาช่วยเขียนภาพประกอบเรื่อง เป็นศิลปะไทยร่วมสมัยเช่นเดียวกัน ทรงพระราชดำริให้ออกแบบจัดหน้าบทพระราชนิพนธ์เป็นแบบหนังสือเทพนิยายแบบฝรั่ง มีทั้งความเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และมีรูปภาพประกอบไปตลอด อย่างที่เราดูวีดิทัศน์เมื่อสักครู่นี้เป็นการเล่าเรื่องให้เราฟัง ภาพจะปรากฏมาอยู่ตลอดเวลา แต่ขณะเดียวกันก็ได้ปรับปรุงให้เป็นศิลปะ ร่วมสมัยเช่นเดียวกัน


         ข้อแตกต่างข้อต่อไปคือการแก้ไขปรับปรุงทั้งหมดนั้น นอกจากจะก่อให้เกิดความรื่นรมย์ในการอ่านแล้ว ยังปรารถนาให้น้อมนำเข้าถึงธรรมะอันเป็นแก่นของหนังสือ ด้วย หนังสือจึงต้องทำให้เกิดรู้สึกความขลัง และให้มีสัญลักษณ์ยึดเหนี่ยวหากเกิดความท้อแท้ จึงโปรดให้สร้างเหรียญพระมหาชนก เป็นเหรียญคู่หนังสือด้วยเป็น ครั้งแรก และอาจจะเป็นครั้งเดียวที่ทรงประกอบพระราชพิธีชัยมังคลาภิเษกเหรียญศักดิ์สิทธิ์นี้


         หนังสือเล่มนี้จึงถึงซึ่งความไพเราะทั้งในภาษา ความงดงามของภาพเขียนประกอบเรื่อง และในธรรมะที่เป็นแก่นของเรื่อง ซึ่งเทียบได้กับหนังสือศักดิ์สิทธิ์ใน วัฒนธรรมชนชาติต่าง ๆ และหนังสือนี้ก็จะเป็นหนังสือที่ศักดิ์สิทธิ์ของสังคมไทย ยิ่งไปกว่านั้น พระมหาชนกฉบับพระราชนิพนธ์ยังทรงแสดงให้เห็นว่าเป็นผลงานของ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถ


         คนไทยส่วนใหญ่มองภาพพระเจ้าอยู่หัวว่าทรงพระปรีชาสามารถในเรื่องต่าง ๆ ที่โด่งดังเป็นที่ทราบโดยทั่วไปทั้งในและนอกประเทศก็ในเรื่องของเป็นนักปกครอง เป็นช่างภาพ เป็นนักดนตรี เป็นนักพัฒนา เป็นผู้ที่ทรงรอบรู้ในเรื่องของการเกษตร เรื่องน้ำ เรื่องดิน เรื่องป่าไม้ ทรงรอบรู้เรื่องการศึกษา สาธารณสุข และอะไรต่อมิอะไร อีกหลายอย่าง


         แต่เราไม่ค่อยซาบซึ้งถึงว่าพระองค์ท่านจะทรงมีบทบาททางด้านวรรณกรรม ไม่ว่าในเรื่องของนายอินทร์ปิดทองหลังพระ หนังสือติโตและในปัจจุบันนี้ก็คือ พระมหาชนกฉบับพระราชนิพนธ์ แต่ความรอบรู้ของพระองค์ท่านนั้นยังแผ่กว้างออกไปอีก ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือฉบับนี้ เช่น การที่ทรงสามารถกำหนดที่ตั้งของเมือง โบราณในวรรณคดีเก่า ผลการวิจัยว่า ระยะทาง ๑ โยชน์ เป็นระยะทางแท้จริงเท่าไหร่กันแน่ โดยคำนวณจากระยะทางระหว่างทางเมืองโบราณเหล่านั้น เทียบกับมาตรา วัดความยาวของอินเดีย ของไทยและของยุโรป เป็นต้น

         แผนที่ฝีพระหัตถ์ ๔ แผ่น ที่ทรงเขียนด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าส่วนพระองค์ แสดงให้เห็นถึงการรอบรู้ในศิลปศาสตร์สำหรับพระมหากษัตริย์ ซึ่งสามารถคำนวณ ทิศทางความเร็วของคลื่นลมและโหราศาสตร์ ทำให้การดำเนินเรื่องพระมหาชนกของพระองค์มีความสมจริงที่สามารถอธิบายให้คนรุ่นใหม่เข้าใจได้ ในฐานะกษัตริย์ แห่งสุวรรณภูมิ ก็ได้ทรงแสดงให้เห็นถึงความเจริญมั่งคั่งของดินแดนแห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ปรารถนาไปมาค้าขายของนานาประเทศตั้งแต่สมัยอดีตกาล เชื่อกันว่าใครก็ตามที่มา ค้าขายกับสุวรรณภูมิแล้วจะร่ำรวยกลับไป


         ในเนื้อหาพระราชนิพนธ์ก็มีคติธรรมต่าง ๆ มากมาย ซึ่งผู้อ่านแต่ละท่านย่อมมองเห็นได้หลากหลายต่างกัน อีกทั้งภาษาทั้งใน ๒ ภาษาที่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นมา ก็มีศัพท์สำนวนที่น่าประทับใจ มีทั้งคำโบราณและคำสมัยใหม่ บางศัพท์เช่นคำว่า ทักษิณาวัตร ก็ทรงคิดคำภาษาอังกฤษขึ้นมาด้วยพระองค์เองว่า Dexterambulation แต่ความที่พระองค์ท่านรู้สึกซาบซึ้งในธรรมะของความเพียรพยายามนั้น ก็มีพระราชประสงค์ให้เผยแพร่ธรรมะนี้ไม่ใช่ไปสู่แต่ประชาชนชาวไทยเท่านั้น แต่ก็อยากที่จะ เห็นว่าให้คนต่างชาตินั้นได้รับรู้ถึงแก่นสารและสาระถึงธรรมะของคนไทย จึงได้มีพระราชสำนวนเป็นภาษาอังกฤษด้วย และทรงพระราชอักษรเทวนาครี กำกับคาถาบาลี ทุกคาถา ทำให้เราสามารถเทียบเคียงความหมายของทั้งสองภาษาได้เข้าใจชัดเจน


         สิ่งที่ผมกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าทำให้หนังสือหรือพระราชนิพนธ์มีความแตกต่างไปจากชาดกอื่น ๆ พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก จึงสมควรอย่างยิ่งที่ได้มี การพิมพ์แผยแพร่ในมหามงคลวโรกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล เพราะตลอด ๕๐ ปี แห่งการเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า ทรงมีความเพียร อย่างต่อเนื่องไม่เคยท้อถอย พระวิริยะบารมีของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมพสกนิกรชาวไทยตลอดมา เป็นแบบอย่างและเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งแก่ ผู้บำเพ็ญปฏิบัติตามความเพียรพยายามที่มีอยู่ในพระองค์ท่าน อันนั้นคือความเพียรพยายามที่จะให้ประชาราษฎร์ของพระองค์ท่าน ไม่ว่าจะถิ่นฐานใด เชื้อชาติใด มีความ ผาสุก มีความเจริญโดยอาศัยวิชาการ อาศัยความรู้ อาศัยการเรียนรู้ อาศัยปัญญา อาศัยสติ ซึ่งจะนำไปสู่ความสงบและความสุขที่แท้จริง


         ความเพียรพยายามของพระองค์ท่านนั้น เป็นความเพียรพยายามที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นถึงความท้อถอย เป็นความเพียรพยายามต่อเนื่อง เป็นความเพียรพยายามใน ทิศทางเดียว เป็นความเพียรพยายามไม่เกียจคร้าน เป็นความเพียรพยายามที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสม่ำเสมอไม่บกพร่อง เป็นความเพียรพยายามที่มีความเข้มแข็ง ไม่อ่อนแอย่อท้อ เป็นความเพียรพยายามที่สะท้อนถึงความเป็นผู้กล้าหาญ กระทำในสิ่งที่ควร กระทำในสิ่งที่ชอบธรรม กระทำในสิ่งที่ถูกต้อง และกระทำอย่างเดียว เพื่อความผาสุกของประชาราษฎร์ และเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม

    หมวดที่ ๑ : พระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    คำบรรยายพิเศษ
    เรื่อง “ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
    โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
    อดีตนายกรัฐมนตรี
    วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑
    กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

    ส่วนหนึ่งของ Amartya Sen Lecture Series ว่าด้วย “การพัฒนาอย่างยั่งยืน”
    โดยสมาคม Cambridge สมาคม Oxford และกลุ่ม Harvard แห่งเบลเยียม

     

    ท่านศาสตราจารย์ Amartya Sen
    คุณ Marc Bihain แห่ง ING Bank,
    คุณ Willem Van Der Geest,
    แขกผู้มีเกียรติ,
    ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ,

         ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนข้อสังเกตเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในเวทีปราศรัยแห่งนี้ ซึ่งตั้งชื่อตามนักปราชญ์ นักคิด และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ นอกจากนั้นท่านยังได้รับการยกย่องอีกจากผลงานเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วในฐานะเป็นประธานร่วม United Nations Panel on Human Security

         ศาสตราจารย์ Sen ได้สร้างแรงบันดาลให้พวกเราทุกคนด้วยการนำเสนอข้อคิดสำคัญๆ ซึ่งให้ความหมายใหม่ต่อมิติเชิงจริยธรรมของปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่เร่งด่วนแห่งยุค

         หนึ่งในข้อคิดที่สำคัญยิ่งของศาสตราจารย์ Sen คือเรื่อง สมรรถนะ ซึ่งจัดให้เสรีภาพของมนุษย์เป็นหัวใจของการวิพากษ์เกี่ยวกับการพัฒนา

         ในเรื่องของประชาธิปไตย ศาสตราจารย์ Sen เคยตั้งข้อสังเกตว่า “ไม่เคยมีทุพภิกขภัยร้ายแรงใดเกิดขึ้นในประเทศที่เป็นเอกราช มีประชาธิปไตย และมีสื่อที่ค่อนข้างเสรี”

         ในยุคปัจจุบัน อันเป็นยุคที่การมุ่งหากำไรมักอยู่เหนือข้อพิจารณาเรื่องความเป็นธรรม ความเท่าเทียม และสิทธิเสรีภาพ แนวคิดของศาสตราจารย์ Sen ว่าด้วยการพัฒนา ซึ่งเกี่ยวโยงกับเสรีภาพของมนุษย์ ความเป็นประชาธิปไตย และสื่อที่เสรี เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมจริงๆ

         เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง นาย Francis Fukuyama ได้เสนอว่าจุดจบของประวัติศาสตร์ใกล้มาถึงแล้ว แต่นี่เวลาได้ล่วงเลยมากกว่า 15 ปีแล้ว ชัยชนะของประชาธิปไตยก็ยังไม่สมบูรณ์

         บางประเทศได้ผันแปรตัวเองไปจากแนวทางประชาธิปไตยเสรีนิยมไปสู่แนวทางที่เป็นอำนาจนิยมมากขึ้น บางรัฐบาลก็ยังคงประสบความสำเร็จพอสมควรในการรักษาระบอบการเมืองที่ปราศจากประชาธิปไตย แต่สามารถตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจของประชาชนได้ ในขณะเดียวกัน หลายประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยก็ยังมีปัญหาด้านความรับผิดชอบต่อประชาชนและธรรมาภิบาล

         เรื่องนี้ถ้ามองอย่างผิวเผิน ก็ออกจะน่าแปลกใจ ประชาธิปไตยมีข้อดีที่เห็นชัดถึงขนาดนี้ไม่น่าจะมีปัญหาในการหยั่งรากลงทั่วโลก แต่สำหรับหลายประเทศ “การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” ยังคงเป็นอุดมการณ์ที่ดูเหมือนอยู่แค่เอื้อมแต่ไปไม่ถึงสักที

         ต้นเหตุหลักอยู่ที่การต่อสู้ระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง อริสโตเติลเคยประกาศว่า “หากเสรีภาพและความเท่าเทียมดังที่บางคนคิดมีอยู่ในประชาธิปไตยเป็นหลัก มันจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อทุกคนเข้าไปมีส่วนร่วมในรัฐบาลมากที่สุด”

         ในยุคปัจจุบัน เราเผชิญคำถามที่สำคัญยิ่ง

    • เหตุใดประชาธิปไตยจึงดูเปราะบางนัก

         มีปัจจัยที่มีจำเป็นอย่างใดบ้างสำหรับประเทศหนึ่งๆ ในการที่จะไปให้ถึงจุดที่สามารถธำรงไว้ซึ่งประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนได้ผมขอให้แง่คิดจากประสบการณ์ของผมในการเป็นนายกรัฐมนตรีที่มุ่งมั่นจะสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศไทย รวมถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน

         ผมขอเริ่มด้วยคำพูดของ มหาตมะ คานธี เกี่ยวกับธาตุแท้ของความเป็นประชาธิปไตยว่า “วิญญาณของประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยัดเยียดจากภายนอกได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องมาจากข้างใน“ กล่าวคือประชาชนต้องเป็นผู้ต้องการประชาธิปไตยเอง

         ในยุโรปส่วนใหญ่ วิวัฒนาการของประชาธิปไตยเป็นไปอย่างเชื่องช้าและเลี้ยวลดคดเคี้ยว ประวัติศาสตร์ของยุโรปนั้นเกลื่อนไปด้วยสงครามกลางเมือง การปฏิวัติและระบอบเผด็จการ แต่ประชาธิปไตยก็หยั่งรากจนได้และในปัจจุบันก็ไม่มีระบอบการปกครองอื่นใดมาแข่งขันท้าทายกับประชาธิปไตยได้ในยุโรป

         หากเราถือว่าการให้สิทธิทุกคนลงคะแนนเลือกตั้งเป็นจุดสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตยในโลกตะวันตก เราก็จะพบว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งหมดอย่างกว้างขวางเพิ่งเกิดขึ้นมาแค่ 100 กว่าปีเท่านั้น

         ในกระบวนการวิวัฒนาการทางการเมือง คนเราต้องปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ อีกทั้งปัญหาต่างๆ นานา เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติ

         ในระยะยาว ระบอบประชาธิปไตยจะสามารถปรับตัวในกระบวนการวิวัฒนาการได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อมีเสาหลักที่แข็งแรงพอ

         ในยุคปัจจุบันเราอาจเปรียบเทียบประชาธิปไตยได้กับสูตรคำนวณซอฟท์แวร์ที่สามารถผลิตผลลัพธ์ทางการเมืองที่ดีที่สุดสำหรับสังคมใดก็ได้ โค้ดสำหรับซอฟท์แวร์ทางการเมืองนี้เก่าแก่หลายศตวรรษ แต่เพื่อความสะดวกเราอาจถือเอกสารแมกนา คาร์ตา (Magna Carta) ของอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1215 เป็นจุดเริ่มต้น

         เป็นที่เชื่อกันว่าประชาธิปไตยนั้นดีกว่า มั่นคงกว่า มีเหตุมีผลกว่า มีประโยชน์และมีความชอบธรรมมากกว่าระบบการปกครองอื่นใด

         Winston Churchill ได้กล่าวอย่างเหมาะสมว่า “ไม่มีใครเสแสร้งว่าประชาธิปไตยมีความสมบูรณ์หรือดีเลิศประเสริฐศรีไปหมดหรอก จริงๆ แล้ว เคยมีผู้กล่าวว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่เลวที่สุด ถ้าไม่นับระบอบการปกครองอื่นๆ ที่ถูกนำมาทดลองใช้บ้างเป็นครั้งคราว”

         จากประสบการณ์ของผม จำเป็นต้องมีเสาหลักอย่างน้อยจำนวนหนึ่งสำหรับรองรับโครงสร้างพื้นฐานของประชาธิปไตย ถ้าเราคิดจะสร้างสะพานก็ต้องยึดตามหลักวิชาวิศวกรรม แต่การสร้างประชาธิปไตยไม่เหมือนกับการสร้างสะพาน เพราะไม่ใช่วิทยาศาสตร์ แต่เป็นศิลปะของการทำเท่าที่จะทำได้

    การศึกษาและการแพร่ความรู้

         ประชาธิปไตยเริ่มต้นด้วยปัญญาของผู้ลงคะแนนเสียง ไม่ว่าปัญญานั้นจะได้มาอย่างไรก็ตาม ที่ผมพูดอย่างนั้นหมายความว่าผู้ลงคะแนนเสียงต้องเข้าใจประเด็นปัญหาที่ตนเผชิญอยู่และทางเลือกที่ตนมี ผู้ลงคะแนนเสียงจะต้องเข้าใจด้วยว่าตนมีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไรบ้างภายใต้ระบบประชาธิปไตย และมีหนทางที่จะแสดงออกว่าตนต้องการอะไรในกระบวนการประชาธิปไตย

         หัวใจของประชาธิปไตยจะเต้นได้ก็ด้วยการมีส่วนร่วมของพลเมืองทุกคนในการใช้สิทธิของตน อย่างแรกคือสิทธิในการหยิบยกประเด็นต่างๆ ที่ตนห่วงกังวลให้บรรจุอยู่ในวาระทางการเมือง และอย่างที่สองคือการเลือกคนที่ตนรู้สึกว่าจะตอบสนองข้อห่วงกังวลของตนได้ดีที่สุดในกระบวนการการเมือง

         นอกเหนือจากการทำหน้าที่พลเมืองอย่างรับผิดชอบโดยการลงคะแนนเสียงแล้ว ประชาธิปไตยต้องมีพลเมืองที่มีความรู้เกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่ชุมชนและสังคมของตนกำลังเผชิญอยู่ในยุคแห่งโลกาภิวัตน์และอิทัปปัจจยตานี้

         ปัญหาท้าทายอย่างหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศคือการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้การศึกษาตอบสนองต่อชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันมากขึ้น ให้เปลี่ยนจากการเน้นการท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองไปสู่การรู้จักคิดอย่างสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง และขยายขอบข่ายโครงการการศึกษาให้ไปถึงเด็กผู้หญิงและสตรีที่ยากจน

         ผมยินดีที่เห็นความก้าวหน้าด้านความเท่าเทียมระหว่างเพศในการส่งเสริมการศึกษาสำหรับทุกคน ความก้าวหน้าเช่นนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีในการสร้างผู้ลงคะแนนเสียงที่มีความรู้จำนวนมากพอที่จะเป็นเชื้อเพลิงให้กระบวนการประชาธิปไตยก้าวหน้าต่อไป

         จุดเด่นอย่างหนึ่งของเอเชียคือเป็นภูมิภาคที่ได้ผลิตสตรีที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลและประมุขรัฐจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยจำนวนไม่น้อย พัฒนาการที่น่ายินดีในไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือความพยายามของเอเชียใต้ที่จะให้มีความเสมอภาคทางเพศในกระบวนการประชิปไตยโดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมาจากการเลือกตั้งมีสัดส่วนหนึ่งเป็นสตรี จึงถึงเวลาแล้วที่ทั้งภูมิภาคจะต้องเร่งรัดส่งเสริมความก้าวหน้าของเด็กผู้หญิงและสตรีเพื่อให้พวกเขามีส่วนร่วมในระดับรากหญ้ากว้างขวางขึ้น

         การศึกษาและการเผยแพร่ความรู้ในฐานะทรัพย์สินสาธารณะเป็นวิธีสำคัญที่ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยเป็นพลังเข้มแข็ง ต้านทานไม่ให้ผู้ปกครองประเทศใช้อำนาจในทางที่ผิด

         ในเอเชียเช่นเดียวกับในตะวันตก ประชาธิปไตยไม่ได้มาจากเพียงผ่านหีบเลือกตั้ง การต่อสู้ที่แท้จริงเกิดขึ้นในท้องถนนโดยนักศึกษา ชาวนา แรงงาน และประชาชนทั่วไปที่ออกมาเดินขบวนเพื่อแสดงความไม่พอใจ

         ในเอเชียนี้เอง มหาตมะ คานธีได้พัฒนาแนวคิดการต่อสู้ด้วยสันติวิธีเพื่อเป็นขบวนการเปลี่ยนแปลงการเมือง ในช่วงห้าทศวรรษหลังจากนั้น ก็ได้มีการเดินขบวนประท้วงเกิดขึ้นในสาธารณะรัฐเกาหลี มีพลังประชาชนแผ่กระจายไปทั่วอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และประเทศอื่นๆ เปลวไฟของประชาธิปไตยยังคงส่องสว่างอยู่ในเอเชียใต้ ซึ่งมีจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงมากที่สุดและกระตือรือร้นที่สุดในโลก

         เพื่อให้ประชาธิปไตยมีชีวิต ประชาชนต้องอย่าปล่อยตัวเองให้ตั้งอยู่ในความประมาท แต่ละชุมชน แต่ละที่ทำงาน แต่ละโรงเรียน ต้องมีโครงการที่จะส่งเสริมประชาธิปไตยในระดับรากหญ้า

         ผู้มีสิทธิมีเสียงที่ไม่สนใจและนิ่งเฉยย่อมตกเป็นเหยื่ออย่างง่ายดายให้กับกลุ่มจัดตั้งใดๆ ก็ตามที่หวังยึดอำนาจด้วยกำลังหรือการหลอกลวงตบตา ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่เผด็จการเบ็ดเสร็จ

         ในเอเชียส่วนใหญ่ ซึ่งเน้นเรื่องความสามัคคีและการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเป็นค่านิยมสำคัญ สิ่งที่ท้าทายเราคือว่าทำอย่างไรจึงจะยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ การชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย และความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน โดยถือว่าทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งในการเติบใหญ่ของกระบวนการประชาธิปไตยในบริบทของเอเชีย

    เสาหลักของประชาธิปไตย

         ในทัศนะของผม โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของประชาธิปไตยมีเสาหลักอยู่ 7 เสา อันได้แก่ การเลือกตั้ง ขันติธรรมทางการเมือง การปกครองด้วยกฎหมาย เสรีภาพในการแสดงออก ความรับผิดชอบต่อประชาชนและความโปร่งใส การกระจายอำนาจ และประชาสังคม

    การเลือกตั้ง

         ก่อนอื่น การเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมสร้างความชอบธรรมให้กับประชาธิปไตยโดยป้องกันบุคคลหรือกลุ่มคนเล็กๆ ในสังคมไม่ให้ยัดเยียดผลประโยชน์เฉพาะตัวให้ประชาชนแบกรับ ไม่ควรมีบุคคลใดหรือคนกลุ่มใดมีสิทธิผูกขาดอำนาจเหนือกระบวนการเลือกตั้ง

         พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือสำคัญของระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีแบบแผนพื้นฐานที่เป็นกรอบให้กับชุมชนทางการเมืองและกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ประชาชน และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างศูนย์อำนาจต่างๆ

         ในสังคมประชาธิปไตยพรรคการเมืองสามารถจัดตั้งขึ้นมาและหาเสียงได้โดยปราศจากการข่มขู่คุกคาม บางประเทศกำหนดให้พรรคการเมืองมีเสียงสนับสนุนในระดับหนึ่งเป็นอย่างน้อยก่อนที่จะลงเลือกตั้งได้ ทุกพรรคการเมืองจะต้องได้รับโอกาสใช้สื่อเสรีและวิธีอื่นๆ เพื่อเผยแพร่แนวทางของพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง กระบวนการเลือกตั้งจะต้องได้รับการกำกับดูแล สังเกตการณ์และดำเนินการโดยองค์กรอิสระซึ่งมักจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง

         อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งสามารถโกงกันได้ เสียงก็ซื้อกันได้ และเป็นที่น่าเสียดายที่นักการเมืองที่ลงพื้นที่เฉพาะในช่วงการเลือกตั้งเพื่อสร้างฐานอำนาจและถ่ายภาพกับประชาชน กลายเป็นภาพที่คุ้นเคยกันในหลายประเทศ

         รัฐบาลจะสิ้นสุดความชอบธรรมลงก็ต่อเมื่อไม่สามารถสะท้อนความต้องการของพลเมืองได้ และหากเกิดขึ้นรัฐบาลก็สามารถจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ แต่บางครั้งก็อาจใช้กำลังและการข่มขู่คุกคามเพื่อหวังยึดครองอำนาจต่อไป และการเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนออกไปหรือบ่อนทำลาย

         ถึงแม้การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นมิติที่เห็นชัดที่สุดของระบบประชาธิปไตย แต่ก็ยังคงมีตัวอย่างของการทุจริตในการเลือกตั้งเพื่อส่งเสริมผลักดันการปกครองแบบอัตตาธิปไตยและทรราช ดังนั้นการเลือกตั้งในตัวเองไม่ได้เป็นหลักประกันว่ามีประชาธิปไตย

    ขันติธรรมทางการเมือง

         เสาหลักที่สองคือ ขันติธรรมทางการเมือง การเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมไม่ได้เป็นการมอบสิทธิให้กดขี่หรือกีดกันกลุ่มผู้ที่ไม่ได้ลงคะแนนเสียงให้ฝ่ายรัฐบาล และก็ไม่ได้หมายความว่าเสียงข้างมากจะมีสิทธิปล้นสิทธิเสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือชีวิตของเสียงข้างน้อยได้

         ถ้าจะให้ประชาธิปไตยคงอยู่ได้ในระยะยาวก็ต้องมีขันติธรรม ถ้ากลุ่มเสียงข้างน้อยไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างเที่ยงธรรมจากระบวนการการเลือกตั้ง ก็จะไม่สามารถมีความสงบสุขได้ การขาดความสงบสุขจะทำให้ความพยายามทั้งปวงที่จะเป็นประชาธิปไตยไร้ผล

         ในหลายประเทศ มีตัวอย่างของการให้สินรางวัลกับผู้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนพรรครัฐบาล และทอดทิ้งหรือลงโทษผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้พรรคฝ่ายตรงข้าม การแจกจ่ายอาหาร น้ำและทรัพยากรต่างๆเพื่อการพัฒนาล้วนเคยถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือควบคุมให้ชนะการเลือกตั้งมาแล้วทั้งสิ้น

         การเมืองภายหลังการเลือกตั้งอาจเป็นโทษต่อผู้แพ้ โดยอาจเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งมองว่าการมีส่วนร่วมของเสียงข้างน้อยเป็นอุปสรรค แทนที่จะหาทางโน้มนำฝ่ายค้านเข้ามาถกหารือกันอย่างมีเหตุผลและแม้แต่อาจนำท่าทีของฝ่ายค้านเข้าไปบรรจุเป็นนโยบายรัฐบาลหากสมควร

         ขันติธรรมเป็นเรื่องของการยอมรับความหลากหลายในสังคม โดยเริ่มจากการปลูกฝังเลี้ยงดูในวัยเยาว์ ถ้าเราสอนให้ผู้เยาว์เชื่อในหลักการผู้ชนะกินรวบ ก็เท่ากับว่าเรากีดขวางการพัฒนาของประชาธิปไตย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เยาวชนควรต้องเรียนรู้ว่าในการเลือกตั้งสิ่งที่ฝ่ายที่ชนะได้รับไปคือหน้าที่ที่จะรักษาส่งเสริมฉันทามติที่สมดุลในสังคม การสร้างความสมดุลดังกล่าวนี้ก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง

    หลักนิติธรรม

         เสาหลักที่สามของประชาธิปไตยคือหลักนิติธรรม มีการถกเถียงมากมายถึงความหมายของคำนี้ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างหลักนิติธรรมและประชาธิปไตย

         เมื่อกระบวนการทางการเมืองกำกับด้วยกฎหมายและกรอบระเบียบกฎเกณฑ์ ราษฎรก็จะสามารถพิจารณาได้ว่ารัฐบาลถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และสามารถหาคำตอบต่อคำถามหลักๆ เช่น :

    • รัฐบาลปกครองตามหลักกฎหมายหรือไม่ หรือถือหลักว่าตนได้รับการยกเว้นจากกฎเกณฑ์ที่ไม่สะดวกบางข้อ
    • ลำดับขั้นตอนการดำเนินงานของรัฐบาลคงเส้นคงวาและอยู่ภายใต้กฎหมายหรือไม่ หรือว่ารัฐบาลดำเนินการตามอำเภอใจ จับกุมผู้คนที่คัดค้านนโยบายของตนและลิดรอนเสรีภาพของบุคคลเหล่านั้นโดยไม่เคารพสิทธิที่พวกเขาพึงมีตามกฎหมาย

         ในช่วงต้นๆ ผมได้กล่าวถึงความสำคัญของ แมกนา คาร์ตา เอกสารประวัติศาสตร์ฉบับนั้นได้จารึกหลักที่ว่ารัฐจะต้องเคารพสิทธิตามกฎหมายทั้งหมดที่บุคคลพึงมี habeas corpus เป็นหลักการสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในแมกนา คาร์ตา habeas corpus ป้องกันการจับกุม กักขัง และประหารชีวิตตามอำเภอใจของรัฐ โดยกำหนดว่าการกระทำดังกล่าวโดยรัฐต้องมีเหตุผลทางกฎหมายและเคารพสิทธิตามกฎหมายของบุคคลที่ถูกกักกัน

         ชนชั้นทางการเมืองที่ยอมรับว่าการกระทำใดๆ โดยรัฐต้องเป็นไปตามครรลองของกฎหมายจะยอมรับประชาธิปไตยมากกว่า การบังคับใช้หลักนิติธรรมอย่างถูกต้องเป็นการป้องกันความพยายามใดๆ ที่จะทำลายเสรีภาพ ยึดทรัพย์สิน หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน และยังหมายความว่ากฏเหล่านั้นมีผลต่อราษฎรทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

         เมื่อการบังคับใช้หลักนิติธรรมอ่อนแอ การฉ้อราษฎร์บังหลวงก็เฟื่องฟู การติดสินบน การจ่ายเงินใต้โต๊ะ การฮั้วประมูล การออกนโยบายที่เอื้อต่อครอบครัวหรือพวกพ้อง ล้วนเป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางในหลายประเทศ ในสถานการณ์เหล่านี้ผู้ที่มุ่งบังคับกฎหมายอาจเผชิญกับการข่มขู่คุกคามหรือตอบโต้แก้แค้นก็ได้

         ประชาธิปไตยจะผิดเพี้ยนไม่ทำงานเมื่อข้าราชการ ตุลาการ นิติบัญญัติ ภาคเอกชน ตำรวจ และทหารล้วนใช้อำนาจที่ตนมีอยู่เพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับตนเองและเอื้อประโยชน์ส่วนตนบนความทุกข์ยากของประชาสังคม  ถึงแม้จะมีกฎหมาย การฉ้อราษฎร์บังหลวงก็เป็นตัวบั่นทอนหลักนิติธรรม

         ความเป็นกลางของภาคตุลาการเป็นฐานหลักอย่างหนึ่งของหลักนิติธรรม หากผู้พิพากษาใช้กฎเกณฑ์ชุดหนึ่งสำหรับผู้ที่มีอำนาจวาสนา และใช้อีกชุดหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่มีสิ่งเหล่านั้น ระบบการเมืองและยุติธรรมทั้งหมดก็จะตกต่ำเสื่อมเสีย เซาะกร่อนความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลในการให้ความยุติธรรม

         หลักนิติธรรมย่อมมีรากฐานอยู่ในระบบค่านิยมทางศีลธรรมจรรยา ในแอฟริกาใต้เป็นเวลาหลายสิบปีได้มีหลักนิติธรรมภายใต้กรอบระบบ apartheid ซึ่งเป็นระบบกฎหมายที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสีผิว ภายใต้ระบบการเมืองและกฎหมายที่ปกป้องสิทธิของประชาชน คนที่มีสีผิวสีใดสีหนึ่งไม่สามารถใช้มันกีดขวางความยุติธรรมได้ ความยุติธรรมและความเสมอภาคเกี่ยวโยงโดยตรงกับความยั่งยืนของประชาธิปไตย โดยทั่วไปแล้ว หากหลักนิติธรรมถูกครอบงำ ชื่อเสียงในความเป็นประชาธิปไตยพร้อมกับความชอบธรรมของรัฐบาลก็จะพลอยเสียหายไปด้วย ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะใช้ข้ออ้างอย่างไรก็ตาม

         หลักนิติธรรมยังมีหน้าที่สุดท้ายอีกหนึ่งอย่าง ในระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ เช่นของไทย รัฐธรรมนูญเป็นตัวกำหนดกรอบและความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันปกครองต่างๆ ในระบบประชาธิปไตย ประชาธิปไตยจะทำงานได้ผลดีที่สุดก็เมื่อสถาบันและเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ระบบที่มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุล

         หลักนิติธรรมเป็นตัวกำหนดขอบเขตของการแทรกแซงทางการเมืองในกระบวนการตัดสินใจ เมื่อมีนิติธรรมประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของระบบและขึ้นอยู่กับกฎหมายเดียวกัน ในขณะที่ผู้ปกครองก็ไม่ได้เป็น “เจ้าของ” ของระบบ

         เพื่อให้หลักนิติธรรมทำงานเป็นผล มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เกียรติภูมิและอิสรภาพของฝ่ายตุลาการและระบบยุติธรรมทั้งหมดจะต้องปลอดจากการกดดันโดยอิทธิพลหรือการแทรกแซงที่ผิดกฎหมาย

    เสรีภาพในการแสดงออก

         เสาหลักที่สี่อันทำให้ประชาธิปไตยยั่งยืนคือเสรีภาพในการแสดงออก สิ่งที่บุคคลสามารถกล่าว ตีพิมพ์ แจกจ่าย และพูดคุยเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าระบบการเมืองเป็นประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด สื่อมวลชนที่อิสระเสรีเป็นตัวชี้วัดของเสรีภาพในการแสดงออก ระบบอินเตอร์เน็ตที่ไม่ถูกเหยียบย่ำโดยการควบคุมของรัฐก็เป็นอีกตัวหนึ่ง

         รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือเป็นแบบอื่น น้อยรายนักจะมีความสัมพันธ์ที่สบายใจอย่างแท้จริงกับสื่อมวลชนเสรี  แต่ไม่ว่าจะมีข้อเสียเพียงใด สื่อมวลชนเสรีซึ่งสนับสนุนโดยอินเตอร์เน็ตที่ไม่ถูกปิดกั้น เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการให้ข้อมูลข่าวสารกับสาธารณะโดยเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยที่ทำงาน  แม้ในสังคมที่มีประชาธิปไตยมานาน รัฐบาลก็ยังอาจพยายามจัดการใช้สื่อเพื่อประโยชน์ของตนเอง รัฐบาลมักพยายามชี้นำการตีความข่าวเพื่อผลักดันวาระของตนและเจือจางอำนาจของสื่ออิสระ

         เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้เปิดทางให้มีการขยายตัวของการแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารพร้อมกับพื้นที่สำหรับวาทกรรมสาธารณะอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน  อินเตอร์เน็ตได้ปฏิวัติการมีส่วนร่วมในการอภิปรายและดำเนินการทางการเมือง และได้เกื้อกูลให้เกิดชุมชนออนไลน์ขึ้นมามากมาย  ในขณะเดียวกันโทรศัพท์มือถือก็ทำให้การติดต่อส่งข้อมูลข่าวสารกระทำได้อย่างทันท่วงที

         ในประเทศที่ยึดแนวทางอำนาจนิยม เสรีภาพของข้อมูลข่าวสารเป็นภัยอันใหญ่หลวงสำหรับรัฐบาล เสรีภาพที่มากับสื่อสมัยใหม่นี้สามารถเข้าถึงได้โดยเพียงไม่กี่คลิกไปยังเว็บไซท์ เช่น YouTube และ blog ต่างๆ ปรากฏการณ์ใหม่ๆ เหล่านี้ทำให้รัฐบาลควบคุมข้อมูลข่าวสารได้ยากขึ้นมาก

         ข้อเท็จจริงก็คือว่า แม้กระทั่งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็มักพยายามเหลือเกินที่จะปั้นแต่งมติมหาชนให้ไปในทิศทางที่ตนต้องการ ไม่ว่าผ่านสื่อโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ หรืออินเตอร์เน็ต  การที่รัฐควบคุมหรือมีอิทธิพลเหนือข้อมูลข่าวสารนั้น พวกเราควรจะหยุดและคิดเรื่องนี้ให้ดีๆ แม้หน้าตาของประชาธิปไตยอาจดูสดใส แต่หากเสรีภาพของข้อมูลข่าวสารและของสื่อถูกคว้านจนกลวง ก็เท่ากับว่าประชาธิปไตยถูกบั่นทอน  ประชาชนจึงต้องคอยเฝ้าระวังตลอดเวลาเพื่อให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุล ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากกฎหมายในหลายประเทศที่ประชาธิปไตยกำลังพัฒนาไม่ได้ส่งเสริมเสรีภาพของข้อมูลข่าวสารและไม่ให้ความสำคัญต่อสื่อมวลชน

         เสรีภาพในการแสดงออกถือว่าสำคัญพอที่จะบรรจุในปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชน หัวข้อ 19 ระบุว่า “ทุกคนมีสิทธิในความคิดเห็นและการแสดงออกอย่างเสรี สิทธิดังกล่าว รวมถึงเสรีภาพที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และที่จะแสวงหา ได้รับ และถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารและความคิดผ่านสื่อใดๆ ก็ได้โดยไม่จำกัดพรมแดน”

         หากพลเมืองไม่มีสิทธิในการแสดงออกในกระบวนการทางการเมือง ก็จะไม่มีรัฐบาลใดที่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน อย่างไรก็ดี ไม่มีสังคมประชาธิปไตยใดที่มีเสรีภาพในการแสดงออกอย่างสมบูรณ์

         กุญแจสำคัญคือการชั่งให้เกิดความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของชาติและสังคม เพื่อสร้างและรักษาระดับการถกเถียงแลกเปลี่ยนกันในสังคมซึ่งจำเป็นเพื่อทำให้การมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยมีความหมาย และในขณะเดียวกันก็ต้องขีดเส้นซึ่งนำบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเข้าไปพิจารณา แต่ละประเทศกำหนดขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงออกไว้แตกต่างกัน แต่สิ่งที่สำคัญคือขอบเขตดังกล่าวต้องไม่ถูกอิทธิพลทางการเมืองนำไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อจำกัดไม่ให้สาธารณะตรวจสอบนโยบายและการกระทำที่มีผลกระทบต่อบูรณภาพของผลประโยชน์สาธารณะ เช่น หากกฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาททำให้คนไม่กล้าเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวง ก็เป็นการทำให้ประชาธิปไตยเสื่อม

         ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการให้ทุกเสียงมีสิทธิได้แสดงออก เสียงเหล่านั้นอาจขัดกันเอง บางเสียงอาจมีความรู้มากกว่าเสียงอื่น บางเสียงอาจเป็นความเห็นส่วนตัว ซุบซิบนินทาหรือคาดเดา ทั้งหมดนี้คือตลาดแห่งความคิด ซึ่งก็เหมือนตลาดทั่วไปตรงที่สินค้าแต่ละอย่างมีคุณค่าไม่เท่ากัน ตราบใดที่สถาบันต่างๆ ของเราทำให้คนสามารถรู้จักวิธีประเมินคุณค่าของความคิดในตลาดนี้ รู้จักคัดเอาความคิดที่ไตร่ตรองเข้มงวดมาใช้ รู้จักปฏิเสธความคิดที่สุกเอาเผากิน ไม่เพียงแต่ประชาธิปไตยจะยั่งยืนเท่านั้น แต่จะเจริญงอกเงยขึ้นอีกด้วย

         โดยที่มีทั้งอินเตอร์เน็ต โลกาภิวัฒน์ และการสื่อสารมวลชน ตลาดแห่งความคิดนี้ดึงความคิดมาจากแหล่งต่างๆอย่างหลากหลาย ไม่ใช่เพียงจากประเทศประชาธิปไตยประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แม้ว่าตลาดนี้จะไม่สามารถสร้างขึ้นมาและควบคุมโดยรัฐอย่างง่ายดาย แต่ก็คงไม่มีรัฐบาลใดปลอดโปร่งใจทีเดียวกับการใช้วิธีปิดปากผู้ที่ไม่เห็นด้วยหรือผู้ที่แฉการกระทำผิดของรัฐบาล

    ความรับผิดชอบต่อสาธารณะและความโปร่งใส

         เสาหลักที่ห้าของประชาธิปไตยคือ ความรับผิดชอบต่อสาธารณะและความโปร่งใส ซึ่งหมายความว่าสถาบันของรัฐและบุคคลในสถาบันเหล่านั้นต้องรับผิดชอบในการกระทำของตน รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกรัฐบาลนั้นเข้ามา นอกจากนี้ ยังต้องรับผิดชอบต่อฝ่ายตุลาการที่อิสระหรือสถาบันที่เป็นกลางอื่นๆ ที่ตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบการกระทำของรัฐบาล การตัดสินใจใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายด้านการเกษตร การกำหนดราคาน้ำมัน หรือบริการสาธารณสุข จะต้องไม่ทำไปเพื่อผลักดันวาระของกลุ่มผลประโยชน์เหนือกว่าผลประโยชน์สาธารณะ

         ความรับผิดชอบต่อสาธารณะและความโปร่งใสในแก่นแท้แล้วมีวัตุประสงค์เดียวกัน คือเพื่อคุ้มครองพลเมืองจากนโยบายที่หลงทางหรือการตัดสินใจที่ให้ประโยชน์แก่คนไม่กี่คนแต่ทำให้คนจำนวนมากต้องเสียประโยชน์  เมื่อใดที่หลักการทั้งสองนี้สั่นคลอน ก็จะเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าธรรมาภิบาลกำลังตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง และกระบวนการประชาธิปไตยได้ชะงักงันไป

    การกระจายอำนาจ

         เสาหลักที่หกตั้งอยู่บนการให้อำนาจทางการเมืองแก่ระดับท้องถิ่นหรือระดับจังหวัด  ยิ่งรัฐบาลอยู่ใกล้ประชาชนที่ต้องปกครองมากเพียงใด รัฐบาลก็จะยิ่งตอบสนองต่อประชาชนได้มากเพียงนั้น  ขณะเดียวกัน เพื่อให้ประชาธิปไตยที่มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสามารถทำงานได้ ก็จะต้องมีการกระจายอำนาจในเรื่องของเงินสนับสนุน ทรัพยากรด้านอุปกรณ์สิ่งของและบุคคล ตลอดจนขีดความสามารถของสถาบันด้วย

         การกระจายกระบวนการการเมืองออกจากส่วนกลางก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะลดการรวมศูนย์อำนาจและอิทธิพลของกลุ่มพลังทางการเมือง  พลเมืองจะมีความตื่นตัว สนใจและพร้อมที่จะ มีส่วนร่วมในประชาธิปไตยมากขึ้นเมื่อพวกเขามองเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเสมือนเพื่อนบ้านและเห็นว่าสิ่งที่เขามีส่วนได้ส่วนเสียเป็นเรื่องใกล้ตัว

         เราจะเห็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของความเชื่อมโยงระหว่างประชาธิปไตยกับชีวิตประจำวันของพลเมืองได้ในระดับท้องถิ่น  การอยู่ในพื้นที่ที่ใกล้ชิดในละแวกเดียวกันมีประโยชน์ทำนองเดียวกันกับชุมชนออนไลน์ในเศรษฐกิจแห่งความรู้  ประชาชนที่มีผลประโยชน์และค่านิยมร่วมกันจะแสดงและแลกเปลี่ยนความเห็นและความรู้ จะโน้มน้าวกันและกัน  สิทธิของพลเมืองในการชุมนุมและการมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่นจะช่วยบ่มเพาะประชาธิปไตยให้อยู่ยืนยาวในสังคม

         การตั้งพรรคการเมืองในระดับท้องถิ่นช่วยทำให้การสร้างประชาธิปไตยแบบผู้แทนเป็นไปได้ง่ายขึ้น การมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่นของผู้ลงคะแนนเสียงและผู้สมัครที่มาจากเขตหรือจังหวัดเดียวกันจะสร้างความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมให้แก่กระบวนการประชาธิปไตย  การปกครองระดับท้องถิ่นจะเป็นสนามฝึกซ้อมให้แก่ผู้นำของชาติในอนาคต

    ประชาสังคม

         ประชาสังคมเป็นเสาหลักสำคัญเสาที่เจ็ด  ประชาสังคมที่แข็งขันจะเริ่มบทบาทของการมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับรากหญ้า  เวทีชุมชน ชมรม กลุ่มนักรณรงค์เรื่องต่างๆ องค์กรการกุศล สหกรณ์  สหภาพ กลุ่มนักคิดและสมาคมล้วนจัดอยู่ภายใต้กรอบประชาสังคม  กลุ่มเหล่านี้เป็นยานพาหนะในการมีส่วนร่วมที่จะนำไปสู่การมีประชาธิปไตยระดับรากหญ้าที่ยั่งยืน โดยมีความเข้มข้นในแง่ของความรู้สึกต้องการเป็นอาสาสมัคร ความสนใจร่วมกัน และค่านิยมเหมือนกัน อันเป็นแกนสำหรับการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล สร้างกรอบแนวคิด และผลักดันแนวคิด

         ความเข้มแข็งของประชาธิปไตยอาจวัดได้โดยดูว่ามีประชาสังคมที่แท้จริงเพียงใดและพลเมืองมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะมากน้อยเพียงใด  ประชาสังคมเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญสำหรับการถกเถียงกันด้วยสติปัญญาในเรื่องที่อยู่ในความสนใจของสาธารณะ  ประชาสังคมยังเป็นกลไกให้ทัศนะส่วนรวมของพลเมืองสามารถมีส่วนกำหนดและโน้มน้าวนโยบายของรัฐบาลได้  และจากการที่ต้องนำข้อถกเถียงและข้อมูลเข้าสู่เวทีสาธารณะเพื่อใช้เป็นบริบทในการพิเคราะห์นโยบาย รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยก็จำเป็นต้องนำเสนอข้อโต้แย้งหรือปรับเปลี่ยนท่าที การแลกเปลี่ยนในลักษณะนี้เป็นสิ่งดีสำหรับประชาธิปไตย และเป็นที่ชัดเจนว่า เมื่อกระบวนการพิจารณาภายในระบบการเมืองยอมรับบทบาทของประชาสังคม ก็เท่ากับว่าได้ตกลงยอมให้ประชาชนได้มีบทบาทในการตรวจสอบการตัดสินใจของรัฐบาล ประชาสังคมที่ตื่นตัวจึงทำให้มีการตัดสินใจที่รอบคอบมากขึ้นในสังคมประชาธิปไตย

         หลายประเทศมีประวัติศาสตร์ของระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง โดยหัวหน้าของกลุ่มการเมืองจะสร้างกลุ่มผู้ตามของตนที่มีความภักดีต่อตัวบุคคลมากกว่าต่อพรรคการเมืองหรือความเชื่อ เมื่อใดที่เกิดอย่างนี้ขึ้น ประชาธิปไตยก็ไม่สามารถอยู่อย่างยั่งยืนได้ง่ายนัก

    คุณสมบัติความเป็นผู้นำ

         เสาหลักต่างๆ ของประชาธิปไตยที่ผมได้กล่าวถึงมานี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นแต่ยังไม่เพียงพอหากขาดผู้นำที่จะมาสร้างและธำรงรักษาเสาหลักของประชาธิปไตยเหล่านี้

         คุณสมบัติของความเป็นผู้นำสำหรับประชาธิปไตยที่ยั่งยืนจะพบได้ในบุคคลที่ดำรงตนด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใสและรับผิดชอบในสิ่งที่ตนทำ เป็นบุคคลที่สามารถสร้างฉันทามติ มีใจที่เปิดกว้างและเป็นธรรม  ยึดมั่นต่อความยุติธรรมและส่งเสริมประโยชน์สาธารณะ  มีขันติธรรมรับฟังท่าทีของฝ่ายที่ตรงข้ามกัน แน่นอน มักมีการพูดกันว่าประชาธิปไตยเป็นวิธีปกครองที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย และวิสัยมนุษย์ก็มีข้อบกพร่องมากมาย คำกล่าวทั้งสองนี้มีความจริงอยู่ แต่ขณะที่เรายอมรับข้อจำกัดของเราเอง เราก็ควรพยายามหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดในอดีตและมองไปสู่รุ่นผู้นำในภายภาคหน้าที่จะสามารถสานต่อโดยเรียนรู้จากบทเรียนของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนคนธรรมดา

    สรุป

         ผมได้กล่าวถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับเสาหลักต่างๆ ที่ค้ำจุนโครงสร้างของประชาธิปไตยที่ยั่งยืนแล้ว

         ในการเสริมสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ประเทศชาติจะต้องมุ่งความพยายามไปที่การสร้างระบบที่ให้อำนาจแก่ประชาชน ไม่ใช่เฉพาะผ่านสิทธิในการลงคะแนนเสียงเท่านั้น แต่โดยปลูกฝังบรรทัดฐาน สถาบันและค่านิยมที่สนับสนุนสิทธิดังกล่าวและทำให้สิทธินั้นมีความหมาย

         สิ่งที่จะทำให้ประชาธิปไตยยั่งยืนคือ ความตระหนักร่วมกันว่า แม้ว่าประชาธิปไตยจะห่างไกลความดีเลิศประเสริฐศรี แต่ทางเลือกอื่นยังห่างไกลเสียยิ่งกว่า บางสังคมตระหนักในสัจธรรมนี้เร็วกว่า บางสังคมตระหนักช้ากว่า บางสังคมก็กำลังทดลองดูว่าจะสามารถนำเฉพาะบางส่วนของประชาธิปไตยมาใช้ เช่นธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบ โดยไม่ต้องรับภาระของการเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบได้หรือไม่

         ผมขอให้สังคมเหล่านั้นโชคดี ตราบใดที่พวกเขาแสดงความยึดมั่นต่อสวัสดิภาพและความกินดีอยู่ดีของประชาชนในภาพกว้างและจัดหาบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนได้ ประชาชนส่วนใหญ่ก็คงจะพึงพอใจกับสถานะที่เป็นอยู่และไม่ประท้วง

         ในบางประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยยังไม่แข้มแข็งแบบนี้ ประเด็นหนึ่งที่พวกเราได้เปรียบก็คือ ความรู้สึกผิดหวังของประชาชนกับประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน บุคคลที่ได้รับเลือกตั้งมา แทนที่จะสนองและปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ กลับสนองประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก อ้างสิทธิที่จะบงการในนามของคนส่วนใหญ่ เหยียบย่ำสิทธิของคนกลุ่มน้อย จนตนเองกลายเป็น “สาธารณชน” เสียเอง ไม่ใช่ “ผู้แทน” อีกต่อไป

         ในช่วงประมาณสามทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีแนวโน้มไปสู่ประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วมโดยตรงมากขึ้น ซึ่งในสังคมประชาธิปไตยที่อยู่ตัวแล้ว แนวโน้มนี้อาจเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การเดินจากระบอบอัตตาธิปไตยไปสู่ประชาธิปไตยที่มวลชนมีส่วนร่วมนั้นนับว่าเป็นการกระโดดก้าวใหญ่

         สิ่งที่สำคัญคือ เมล็ดของประชาธิปไตยจะต้องงอกเงยจากภายในแต่ละสังคมเอง จึงจะได้รับการยอมรับและดำเนินไปได้  สังคมแต่ละแห่งจะต้องหาทางออกจากความขัดแย้งต่างๆ และจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง

         ประสบการณ์ในทุกที่เน้นให้เห็นถึงความเปราะบางของประชาธิปไตย แม้ว่าในบางแห่งที่อาจดูเหมือนอยู่ตัวแล้ว ประชาธิปไตยก็อาจถูกแทรกแซงได้โดยเฉพาะในยามที่มีวิกฤต  ผมไม่เชื่อว่าจะมีประชาธิปไตยแห่งใดที่เข้มแข็งจนปลอดภัยจากความละโมบและความมักใหญ่ใฝ่สูงของมนุษย์   ในการบ่มเพาะและทำให้ประชาธิปไตยยั่งยืนนั้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากประชาธิปไตยจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องมัน ประชาชนคนธรรมดาจะต้องระแวดระวังและชาญฉลาด สำหรับมนุษยชาติประวัติศาสตร์ยังไม่ได้จบสิ้นลง การต่อสู้เพื่อผลักดันและต่อต้านประชาธิปไตยจะยังคงดำเนินอยู่ต่อไปอีกนาน

    หมวดที่ ๒ : สังคมไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    หมวดที่ ๒.๑ : แม่และเด็ก
    หมวดที่ ๒ : สังคมไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    ถ้อยแถลงของ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
    เรื่อง “การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่:
    เพื่อประโยชน์ของแม่และเด็กและของสังคมไทยโดยรวม”
    เนื่องในโอกาส พิธีรับมอบใบประกาศรับรอง
    เป็นโรงพยาบาลสัมพันธ์แม่ลูก ของโรงพยาบาลสมิติเวช
    วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๒
    ณ โรงพยาบาลสมิติเวช

    ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี
    แขกผู้มีเกียรติทั้งหลาย

         ผมมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มาร่วมในพิธีรับมอบใบประกาศรับรองการเป็นโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ลูก ของโรงพยาบาลสมิติเวช ร่วมกับท่านทั้งหลายในวันนี้ และในฐานะที่ผมเป็นทูตพิเศษของยูนิเซฟ ผมรู้สึกภูมิใจ ที่ได้เห็นโรงพยาบาลเอกชน เช่น โรงพยาบาลสมิติเวช เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุน ส่งเสริมการเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่ ด้วยการปฏิบัติอย่างจริงจัง และเปี่ยมด้วยสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งนับว่าเป็นก้าวที่สำคัญยิ่ง

         การได้รับยกย่องเป็น “โรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ลูก” นั้นหมายความว่า โรงพยาบาลสมิติเวช ส่งเสริมและสนับสนุน การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการ ให้อาหารทารกที่เหมาะสมที่สุด และเป็นการประกันการมีชีวิตอยู่รอด การคุ้มครอง และการพัฒนาของเด็ก ดังนั้นโรงพยาบาลสมิติเวช จึงต้องปฏิบัติตามบันได ๑๐ ขั้น สู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งกำหนดขึ้นร่วมกัน โดยองค์การยูนิเซฟ และองค์การอนามัยโลก และส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามทั่วโลก บันไดสิบประการ ดังกล่าว เป็นที่ยอมรับกันว่าช่วยให้มารดามีความรู้และทักษะในการให้นมลูกได้อย่างถูกต้อง และมีความสุขต่อการให้นมลูก

         สตรีและครอบครัวทุก ๆ ครอบครัว ย่อมหวังที่จะให้ในสิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกเสมอ ทั้งนี้ ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ เลยว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการให้อาหาร ลูก ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของวิทยาศาสตร์สังคม หรือเศรษฐกิจก็ตาม พนักงานทุกคนของโรงพยาบาลสมิติเวชต้องภูมิใจในภารกิจของตน ที่ได้มีโอกาสบอกให้สตรี ได้รับรู้ ถึงประโยชน์ของนมแม่ และได้ช่วยให้สตรีที่เป็นแม่ มีความสุขในการให้นมลูก และซาบซึ้งถึงคุณค่าของของขวัญอันล้ำค่าจากธรรมชาติของสตรีชิ้นนี้ แน่นอนว่า การตัดสินใจในขั้นสุดท้าย ว่าจะให้นมแม่แก่ลูกหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับตัวสตรีเอง และควรจะขึ้นอยู่กับสตรีตลอดไป แต่การตัดสินใจนั้น จะต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ พอเพียง

         การเลี้ยงดูเด็กนั้น เช่นเดียวกับการลงทุนทางทรัพยากรมนุษย์อื่น ๆ ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม มิใช่เฉพาะของพ่อแม่เพียงลำพัง เด็กในวันนี้คืออนาคต ของพวกเรา ดังนั้นจึงเป็นผลประโยชน์ของพวกเราเองทุกคน ที่จะได้ช่วยให้พวกเขาได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ยูนิเซฟเตือนให้เราระลึกว่า นี่มิใช่เป็นเพียงความต้องการ พื้นฐานของเด็กเท่านั้น แต่ยังเป็นสิทธิอันพึงมีพึงได้ของเขาด้วย เด็กมีสิทธิที่จะรับ “ทางสาธารณสุขที่สูงที่สุดเท่าที่จะหาได้” และมีสิทธิที่จะได้รับ “มาตรฐานของ การดำรงชีวิตที่เพียงพอสำหรับการพัฒนา ด้านร่างกายสมอง จิตใจ ศีลธรรม และสังคมของเด็ก” การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีส่วนให้ได้มาซึ่งสิทธิดังกล่าว

         เด็กที่ได้กินนมแม่จะล้ำหน้าเด็กอื่น ๆ ไปหลายก้าว ในการที่จะได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ได้มีการชี้ให้เห็นว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นกระบวนการที่สำคัญ ที่นำไปสู่การ “เปิดสวิตช์สมองของเด็ก” และการเริ่มกระบวนการการเรียนรู้ กระบวนการดังกล่าว อาจเอื้อให้เกิดการเพิ่มพูนสติปัญญาของเด็ก ที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วย นมแม่ และอธิบายได้ว่าทำไมเด็กที่กินนมแม่ จึงมีความเป็นตัวของตัวเอง และมั่นใจในตนเอง เมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่

         ถึงกระนั้นก็ตาม การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ยังเป็นสิ่งที่ทำกันได้ยากลำบากอยู่นั่นเอง ในขณะที่น้อยคนนักที่จะสามารถปฏิเสธประโยชน์ของนมแม่ได้ แต่คนจำนวนมากยัง เคลือบแคลงความเป็นไปได้ในการให้นมแม่แก่ทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มสตรีทำงาน จริงอยู่ที่ประเทศไทยมีกฎหมายที่อนุญาตให้สตรีลาคลอดได้ ๓ เดือนโดยได้รับ เงินเดือนทั้งในภาครัฐและเอกชน แต่มีสตรีเพียงร้อยละ ๕๐ โดยประมาณเท่านั้นที่ใช้สิทธินี้เหตุผลก็คือถ้าหากสตรีใช้สิทธินี้อาจทำให้เจ้านายเลือกปฏิบัติ หรือจ้างสตรี น้อยลง เราจะต้องไม่ยอมให้การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นในภาคเอกชน ดังนั้นจะต้องมีระบบในการติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือเจ้าหน้าที่ แรงงานอย่างทั่วถึง

         มีกี่ครั้งที่ท่านทั้งหลาย เคยเห็นสตรีให้นมทารกในที่สาธารณะคงจะน้อยครั้งเต็มที ผมจึงสงสัยว่าเป็นเพราะในบ้านเราเมืองเรา เห็นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นเรื่องน่าอายหรือ ผมหวังเหลือเกินว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะนอกเหนือจากการให้กำเนิด ซึ่งเป็นของขวัญอันล้ำค่าของความเป็นแม่แล้ว การให้นมแม่แก่ลูก ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความสุขอย่างลึกซึ้งที่สุด ที่สตรีจะพึงหาได้ให้ตัวเอง และให้แก่ลูกของตน

         บริษัทผลิตนมผงต่างแข่งขันกันที่จะจำหน่ายสินค้าของตน ทุ่มเงินมหาศาลในการโฆษณา และการตลาด ประชาชนก็เสียเงินทองซื้อนมผง และยังมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น ค่าไฟในการอุ่นชงนม รวมทั้งกระบวนการทำความสะอาดต่าง ๆ ที่ตามมา โดยที่ทำไปทั้งหมดนี้แล้ว เด็กก็ไม่ได้รับโภชนาการที่ดีเท่านมแม่ และถ้าหากเด็กเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ไม่ครอบครัว หรือรัฐบาล หรือนายจ้างเอง ก็จะต้องเป็นผู้เสียเงินค่ารักษา ภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนี้ประชาชนจึงเป็นผู้รับในบางครั้ง และบางครั้งก็รัฐบาล นอกจากนี้ เด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ อาจจะเรียนรู้ช้ากว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเด็กอื่น ๆ ที่กินนมแม่ และอาจจะต้องการความเอาใจใส่จากครูมากกว่า พวกเขาอาจจะเรียนไม่ได้ดีนักหรือไม่ได้งานดี ๆ ทำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือ พวกเขาก็อาจจะหาเงินได้น้อยสำหรับตัวเองและครอบครัว ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์แก่เศรษฐกิจและการพัฒนาของชาติได้น้อยกว่า ถ้ามองในแง่นี้ ผลเสียของการที่ไม่ให้นมแม่แก่ลูก จึงมหาศาลและเป็นผลระยะยาว ทั้งหมดนี้ใครคือผู้ที่ได้ประโยชน์ นายจ้างที่เห็นแก่ตัว และบริษัทผลิตนมผงนั่นเอง คนอื่น ๆ นอกเหนือจากนั้นล้วนเสียประโยชน์ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงจำเป็นและสำคัญมาก ที่เราจะต้องพยายามสนับสนุน ให้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์สากล ว่าด้วยการควบคุมการตลาด ของผลิตภัณฑ์ทดแทนนมแม่อย่างจริงจังโดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

         เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ที่ซับซ้อนดังกล่าว พวกเราจึงควรร่วมกันแสดงความยินดี แก่โรงพยาบาลสมิติเวช ผู้บริหารและพนักงานทุกคนที่มีส่วนช่วยให้สังคมดีขึ้น ผมมั่นใจเหลือเกินว่า ความพยายามของโรงพยาบาลสมิติเวช จะเป็นที่ชื่นชม และมีคุณค่าต่อสตรีทุกคน และครอบครัวทุกครอบครัว ที่มารับการบริการ และข้อคำแนะนำจากโรงพยาบาล ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงนี้และยินดีที่จะสนับสนุนโรงพยาบาลสมิติเวช ในวิถีทางใด ๆ ก็ตามที่ทำได้ด้วยบทบาทของทูตพิเศษของยูนิเซฟ ผมจะทำหน้าที่ประกาศให้เป็นที่รับรู้กันว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อเด็กแต่ละคน ต่อครอบครัว และต่อสังคม ผมจะรวมพลังเสียงกับองค์การอนามัยโลก องค์การยูนิเซฟ และองค์กรอื่น ๆ สนับสนุนความพยายาม ในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และโรงพยาบาลสายสัมพันธ์ เพื่อที่จะได้มีส่วนทำให้โลกของเราดีขึ้น

    หมวดที่ ๒ : สังคมไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    โอวาท “วันเด็กแห่งชาติ”
    โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
    อดีตนายกรัฐมนตรี
    วันเสาร์ที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๒
    ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

         เนื่องใน “วันเด็กแห่งชาติ” ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาร่วมงาน กับอุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในการจัดกิจกรรมพิเศษขึ้น ในโครงการ “วันเด็ก … เล่นสนุก” โดยมีจุดมุ่งหมายให้เด็ก ๆ ได้รับความรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตลอดจนได้มีโอกาสแสดงออกด้านความรู้ และความสามารถ

         “เด็ก” เป็นคำสั้น ๆ แต่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่เพราะเด็กในวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ในวันหน้า หากมีการอบรมบ่มนิสัยที่ดีงาม มีการพัฒนาความคิด ความริเริ่ม ก็จะเป็นพลังของชาติในอนาคต หาก “เด็ก” มีความซื่อสัตย์สุจริต รู้จักรักษาระเบียบวินัย ขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียน ก็จะเป็นผู้ที่สร้างความเจริญให้แก่ตัวเอง ครอบครัว สังคมและประเทศชาติได้เป็นอย่างดี

         ข้าพเจ้า ขออวยพรให้เด็ก ๆ ทุกคน พบแต่ความสุข ความเจริญ ความสมหวัง และสิ่งที่ดีในชีวิตตลอดไป

    หมวดที่ ๒ : สังคมไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    คำแถลงการณ์
    ในพิธีเปิดสำนักงานยูนิเซฟ จังหวัดขอนแก่น
    โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
    ทูตองค์การยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย
    วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๓

    ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

         ผมมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมพิธีอันน่าจดจำในวันนี้ ซึ่งเป็นวันทำพิธีเปิดสำนักงานขอนแก่นขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือที่รู้จักกันดีในนามของ “ยูนิเซฟ” ผมได้รู้จักและเฝ้าดูการทำงานขององค์การยูนิเซฟ ในฐานะที่เป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีความมุ่งมั่นในการทำงาน เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก ๆ มาหลายทศวรรษ และทุกท่านคงทราบดีว่าตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ผมได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่เป็นทูตยูนิเซฟประจำประเทศไทย ทำให้ผมเห็นคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งขององค์การยูนิเซฟ คือยูนิเซฟสามารถปรับเป้าหมาย กลยุทธ์ และมาตรฐานต่าง ๆ ในระดับโลก ในการดำเนินการพัฒนาและปกป้องเด็ก ให้ใช้ได้ในระดับประเทศได้เป็นอย่างดี ตามสำนวนที่ว่า “Thinking Globally and Acting Locally” การเปิดสำนักงานขอนแก่น เพื่อดำเนินการและติดตามโครงการความร่วมมือต่าง ๆ สำหรับเด็ก ๆ ในระดับจังหวัดและภูมิภาค นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของการวางนโยบายขยายการพัฒนาสู่ท้องถิ่น

         องค์การยูนิเซฟ เป็นหน่วยงานสมาชิกในเครือขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๔๘๙ เพื่อตอบสนองความต้องการพิเศษของเด็ก ๆ ในยุโรปที่ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ จากนั้น องค์การยูนิเซฟได้ขยายกิจกรรมต่อไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในทวีปเอเชียที่มีองค์การยูนิเซฟตั้งอยู่มามากกว่า ๕๐ ปีแล้ว กรุงเทพมหานครได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการปฏิบัติงานขององค์การยูนิเซฟในประเทศไทย และยังเป็นสำนักงานองค์การยูนิเซฟในระดับภูมิภาคเอเซียตะวันออกและแปซิฟิกอีกด้วย ทุกท่านคงจะได้รับแจกหนังสือ ซึ่งเพิ่งจะได้รับการตีพิมพ์ ชื่อ “องค์การยูนิเซฟในประเทศไทย – ๕๐ ปี แห่งการเดินทาง” (“UNICEF in Thailand – A Journey of Fifty Years”) ซึ่งผมขอแนะนำให้ทุกท่านอ่านเพื่อให้ได้มาซึ่งกำลังใจและข้อมูลเพิ่มเติมในการปฏิบัติเพื่อเด็ก ๆ ทุกคน

         เหตุการณ์ในวันนี้จะได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่งในการเดินหน้าต่อไปขององค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทย

         กิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การยูนิเซฟประเทศไทย ในการส่งเสริมการพัฒนานโยบาย การวางแผน และการติดตามโครงการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุตาม “เป้าหมายสุดยอดเพื่อเด็ก ปี ๒๕๔๓” (World Summit Goals for children) และการดำเนินงานตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ยังคงต้องดำเนินการต่อไป จึงเป็นสิ่งสำคัญที่องค์การยูนิเซฟ จะขยายการปฏิบัติงานไปในที่ระดับท้องถิ่นโดยขยายการปฏิบัติงานไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดและองค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งองค์กรของชุมชนและประชาคมที่อยู่ใกล้ประชาชนมากที่สุด

         ผมมีความยินดีที่องค์การยูนิเซฟ ได้จัดตั้งสำนักงานโครงการขึ้นที่เชียงใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเด็ก ๆ ในพื้นที่ภาคเหนือ การทำพิธีเปิดสำนักงานโครงการขอนแก่น นับว่าเป็นก้าวที่มุ่งมั่นอีกก้าวหนึ่งขององค์การยูนิเซฟในทิศทางเดียวกัน เพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

         ประเด็นที่น่าสนใจประเด็นหนึ่ง คือ ในพื้นที่การปฏิบัติงานทั้งสองแห่งขององค์การยูนิเซฟ ทั้งเชียงใหม่และขอนแก่น มหาวิทยาลัยสองแห่งได้กรุณาให้องค์การยูนิเซฟใช้พื้นที่ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่น่าประทับใจที่ชี้ให้เห็นว่าสถาบันการศึกษามีบทบาทและความรับผิดชอบที่สำคัญในการพัฒนาสังคม และการสละเวลาและทรัพยากรเพื่อหล่อหลอมอนาคตที่ดีของชาติเรา

         ผมขอขอบคุณท่านอธิบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมทั้งผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ของสถาบันการวิจัยและพัฒนาที่ได้กรุณาสละสถานที่ให้องค์การยูนิเซฟใช้เป็นที่ตั้งสำนักงาน เพื่อตอบสนองนโยบายในการให้การช่วยเหลือแก่เด็ก ไม่เพียงแต่เฉพาะในขอนแก่นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงจังหวัดต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผมจึงอยากขอให้สมาชิกทุกท่านในชุมชนขอนแก่นแห่งนี้ เป็นศูนย์กลางสำหรับเด็ก เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับเด็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่ด้อยโอกาสในภูมิภาคนี้

         ผมคิดว่าโอกาสนี้เป็นโอกาสที่ดีที่ผมจะพูดถึงความริเริ่มที่ดีขององค์การยูนิเซฟ ที่มีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทยอีกประการหนึ่ง ในฐานะที่ผมเป็นทูตยูนิเซฟประจำประเทศไทย ซึ่งมีส่วนในการช่วยหาทุนจากคนไทยตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ เพื่อนำไปสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ขององค์การยูนิเซฟ เพื่อช่วยเหลือเด็กไทยผู้ด้อยโอกาส ทุกท่านคงจะภูมิใจถ้าได้ทราบว่าในท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ เราประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยสามารถระดมทุนได้มากถึง ๕๑ ล้านบาทในปี ๒๕๔๑ และ ๕๘ ล้านบาทในปี ๒๕๔๒ สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการหาทุนที่ต้องกล่าวถึง คือ มากกว่าร้อยละ ๙๐ ของผู้บริจาค จะเป็นบุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไป ซึ่งบริจาคเงินระหว่าง ๒๐๐ ถึง ๑,๕๐๐ บาทให้กับยูนิเซฟ สำหรับภาคธุรกิจเองก็ได้บริจาคเงินเป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ผมคงจะมีความยินดีอย่างยิ่ง ถ้าชุมชนขอนแก่นจะมีส่วนร่วมในการระดมทุนเพื่อเด็กผู้ด้อยโอกาส ร่วมกับคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งเงินบริจาคส่วนหนึ่งก็จะจัดสรรมาดำเนินโครงการในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจะเป็นการดียิ่งถ้าทุกท่านในที่นี้จะช่วยยูนิเซฟอีกแรง เพื่อทำให้โครงการการช่วยเหลือเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และจะทำให้ท่านมีความรู้สึก มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในโครงการต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งนับเป็นกลยุทธ์ที่นำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน สำหรับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กในอนาคต

         เมื่อผมได้ไปเยี่ยมชมโครงการที่หมู่บ้านเหล่านกชุมเมื่อเช้านี้ซึ่งสนับสนุนโดยองค์การยูนิเซฟ โดยร่วมมือกันช่วยเหลือสถาบันการวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผมมีความประทับใจมากในความก้าวหน้าของโครงการ และผลที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ที่แสดงให้เห็นว่าความตั้งใจ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของสหประชาชาติ สถาบันการศึกษา หน่วยงานของรัฐบาล และชุมชนท้องถิ่น สามารถทำอะไรได้มากมาย ด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างค่อนข้างจำกัด การที่โครงการนี้มุ่งเน้นช่วยเหลือครอบครัวผู้ที่ขาดที่ดินทำกิน ยากจนและด้อยโอกาส โดยการให้การฝึกอบรมอาชีพ และการให้เมล็ดเงินช่วยเหลือ เพื่อให้พวกเขามีอาชีพที่เลี้ยงดูครอบครัวและลูกหลานได้ พร้อมทั้งมีความภาคภูมิใจในตัวเอง ที่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง โครงการนี้ได้แสดงให้เห็นว่าการวางแผนระดับท้องถิ่น และการพัฒนาที่มุ่งเน้นคนเป็นหลัก เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยเหลือเด็กผู้ยากไร้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องนำต้นแบบเช่นนี้ ผสมผสานเข้าไปในกรอบการวางแผนและพัฒนาโดยรวมของจังหวัด เป็นหลักในการดำเนินโครงการอื่นสืบไป

    โดยสรุป ผมขอขอบคุณผู้แทนจากกรมวิเทศสหการ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และเจ้าหน้าที่ของจังหวัดทุกท่าน ร่วมทั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และท่านทุกคนที่มารวมกัน ณ ที่นี้ ที่ให้ความร่วมมือกับองค์การยูนิเซฟ สิ่งสำคัญที่พวกเราทุกคนควรจะจดจำไว้ คือ องค์การยูนิเซฟมีวัตถุประสงค์ที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาล และองค์กรเอกชนในฐานะภาคีเพื่อเด็กไทย ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีแผนพัฒนาระดับประเทศที่ชัดเจน โดยยึดพระราชดำริทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาแบบยั่งยืนเป็นหลักการทำงาน

         ท้ายนี้ ผมขอถือโอกาสอวยพรให้คณะทำงานขององค์การยูนิเซฟ และสำนักงานขอนแก่น ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ที่ได้กำหนดไว้ในการดูแล ปกป้อง พัฒนา และเพิ่มประสิทธิภาพในการมีส่วนร่วมของเด็ก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสืบไป

    หมวดที่ ๒ : สังคมไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    คำกล่าว
    ในวันแถลงข่าวคอนเสิร์ต “Voices for Tomorrow”
    โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
    ทูตสันถวไมตรียูนิเซฟ ประจำประเทศไทย
    ๒ ธันวาคม ๒๕๔๑
    ณ ห้องประชุมชั้น ๕ องค์การยูนิเซฟ

         ก่อนอื่น ผมต้องขอขอบคุณบริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ที่จัดคอนเสิร์ต Voices for Tomorrow เพื่อมอบรายได้ให้องค์การยูนิเซฟ และขอขอบคุณท่านสื่อมวลชนทุก ๆ ท่านที่ได้มาร่วมงานในวันนี้ เพื่อช่วยกันประชาสัมพันธ์งานดังกล่าวให้เป็นที่ทราบทั่วกัน

         ท่านทั้งหลายคงจะทราบว่าองค์การยูนิเซฟ ดำเนินงานในประเทศไทยมากว่า ๕๐ ปีแล้ว โดยในระยะแรกเราได้รับทุนจากประเทศที่เจริญแล้ว หรือที่เราเรียกว่า donor countries ผ่านสำนักงานใหญ่เพื่อโครงการช่วยเหลือเด็กในประเทศไทย ซึ่งงานในช่วงแรก ๆ นั้น ได้เน้นด้านสุขอนามัยและโภชนาการเป็นหลัก โดยการให้ภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ เพื่อให้เด็กได้มีชีวิตอยู่รอดในช่วงขวบปีแรก ๆ ของชีวิต

         หลังจากเวลาผ่านไป ประเทศไทยพัฒนาศักยภาพขึ้นมาเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่อยู่ในสถานะที่จะช่วยตนเองได้มากขึ้น เงินสนับสนุนจาก donor countries ผ่านองค์การยูนิเซฟสำนักงานใหญ่จึงลดลง เพื่อนำไปสนับสนุนประเทศอื่น ๆ ในโลกที่ยังขัดสนมากกว่า องค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทยจึงเกิดความจำเป็นที่จะต้องหารายได้สนับสนุนโครงการต่าง ๆ ด้วยตนเอง เราจึงต้องฝากความหวังไว้กับแรงศรัทธาและความใจบุญ ใจกุศลของประชาชนคนไทย รวมทั้งบริษัทเอกชนที่จะช่วยกันระดมพลัง ทั้งกำลังเงินและกำลังทรัพย์ในการช่วยสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของยูนิเซฟ

         ปัญหาของเด็กไทยที่กำลังประสบกันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงปัญหาที่แก้ได้ด้วยการให้ภูมิคุ้มกันเท่านั้น เพราะสภาวะทางสังคม ผนวกกับวิกฤตทางเศรษฐกิจได้ทำให้วิถีชีวิตของคนไทยต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความมืดมน คนงานตกงานเพิ่มขึ้น หลายต่อหลายครอบครัวไม่สามารถจ่ายค่าบริการสุขอนามัยพื้นฐาน หรือส่งลูกไปโรงเรียน หรือแม้แต่จะซื้ออาหารให้ลูกกิน

         ความยากจนเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาต่อเนื่องอีกมากมาย ทำให้เกิดความเครียด เกิดปัญหาด้านจิตใจ เกิดความคิดก้าวร้าว ทำร้ายตนเองและผู้อื่น ดังที่เราเห็นอยู่ในสื่อต่าง ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน แต่ผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนมากที่สุดในที่นี้คือใคร ผมขอพูดด้วยความมั่นใจว่า เด็ก คือผู้ที่ได้ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม เด็กต้องถูกออกจากโรงเรียนกลางคัน เพราะพ่อแม่ไม่มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือ ออกจากโรงเรียนมาก็ต้องมาขายแรงงานเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวเสริมจากพ่อแม่ งานที่ทำก็มักเป็นงานที่ถูกเอารัดเอาเปรียบเพราะขาดความรู้ บางครั้งเด็กหญิงอาจถูกล่อลวงไปขายบริการทางเพศ เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์อีกด้วย

         ดังนี้ ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ แม้ว่าเราจะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้าม คือความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ เพราะเขาคืออนาคตของชาติ ถ้าเราสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ เท่ากับว่าเราได้ประกันความมั่นคงและความเจริญของชาติไทยในอนาคต การให้โอกาสในการศึกษาแก่เยาวชนถือเป็นการลงทุนที่สำคัญยิ่ง ที่พ่อแม่พึงมีให้แก่บุตรหลานของตนเอง ทำให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาตนเองสู่ศักยภาพสูงสุด และด้วยเหตุนี้องค์การยูนิเซฟจึงริเริ่มโครงการรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา โดยเฉพาะในสภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยจะเริ่มโครงการตั้งแต่เดือนนี้ จนถึงเดือนมีนาคม ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นช่วงก่อนการสมัครเข้าเรียนสำหรับปีการศึกษา ๒๕๔๒ เพื่อมุ่งให้พ่อแม่ที่คิดจะให้ลูกหลานออกจากโรงเรียน มาช่วยทำงานนั้น ได้ไตร่ตรองเสียใหม่และเปลี่ยนใจให้ลูกเรียนต่อ

         ดังนั้น ผมจึงฝากความหวังว่า คอนเสิร์ต Voices for Tomorrow จะได้มาสร้างเสริมโครงการต่าง ๆ ของยูนิเซฟ โดยเฉพาะโครงการรณรงค์เรื่องการศึกษาดังได้กล่าวไปแล้วนั้น ให้มีความหนักแน่นยิ่งขึ้น ถือเป็นความร่วมมืออันดีระหว่างหน่วยงานเอกชน และบุคคลต่าง ๆ ในวงการแสดงและดนตรี ที่ตัดสินใจอุทิศเวลาและพลังทรัพย์ เพื่อประโยชน์ของผู้ด้อยโอกาสกว่าท่าน ในนามขององค์การยูนิเซฟและเด็กไทยทั้งหลาย ผมขอขอบคุณทุก ๆ ท่าน ที่ได้เป็นกำลังสำคัญในคอนเสิร์ตครั้งนี้ และขอให้บุญกุศลที่ท่านสร้างไว้ได้สนองตอบท่านและผู้ใกล้ชิดด้วย

    หมวดที่ ๒ : สังคมไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    การบรรยายเรื่อง “การลงทุนเพื่อเด็ก”
    โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
    ทูตองค์การยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย
    ในการประชุมสัมมนาเรื่อง
    “การพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพพื้นฐานของเด็กวัยเรียน”
    วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐
    โรงแรมรีเจนท์ กรุงเทพมหานคร

    เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า เด็กคืออนาคต ดังนั้นการลงทุนเพื่อเด็กจึงหมายถึงการลงทุนเพื่ออนาคตของครอบครัว ของชุมชน ของสังคม ของประเทศชาติ และของโลก

    เด็กคือผู้เยาว์ที่ยังไม่มีความสามารถพอจะปกป้องตนเองได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่จะต้องให้ความคุ้มครองแก่เด็ก เพื่อการอยู่รอดและการพัฒนาของเด็ก

         องค์การยูนิเซฟได้ยึดถือข้อปฏิบัติเพื่อการนี้เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติงานขององค์การว่า เด็กมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ เป็นสิทธิที่ผู้อื่นจะล่วงละเมิดมิได้ ทั้งนี้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งได้รับการลงสัตยาบันจากประเทศไทย และประเทศอื่นกว่า ๑๘๐ ประเทศ ถือได้ว่าครอบคลุมเด็กกว่าร้อยละ ๙๖ ของจำนวนเด็กทั้งหมดในโลก ด้วยเหตุนี้จึงหมายความว่า ประเทศเหล่านั้นจะดำเนินการเพื่อเด็ก ด้วยวิธีการที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็ก ตามภาระผูกพันที่มีอยู่ตามอนุสัญญานั้น

         ในปัจจุบันปัญหาต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดผลร้ายต่อการพัฒนา และการอยู่รอดของเด็ก ดูจะรุนแรงขึ้นตามสภาพของสังคมที่เจริญเติบโตขึ้น

         แต่ละชุมชนต่างประสบปัญหาในระดับต่าง ๆ กัน ปัญหาเด็กเร่ร่อนถูกทอดทิ้ง ครอบครัวแตกแยก การหาประโยชน์จากเด็กด้วยการมอมเมาให้เด็กติดยาเสพติด เป็นเหยื่อของกิจการเพศพาณิชย์ โรคเอดส์ และแรงงานเด็กมีอยู่ให้เห็นทั่วไป แม้แต่ปัญหาเดิม ๆ เช่นการขาดการศึกษาและสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน ขาดน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาด ขาดโภชนาการที่เหมาะสม ยังคงมีอยู่ในที่หลายแห่ง ยังมีเด็กจำนวนมากในประเทศไม่ได้รับสารไอโอดีนเพียงพอในอาหารประจำวัน ระดับการขาดสารไอโอดีนในประเทศไทยนี้ ทำให้เด็กปัญญาอ่อนบ้างเล็กน้อย หากดูทีละคนอาจมองไม่เห็น แต่เมื่อมารวมกันก็จะเห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้เด็กทั้งหมดภายในประเทศ ไม่สามารถบรรลุถึงศักยภาพที่แท้จริงของตนได้ เด็กเรียนรู้ได้ช้า สอนก็ยาก เด็กเหล่านี้ต้องเผชิญกับการขาดโอกาสที่จะเจริญเติบโตได้เต็มที่

         เท่าที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขทำงานได้ผลดี ในการลดระดับโรคขาดสารไอโอดีนและโรคคอพอก ด้วยการนำวิธีแก้ไขมาใช้หลายวิธี รวมทั้งการเติมไอโอดีนลงในเกลือให้ได้มากที่สุดที่จะมากได้ แต่ประสบการณ์จากนานาประเทศ แสดงให้เห็นว่าวิธีแก้ไขปัญหาที่แท้จริง ได้แก่การเติมไอโอดีนในเกลือทั้งหมดที่มนุษย์และสัตว์บริโภค การกระทำเช่นนี้ย่อมต้องการร่วมมือจากทุกภาค ทั้งผู้ผลิตเกลือ ผู้มีหน้าที่วางกฎระเบียบ และองค์กรอื่น ๆ เช่นกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม ถ้าเราเชื่อว่าการเติมไอโอดีนในเกลือ เป็นวิธีแก้ไขปัญหาที่ทำให้ลูกหลานของเรา เกิดความบกพร่องทางสติปัญญา เราจะทำอะไรที่น้อยไปกว่านี้ไม่ได้

         สื่อมวลชนเองก็มีบทบาทสำคัญในการเรียกร้อง ให้เกิดความสนใจในเรื่องเด็กมากขึ้น สื่อมวลชนช่วยกระตุ้นให้รัฐบาลผู้บริหารประเทศ ระลึกถึงคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ หรือระบุไว้ในนโยบายก่อนได้รับการเลือกตั้ง และช่วยชี้แนะให้เห็นข้อบกพร่องบางประการที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน ในยุคที่การสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว ด้วยอาศัยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อมวลชนได้ช่วยตีแผ่เหตุการณ์ และผลร้ายต่าง ๆ ที่เกิดแก่เด็ก ส่งผลให้มีการดำเนินการแก้ไขได้อย่างรวดเร็วทันการขึ้น แม้จะมีในบางคราว ที่สื่อมวลชนมองข้าม หรือเน้นปัญหาหรือวิธีแก้ไขผิดจุด เช่น มุ่งเน้นในเรื่องการแก้ไขโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้น ด้วยการใช้ยาใหม่ ๆ ราคาแพง แทนที่จะมุ่งไปที่การดูแลรักษาป้องกันมิให้เกิดโรคนั้น ๆ เน้นถึงการศึกษาที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง แทนที่จะมุ่งไปที่การใฝ่หาความรู้อย่างต่อเนื่อง ที่จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมแก่ความก้าวหน้าและความผาสุกของชีวิต ดุลย์ของการเสนอข่าวอย่างเสรีและการเสนอข่าวอย่างคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อสื่อมวลชนในสังคมแบบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง

         การลงทุนเพื่อเด็กจะเป็นการลงทุนที่ได้ผล หากคำนึงถึงหลักใหญ่ ๆ สามประการคือ

    • ประการแรก จะต้องเป็นการลงทุนภายในขอบเขตที่ทำได้ (affordability)

    • ประการที่สอง ต้องเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดความเสมอภาคในกลุ่มผู้ได้รับ (equity)

    โดยไม่เลือกว่าเป็นผู้มั่งคั่งหรือผู้ยากไร้ และไม่เลือกว่าผู้ได้รับผลจากการลงทุนนั้น ๆ จะเป็นหญิงหรือชาย และ

    • ประการที่สาม ต้องเป็นการกระทำที่มีความยั่งยืน (sustainability) สามารถดำเนินการให้ผลยืนยาวต่อไปได้

    นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ อันจะช่วยให้การลงทุนนี้สัมฤทธิ์ผล องค์ประกอบเหล่านั้นได้แก่ทรัพยากรมนุษย์ (human resource) ทรัพยากรทางองค์กร (organization resource) ทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรทางองค์กรนั้น หากพัฒนาให้ดีก็จะทวีค่าส่งผลให้มีทรัพยากรทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทั้งนี้จะตัดสินได้จากคุณภาพ หรือกำลังในการผลิตเป็นสำคัญ แต่ถึงอย่างไรก็จำเป็นต้องคำนึงถึงคุณค่า (value) และค่าใช้จ่าย (cost) ควบคู่ไปด้วย

         ทรัพยากรทั้งสามประการที่กล่าวมาแล้วนั้น จะนำมาใช้เพื่อช่วยในการลงทุนเพื่อเด็กได้อย่างไรบ้าง คำตอบก็คือ จะต้องแปรพลังงานจากทรัพยากรทั้งสาม ให้มุ่งเน้นไปในการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมเรื่องสิทธิเด็ก ทรัพยากรมนุษย์คือคน ซึ่งรวมเอาความสามารถ การกระทำต่าง ๆ ของคน เวลา พลังของคน ทั้งพลังจากเอกบุคคลหรือของชุมชน สิ่งที่มีอยู่ในทรัพยากรชนิดนี้ ได้แก่ทักษะ ความสามารถแบบมืออาชีพ การระดมพลังความตั้งใจมั่น ความคาดหวัง วิสัยทัศน์ ความรู้ ประสบการณ์ ความปรารถนา และการยอมรับผูกพันกับสิ่งที่จะทำ สิ่งเหล่านี้จะแปรเปลี่ยนออกมา เป็นการมีทักษะแรงงาน ทั้งทางกายและทางสมอง การต่อสู้ดิ้นรน เจรจาเปิดอภิปรายแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อมูล ในด้านทรัพยากรทางเศรษฐกิจนั้น ก็คือสิ่งที่เป็นสิ่งของหรือเงินซึ่งอาจตั้งเป็นงบไว้ หรือจัดหามาได้อาจรวมถึงบางสิ่งบางอย่างที่มีผู้บริจาคให้ เช่นอาหารหรือวัสดุก่อสร้าง เรียกได้ว่าในทรัพยากรประเภทนี้จะรวมถึงที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ สาธารณูปโภค (ถนน ไฟฟ้า น้ำ ประปา) อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ สินทรัพย์ เงินออม เทคโนโลยีและข่าวสารข้อมูล ทั้งหมดนี้จะแปรเปลี่ยนมาเป็นงบประมาณ ค่าใช้จ่าย เครดิต ซัพพลาย ดอกเบี้ย กำไร เป็นต้น สำหรับทรัพยากรทางองค์กรนั้น หมายถึงองค์ประกอบแวดล้อมที่ช่วยให้ทำสำเร็จ ซึ่งรวมทั้งการจัดแบ่งอำนาจ และการยอมรับข้อผูกพันทางการเมือง ที่อนุมัติให้มีการใช้ทรัพยากรมนุษย์ และทรัพยากรเศรษฐกิจอย่างได้ผล ทรัพยากรประเภทนี้ หมายความรวมถึง ระเบียบแบบแผนต่าง ๆ องค์กรด้านอาชีพ องค์กรทางการเมือง องค์กรและคณะกรรมการท้องถิ่น ครอบครัว ชุมชน เป็นต้น กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้สามารถให้การตัดสินใจ (decisions) มีส่วนร่วม (participation) วางกฎระเบียบ (regulation) ติดตามประเมิน (monitoring) และฝึกอบรม (training)

         อย่างไรก็ตามการจะดำเนินการลงทุนเพื่อเด็ก ให้ได้ผลดีนั้น ต้องเน้นด้วยว่า ทุกฝ่ายทุกหมู่เหล่ามิใช่แต่รัฐบาลกลางเท่านั้น ต้องยอมรับข้อผูกพันในทุกระดับของสังคม และการปฏิบัติการใด ๆ ต้องกระทำไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุณค่าสูง ด้วยค่าใช้จ่ายต่ำ

         การลงทุนเพื่อเด็กอาจใช้กลวิธีที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก แต่ได้ผลสูงด้วยการเพิ่มค่าของทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อเด็กให้มากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งหากทรัพยากรประเภทนั้นมีจำกัด ทั้งนี้อาจนำทรัพยากรที่มิได้อยู่ในระบบ (non-traditional) มาใช้ทั้งในด้านทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรองค์กร ตลอดไปจนถึงกิจกรรมต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็ต้องให้แน่ใจว่าทรัพยากรที่มีอยู่ ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

         การดำเนินกิจกรรมเพื่อเด็กจะสามารถขยายขอบเขต ครอบคลุมเด็กจำนวนมากขึ้นได้ หากมีการปรับงบประมาณเพื่อสนับสนุนด้านมนุษยธรรมเสียใหม่ โดยหยิบยกงบประมาณของรัฐที่กำหนดไว้ในด้านอื่น ๆ มาเปรียบเทียบกับงบประมาณที่จัดสรรไว้ในกิจกรรมที่จะส่งผลเพื่อเด็ก เช่นพิจารณางบประมาณเพื่อการศึกษา สาธารณสุข และบริการพื้นฐานอื่น ๆ กับงบประมาณเพื่อการทหาร การจัดหาซื้ออาวุธใหม่ หรือการสร้างถนนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก เป็นต้น สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่พึงระลึกไว้เสมอคือ ทรัพยากรที่ใช้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมในขณะนั้นได้ดีเพียงใด หรือมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อบางสิ่งบางอย่างที่เกินความจำเป็นไปหรือไม่ เช่น อาจมีการหยิบยกงบประมาณที่จะใช้เพื่อการประถมศึกษา มาเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ตั้งไว้เพื่อการศึกษาในขั้นอุดมศึกษา เป็นต้น

         ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่ควรคำนึงถึง เพื่อให้ทรัพยากรที่นำมาใช้ได้ประโยชน์สูงสุด คือการปรับปรุงประสิทธิภาพของเทคโนโลยี และกระบวนการต่าง ๆ ในบางกรณีอาจมีการปรับระดับของเทคโนโลยีหรือทรัพยากร ให้เหมาะสมกับความต้องการของท้องถิ่น เช่น อาจใช้จักรยานสองล้อแทนการใช้รถยนต์ในการเดินทางไปให้บริการ หรืออาจใช้บุคคลากรในการทำงานเป็นคนในท้องที่แทนการใช้เจ้าหน้าที่จากแหล่งอาชีพกลาง ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นเด่นชัดถึงความสำเร็จของการกระทำดังกล่าว คือการนำเอาระบบอาสาสมัคร – สาธารณสุข (อสม.) มาใช้ให้บริการพื้นฐานด้านสุขอนามัย และเป็นตัวเชื่อมโยงข่าวสารด้านสาธารณสุข ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหา หรือการมีผู้ดูแลเด็ก (ผดด.) ซึ่งเป็นผู้อยู่ในพื้นที่และได้รับการอบรมพิเศษ มาทำหน้าที่ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กประจำหมู่บ้าน

         สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ควรคำนึงถึงในการลงทุนเพื่อเด็ก คือบริการที่จัด ควรเป็นบริการในพื้นฐานกว้าง ๆ เช่นบริการสำหรับเด็กระดับปฐมวัย การประถมศึกษา การสาธารณสุขมูลฐาน บริการที่ให้ควรเป็นบริการที่ผู้รับไม่ได้รับจากแหล่งอื่นอยู่ก่อน และจะต้องเป็นบริการที่มีมาตรฐานอย่างน้อยขึ้นต่ำสุดกำหนดไว้ (minimum requirement)

         โดยทั่วไปแล้ว จากสถิติที่องค์การยูนิเซฟรวบรวมได้จากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ระบุว่าประเทศส่วนใหญ่ใช้เงินประมาณร้อยละ ๕ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) หรือร้อยละ ๑๐-๑๕ ของงบประมาณประจำปีของรัฐ เพื่อการใช้จ่ายด้านพัฒนามนุษย์ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาเด็กด้วย สำหรับประเทศไทยนั้น งบประมาณของรัฐแต่ละปีที่จัดสรรไว้เพื่อบริการด้านสังคม คิดเป็นประมาณร้อยละ ๓๐ ซึ่งจะรวมทั้งเงินเดือนของข้าราชการไว้ด้วย ส่วนงบด้านการศึกษาโดยเฉพาะนั้น ในประเทศอื่นมักกำหนดไว้ประมาณร้อยละ ๖ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ แต่ของประเทศไทย งบด้านการศึกษาเท่าที่มีอยู่ยังน้อยอยู่ คือประมาณร้อยละ ๓ ซึ่งทั้งนี้ควรจะได้มีการปรับปรุงให้มากขึ้น เนื่องจากแผนพัฒนาปัจจุบันของเรามุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคน ซึ่งรวมถึงเด็ก ๆ ของเราด้วย

     

    หมวดที่ ๒ : สังคมไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    ปาฐกถาพิเศษ
    เรื่อง ยุทธศาสตร์การเตรียมเยาวชนสู่อนาคต
    โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
    วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๓๘
    ณ จังหวัด เชียงราย

    ท่านประธานสภาผู้ปกครองและครูแห่งประเทศไทย และผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน

         ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาบรรยายเรื่อง “ยุทธศาสตร์การเตรียมเยาวชนสู่อนาคต” ต่อท่านทั้งหลายซึ่งมีทั้งครูอาจารย์และผู้ปกครอง ที่จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเยาวชนของเราให้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต

         ก่อนที่จะมีการพิจารณายุทธศาสตร์การเตรียมเยาวชนสู่อนาคตนั้น เริ่มแรกจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์และคาดการณ์ถึงสถานการณ์ของการเปลี่ยนแปลงในอนาคตทั้งในระดับโลกและระดับประเทศที่จะมีผลกระทบต่อเยาวชน เพื่อให้สามารถกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาได้เหมาะสมและสอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

         การวิเคราะห์พลวัตการเปลี่ยนแปลงในที่นี้ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ได้แก่

    1. การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ
    2. เนื่องจากระบบเศรษฐกิจไทยเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิด (Open Economy) ทำให้สังคมเศรษฐกิจไทยผนวกเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสังคมเศรษฐกิจโลกด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการวิเคราะห์พลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลกจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยที่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ๆ ของโลกที่มีผลต่อประเทศไทย ได้แก่

      ประการที่หนึ่ง กระแสการเปลี่ยนแปลง ของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ที่เป็นไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้น ณ สถานที่หนึ่ง ๆ สามารถสื่อสารไปถึงสถานที่อื่น ๆ ได้ในระยะเวลาอันใกล้ เปรียบเสมือนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน หรือที่เรียกว่า Global Village พัฒนาการของระบบเทคโนโลยีทางด้านการสื่อสาร คมนาคมและสารสนเทศ นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระแสโลกาภิวัตน์มีผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น การที่สื่อต่าง ๆ สามารถกระจายเข้าสู่คนทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงนั้น จะมีผลกระทบต่อรูปแบบค่านิยมทางสังคม การดำรงชีวิตและรสนิยมในการบริโภคของคนอย่างมาก ความฉับพลันในเรื่องข่าวสารข้อมูลดังกล่าวจึงทำให้เกิดวิวัฒนาการทางความคิด ซึ่งจะเป็นทั้งในทางที่ดีและไม่ดี มีการเรียนรู้และรับสิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามาและทอดทิ้งสิ่งเก่า ๆ อาจกล่าวได้ว่า การขยายตัวของโลกาภิวัตน์ที่ถูกส่งเสริมโดยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น จะไม่ถูกจำกัดขอบเขตเฉพาะการเชื่อมโยงด้านการค้า การลงทุน การเงินหรือบริการเท่านั้น แต่จะครอบคลุมถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้ คือการเชื่อมโยงทางด้านแนวความคิด ค่านิยม และวัฒนธรรมอีกด้วย ธุรกิจบันเทิงข้ามชาติ และธุรกิจโฆษณาในปัจจุบันมีส่วนกัดกร่อนวัฒนธรรมดั้งเดิมของประเทศไทยอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเด็กและเยาวชน เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกระแสดังกล่าวเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นด้าน Fast food เทป ภาพยนตร์ คอนเสิร์ต แฟชั่น มีความเฟื่องฟูมาก เพราะสามารถตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของวัยรุ่นได้ ขณะที่วัฒนธรรม ประเพณี และคุณค่าแบบไทย ๆ เริ่มสูญหายไปตามลำดับ

      ดังนั้น เมื่อต้องอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ จึงจำเป็นต้องมีการเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อขวนขวายแสวงหาความรู้ใหม่ให้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ของการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านได้ เยาวชนไทยในอนาคตจึงต้องมีสติปัญญาและความรู้ความสามารถในการเลือกรับ กลั่นกรองและใช้สื่อและเทคโนโลยีที่เข้ามาในทุกทิศทางได้อย่างเหมาะสม มีความเข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายและเลือกปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันไม่ละเลยวัฒนธรรมและค่านิยมที่ดีงามแบบไทย ๆ อีกด้วย

      ประการที่สอง กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกเข้าสู่ยุคการค้าเสรีมากขึ้น เนื่องจากลัทธิสังคมนิยมล่มสลายในระยะที่ผ่านมา โลกกำลังเปลี่ยนแปลงเป็นโลกไร้พรมแดน (Borderless World) ในลักษณะที่มีการลดกฎเกณฑ์หรือขั้นตอนในด้านต่าง ๆ เพื่อเปิดประตูการค้า การลงทุน ตลอดจนการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างเสรีมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การเจรจาของข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้าหรือ GATT การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) รวมทั้งความร่วมมือในระดับภูมิภาค เช่น การจัดตั้งสามเหลี่ยม IMT-GT (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle) หรือการจัดตั้งหกเหลี่ยมเศรษฐกิจ (ไทย-จีน-พม่า-ลาว-กัมพูชา และเวียดนาม) เป็นต้น

      ขณะเดียวกัน การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การลงทุน และการเกษตร จะเป็นไปอย่างเข้มข้นและรุนแรงมากขึ้นด้วยอีกนัยหนึ่ง ในอนาคต ความได้เปรียบของประเทศทั้งหลายจะขึ้นอยู่กับศักยภาพของเทคโนโลยีและกำลังคนที่มีความรู้ความสามารถและทักษะฝีมือสูงมากกว่าจะขึ้นอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติเหมือนสมัยก่อน ประเทศที่มีกำลังคนที่มีศักยภาพจะสามารถพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุดหน้าได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาความได้เปรียบของประเทศไทยในปัจจุบัน จะพบว่าค่าแรงงานของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านโดยเปรียบเทียบ ทำให้มีการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติไปยังประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว เช่น เวียดนาม จีน เป็นต้น ดังนั้น ภายใต้ภาวะการแข่งขันตามแนวทุนนิยมจึงกดดันให้ประเทศไทยต้องปรับตัวโดยมุ่งเน้นการผลิตและพัฒนากำลังคนให้มีทักษะฝีมือสูงขึ้น เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่มีการใช้เทคโนโลยีสูงขึ้นด้วย

    3. การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในประเทศ

    สภาพสังคมไทยยังมีลักษณะทวิภาค (Dualism) มีการขยายตัวแบบขาดดุลยภาพ กล่าวคือ ถึงแม้ว่าในระยะที่ผ่านมาผลสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจจะขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องโดยเฉลี่ยกว่าร้อยละ ๗ ต่อปี และรายได้ต่อหัวของประชากรจะเพิ่มขึ้นเป็น ๖๐,๐๐๐ บาทต่อปี แต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญบางประการที่จะมีผลต่อการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเยาวชนในอนาคต ดังนี้

    • ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ ยังคงมีอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกลความเจริญและในกลุ่มผู้ด้อยโอกาสประเภทต่าง ๆ คนในกรุงเทพฯ มีรายได้สูงกว่าคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง ๑๑.๙ เท่า ประกอบกับภาครัฐไม่สามารถจัดบริการพื้นฐานทางสังคมได้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพเพียงพอ ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำของคุณภาพชีวิตของคนขยายตัวกว้างขึ้น เยาวชนไทยบางกลุ่มยังไม่สามารถเข้าถึงบริการในด้านต่าง ๆ ได้ เช่น ขาดโอกาสในการศึกษาต่อ เป็นต้น

    • ความบีบคั้นจากภาวะการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความจำเป็นในการดิ้นรนหาเลี้ยงชีพของประชาชน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวลดน้อยลง ประกอบกับกระแสการบริโภคนิยม ทำให้ค่านิยมแบบไทยดั้งเดิม เช่น ความโอบอ้อมอารี เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เริ่มสูญหายไป ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ มากขึ้น เช่น ปัญหาการแย่งชิงเอารัดเอาเปรียบกัน ปัญหาครอบครัวแตกแยก ปัญหาแรงงานเด็กและปัญหายาเสพติด ซึ่งพบว่าในจำนวนผู้ติดยาและสารเสพติดกว่า ๑.๒ ล้านคน เป็นนักเรียนนักศึกษาถึง ๗๑,๖๖๖ คน รวมทั้งปัญหาการค้าประเวณีและอื่น ๆ อีกด้วย

    • ระบบการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นอยู่ทำให้เด็กและเยาวชนไม่ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเด็กไทยมีโอกาสรับการศึกษามากขึ้น แต่ยังมีเด็กในวัยเรียน (๓-๒๑ ปี) ประมาณ ๑๑ ล้านคน ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา ขณะที่นักเรียน นักศึกษาที่มีอยู่ขาดความคิดริเริ่ม ขาดทักษะในการจะปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เยาวชนไทยยังขาดความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ขาดจิตสำนึกในหน้าที่ ขาดเจตคติในการทำงานร่วมกัน รวมทั้งขาดสำนึกของความเป็นไทยอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดการศึกษา ยังเน้นในระบบโรงเรียนมากเกิน ไปเน้นการท่องจำมากกว่าการวิเคราะห์หาเหตุผล หลักสูตรขาดความยืดหยุ่นไม่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น ในชุมชนที่มีความผูกโยงโดยตรงกับเกษตรกรรม ฯลฯ นอกจากนั้น ปัจจุบันประเทศไทยยังประสบปัญหาการขาดแคลนกำลังคนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญ ๆ อีกเป็นจำนวนมาก และคุณภาพของการฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือแรงงานยังไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขในอนาคต

    อย่างไรก็ตามสังคมไทยยังมีศักยภาพในการพัฒนาบางประการ เช่น

    • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ทำให้มีสัดส่วนเด็ก-เยาวชนที่ต้องเลี้ยงดูลดน้อยลง ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมารัฐได้ลงทุนด้านการบริการพื้นฐานทางสังคมอย่างมาก ทำให้บริการด้านการศึกษาและสาธารณสุขขยายตัวอย่างทั่วถึง นอกจากนั้น การที่รัฐบาลมีฐานะทางการคลังค่อนข้างมั่นคงและประชาชนมีรายได้สูงขึ้น จึงคาดว่าในระยะ ๑๐-๑๕ ปีข้างหน้า ประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา เพราะประเทศมีการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาทุ่มเทกับการพัฒนาได้อย่างเต็มที่

    • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อต่าง ๆ จะมีส่วนช่วยพัฒนาศักยภาพของคนไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะสามารถนำสื่อต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์ให้คนมีความรู้มากขึ้น สามารถปรับตัวทันต่อเหตุการณ์และทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป การที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความต้องการแรงงานมากขึ้น ผู้ที่ได้รับการศึกษาสูงนั้นจะมีโอกาสได้รับค่าตอบแทนที่สูง ทำให้เกิดแรงจูงใจให้เด็กและคนงานเข้ารับการศึกษา ฝึกอบรมมากขึ้น ประกอบกับกระแสประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง จะทำให้สังคมมีการเฝ้าระวังและตรวจสอบปัญหาแรงงานเด็กอีกด้วย

    • ในระยะที่ผ่านมาองค์กรทางสังคมต่าง ๆ ทั้งสื่อมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน ธุรกิจเอกชน ได้เข้ามาช่วยเหลือในการพัฒนาคนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ดังนั้น ถ้าสามารถขยายเครือข่ายของพลังดังกล่าวได้อย่างจริงจัง จะมีโอกาสในการพัฒนาคนและสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    เมื่อพิจารณาถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับโลกและระดับประเทศแล้ว จึงควรกำหนด “วิสัยทัศน์ของการพัฒนาเยาวชนในอนาคต” ไว้ดังนี้ เยาวชนไทยทุกคนจะต้องได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพทั้งกาย ใจ สติปัญญาและความสามารถ เพื่อให้เป็นเยาวชนที่มีสุขภาพดี มีคุณธรรม มีคุณภาพ มีปัญญา และมีวิจารณญาณ รู้เท่าทันโลก สามารถเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ และวัฒนธรรมต่างชาติที่หลากหลายได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันสามารถสงวนรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรมและค่านิยมที่ดีงามอันเป็นเอกลักษณ์ไทยไว้ได้ด้วย

    สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาเยาวชนในอนาคตนั้น ควรประกอบด้วยยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ๆ ดังนี้

    ๑)      ยุทธศาสตร์การพัฒนาสติปัญญาและกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ที่เป็นอยู่ จำเป็นต้องสร้างบุคคลที่มีทักษะในการเรียนรู้ เพื่อให้สามารถศึกษาและพัฒนาตนเองและสังคมได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตโดยมีแนวทางและมาตรการดังนี้

    • การปฎิรูปกระบวนการเรียนการสอน ในหลักสูตรและรูปแบบที่หลากหลายควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารมวลชน โดยเน้นการเรียนรู้จากของจริงในลักษณะ Learning how to learn และการสื่อสาร ๒ ทางระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน (Two-way communication) เพื่อให้เยาวชนรู้จักคิดวิเคราะห์หาเหตุผล แก้ปัญหาและพัฒนาตนเองและสังคมได้ เรียนไปเพื่อให้รู้จักคิดด้วยตัวเอง เรียนไปเพื่อสามารถไปเรียนต่อด้วยตนเองได้ รวมทั้งปรับปรุงกระบวนการวัดผลการเรียนและระบบการคัดเลือกเข้าเรียนในทุกระดับ เพื่อให้เยาวชนสามารถพัฒนาขีดความสามารถของตน ได้ตามความถนัดและความสนใจ ทั้งนี้กระบวนการเรียนการสอน ต้องเสริมสร้างให้เยาวชนมีทักษะและโลกทัศน์สากลที่จะสามารถเข้าใจและสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมโลกได้ ยกตัวอย่างเช่น ความรู้ในภาษาต่างประเทศ มีพื้นฐานเพื่อรองรับวิธีการปลูกพืชไร่สมัยใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิผล และเทคโนโลยีใหม่ต่าง ๆ เช่น Internet, E-mail เป็นต้น รวมทั้งทักษะในการทำงานเป็นทีมอีกด้วย ขณะเดียวกันเยาวชนจะต้องได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นและคุณค่าแบบไทย ๆ เช่น การเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เป็นต้น

    • การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในทุกระดับ ให้มีมาตรฐานและลดความเหลื่อมล้ำในคุณภาพการศึกษาระหว่างเมืองและชนบท โดยเน้นให้ความสำคัญกับการขยายโอกาสการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อยระดับมัธยมศึกษาตอนต้นให้แก่เยาวชน โดยเฉพาะในกลุ่มด้อยโอกาส เช่น เยาวชนในภาคเกษตร เยาวชนพิการ เยาวชนเร่ร่อน เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาแรงงานเด็กและโสเภณีเด็ก ขณะเดียวกันจะต้องมีการส่งเสริมเยาวชนที่มีสติปัญญาเป็นเลิศให้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

    • การพัฒนาคุณภาพกำลังคนและการพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างกว้างขวาง มีประสิทธิภาพและเพียงพอต่อความต้องการ โดยเร่งการผลิตกำลังคนระดับกลางและสูงในสาขาที่จำเป็น เช่น ผู้เชี่ยวชาญทางเกษตรกรรมและหัตถกรรม วิศวกร ช่างเทคนิค นักบัญชี นักกฎหมาย นักวิทยาศาสตร์ เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเกษตรอุตสาหกรรมและบริการที่ทันสมัย ขณะเดียวกันส่งเสริมการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน แก่เยาวชนรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในลักษณะของการปฎิบัติได้จริงมากกว่าการเรียนรู้ตามทฤษฎี รวมทั้งการฝึกฝีมือเพิ่มทักษะแก่เยาวชนที่ทำงานอยู่แล้วให้มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น และสอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาอีกด้วย นอกจากนั้นจะต้องสนับสนุนการวิจัย และพัฒนาที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ โดยเน้นให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมมือผนึกกำลังในการดำเนินงานต่าง ๆ มากขึ้น

    ๒)      ยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพอนามัย

    การพัฒนาเยาวชนให้มีพฤติกรรมที่ดีทั้งกายและใจจะต้องมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคมากขึ้น โดยเน้นการให้ความรู้ในการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสม เนื่องจากในปัจจุบันเยาวชนในเมืองมักประสบปัญหาภาวะโภชนาการ เนื่องจากบริโภคอาหารที่เป็น Junk Food มากเกินไป ขณะที่เยาวชนชนบทบางพื้นที่ประสบปัญหาทุพโภชนาการ นอกจากนั้นจะต้องมีการส่งเสริมให้เยาวชนออกกำลังกาย เล่นกีฬา ดนตรี เพื่อคลายเครียด และมีการจัดนันทนาการที่ถูกหลักอนามัย การส่งเสริมให้เยาวชนมีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันปัญหาการติดเชื้อเอดส์ รวมทั้งการให้ความรู้ในด้านพฤติกรรมการบริโภคยาที่ถูกต้อง เช่น ยาม้า ยาเสพติด บุหรี่ สุรา เป็นต้น ตลอดจนจะต้องสร้างจิตสำนึกในการใช้รถใช้ถนนแก่เยาวชนอีกด้วย เพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุจากความประมาทที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ควบคู่ไปกับการคุ้มครองผู้บริโภคและการจัดบริการสาธารณสุขแก่เยาวชนให้มีคุณภาพและทั่วถึงอีกด้วย

    ๓)     ยุทธศาสตร์การพัฒนาจิตใจและวัฒนธรรม

    การพัฒนาเยาวชนในอนาคตให้เป็นคนดี มีคุณธรรม มีจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม รวมทั้งรักและตระหนักถึงความสำคัญของเอกลักษณ์ไทย ควบคู่ไปกับการรู้จักวัฒนธรรมสากลที่หลากหลายนั้น จะต้องเน้นการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชน ให้สามารถเลือกรับและกลั่นกรองสื่อและข้อมูลที่เข้ามาได้อย่างเหมาะสม การพัฒนาและส่งเสริมสื่อคุณภาพ เพื่อรณรงค์เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเรื่องค่านิยมที่ดีงาม การใช้หลักธรรมของแต่ละศาสนาเพื่อพัฒนาจิตใจและเยาวชน โดยเน้นการเข้าใจถึงแก่นแท้ของศาสนา มากกว่าการงมงายกับเรื่องไร้เหตุผล รวมทั้งการส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นแก่เยาวชนรุ่นใหม่ ตลอดจนการอนุรักษ์และสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรม ที่มีคุณค่าในสาขาต่าง ๆ อีกด้วย

    ๔)     ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพของครอบครัวและชุมชน

    เนื่องจากครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดในการพัฒนาเยาวชนถ้าครอบครัวมีความอบอุ่นมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมีความพร้อมทางสังคมที่จะอบรมเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวแล้ว โอกาสที่สมาชิกในครอบครัวจะเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพย่อมมีสูงมาก ดังนั้น จึงควรเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของครอบครัวโดยการเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ แก่คู่สมรส และบิดามารดา เพื่อให้สามารถมีบทบาทและหน้าที่อย่างเหมาะสม เช่น การให้ความรู้ด้านครอบครัวศึกษาและการอบรมเลี้ยงดูบุตร การให้ความคุ้มครองแก่ครอบครัวในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การขยายเวลาลาคลอด การจัดบริการแนะแนวให้คำปรึกษาหรือปัญหาครอบครัว ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครอบครัววิกฤต เช่น ครอบครัวไร้คู่ ครอบครัวยากจน เป็นต้น ในขณะเดียวกัน จะต้องเน้นให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาเยาวชนมากขึ้นด้วย โดยเน้นให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เยาวชนทั้งในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษา เช่น การมีส่วนร่วมกำหนดหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับความพร้อม และความต้องการของแต่ละพื้นที่การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ของชุมชนในด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและการป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม การสร้างวัฒนธรรมชุมชน เพื่อสร้างจิตสำนึกและวิถีชีวิตประชาธิปไตยแก่เยาวชน และการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ เพื่อให้เยาวชนได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ รวมทั้งการทำหน้าที่เป็น Community Welfare ในการดูแลเยาวชนและครอบครัวที่มีปัญหาอีกด้วย

    ๕)     ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคม

         ในสังคมไทยยังมีเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสในลักษณะต่าง ๆ อยู่จำนวนมาก เช่น เยาชนยากจน เยาวชนพิการ เป็นต้น รวมทั้งเยาวชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มวิกฤตที่เกิดจากปัญหาในด้านต่าง ๆ เช่น เยาวชนติดเชื้อเอดส์ ติดยาเสพติด โสเภณีเด็ก เป็นต้น จึงเป็นภารกิจและหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะต้องให้ความช่วยเหลือเพื่อให้เยาวชนเหล่านี้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตตนเองให้สูงขึ้นและดำรงชีพอยู่ในสังคมได้เป็นปกติสุข โดยจะต้องเน้นการพัฒนารูปแบบบริการสังคมต่าง ๆ ที่มีอยู่ เช่น บริการการศึกษา บริการสาธารณสุข ฯลฯ ให้กลุ่มเยาวชนด้อยโอกาสเหล่านี้ สามารถเข้ารับบริการได้อย่างทั่วถึง เพียงพอ ต่อเนื่องและมีคุณภาพ รวมทั้งจะต้องมีการส่งเสริมให้องค์กรทางสังคมทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมช่วยเหลือเยาวชนเหล่านี้ด้วย เช่น สถาบันครอบครัว ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอบอุ่น สถาบันศาสนาที่ต้องปรับปรุง สื่อมวลชน ธุรกิจเอกชน NGO ฯลฯ ยุทธศาสตร์การเตรียมเยาวชนสู่อนาคตตามที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นภารกิจ (MISSION) อันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าใจถึงสถานการณ์และบทบาทของแต่ละฝ่าย เพื่อประสานแนวคิดและการทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสม

    ปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษา คือ

    1. ต้องร่วมมือ ร่วมใจ ทำกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
    2. แนวทางความคิด และทิศทางการปฏิบัติ อาจหลากหลาย และแตกต่างกันไป จึงต้องมีการพิจารณาร่วมกันโดยไม่มีอคติ ไม่ระแวง หรือชิงดีชิงเด่น
    3. ศึกษาและรับรู้ความคิดและข้อมูลจากภายนอก โดยผสมผสานหรือยึดถือค่านิยมและจุดเด่นของสังคมไทยไว้
    4. ยุทธศาสตร์การศึกษา และผลลัพธ์ที่จะได้มา มิใช่มุ่งมั่นทำขึ้นเพื่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการวางพื้นฐานให้ประเทศชาติเป็นสังคมที่ลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา รายได้ และภูมิปัญญา เป็นสังคมที่มีคุณภาพ และสามารถดูแลปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าในอดีต

    จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ผมอยากให้เกิดขึ้นคือการเริ่มจากทุกท่าน ที่ได้มาร่วมประชุมสัมมนาในวันนี้ เนื่องจากท่านทั้งหลายเป็นผู้ที่ใกล้ชิด ดูแลและมีอิทธิพลอย่างมากต่อทัศนคติ ความคิดและแนวทางการดำรงชีวิตของเยาวชน ที่จะเป็นพลังสำคัญในการช่วยกันพัฒนาประเทศของเราให้เจริญก้าวหน้าอย่างมีศักดิ์ศรีในเวทีโลกได

    หมวดที่ ๒ : สังคมไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    คำบรรยาย
    เรื่อง การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
    โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
    ประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทด้านสิทธิมนุษยชน
    ในการสัมมนา ณ โรงแรมมหานคร กรุงเทพ (นิกโก้)
    วันอังคารที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๒
    ณ โรงแรมมหานคร กรุงเทพ (นิกโก้)

    ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านผู้เข้าร่วมสัมมนา และท่านผู้มีเกียรติ

    ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญจากกระทรวงยุติธรรมให้มาบรรยายเรื่อง “การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย” ในวันนี้

         ผมเชื่อว่าทุกท่านในที่นี้ มีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงขอบรรยายโดยสรุปตามเวลาอันมีจำกัด เพื่อฝากข้อคิดเห็นหรือข้อสังเกตบางประการ อันอาจเป็นประโยชน์แก่การสัมมนาดังต่อไปนี้

         (๑) ข้อพิจารณาประการแรกคือ ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

          เมื่อองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๔๘ ต้องนับว่าเป็นเอกสารรับรองสิทธิมนุษยชนที่สำคัญที่สุดของของมวลมนุษยชาติปฏิญญานี้ถึงแม้จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรง แต่สหประชาชาติก็ได้อาศัยอ้างอิงในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศต่าง ๆ ตลอดมา

         นับแต่นั้นมา สิทธิมนุษยชนซึ่งเคยถือกันมาช้านานว่าเป็นเรื่องภายในของประเทศที่จะให้หรือจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ตามที่รัฐจะเห็นสมควร กลายมาเป็นสิทธิระหว่างประเทศที่ทุกประเทศจะเข้ามาร่วมกันสอดส่องดูแลและแทรกแซงแก้ไขเยียวยากรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยประเทศนั้น ๆ จะอ้างว่าเป็นเขตอำนวยภายในของตน (Domestic Jurisdiction) ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

         ดังจะเห็นได้จากสหประชาชาติได้เข้าแทรกแซงเพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายครั้งเช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในบอสเนียเฮอร์เซโกวิน่า หรือในโคโซโวเป็นต้น การจัดตั้งศาลอาญากรสงคราม เพื่อดำเนินคดีกับผู้มีส่วนร่วมทำผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในบอสเนียเฮอร์เซโกวิน่า ในประเทศรวันดา รวมทั้งการริเริ่มจะให้มีการดำเนินคดีกับอดีตผู้นำเขมรแดงที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชาชน ในสมัยที่เขมรแดงมีอำนาจปกครองกัมพูชาระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๘ - ๒๕๒๒ รวมทั้งการที่กลุ่มประเทศ สหภาพยุโรปไม่ยินยอมให้ผู้นำพม่าเดินทางเข้าประเทศของตนเนื่องมาจากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศนั้นอย่างรุนแรงเป็นต้น

         ปัจจุบันประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ได้กลายมาเป็นหัวข้อสำคัญในการเจรจาทางการเมือง การค้าระหว่างประเทศ เช่น กรณีของสหรัฐอเมริกากับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือการร่วมกันงดซื้อจากประเทศที่ใช้แรงงานเด็กหรือสตรีที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนเป็นต้น

         นอกจากนั้น สหประชาชาติยังได้จัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศ อันมีผลก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามหลักการแห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอีกหลายฉบับ เช่น อนุสัญญาว่าด้วย สิทธิเด็ก สิทธิสตรี ผู้ใช้แรงงาน เป็นต้น ฯลฯ

         ประเทศไทยเราก็ได้เข้าร่วมเป็นภาคีข้อตกลงระหว่างประเทศดังกล่าวแล้วหลายฉบับ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก สตรี ผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๓๕ ขณะที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิของพลเมืองและทางการเมือง ค.ศ. ๑๙๖๖ ของสหประชาชาติซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันตามกฎหมายและมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อมา ได้ทราบว่าประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีกติกาฉบับนี้และมีผลตามกฎหมายเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๐ นอกจากนั้น ยังได้ทราบว่าประเทศไทยดำริจะเข้าเป็นภาคีข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอีก นับว่าเป็นความก้าวหน้าทางด้านสิทธิมนุษยชนที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง

         อย่างไรก็ดี ผมมีข้อสังเกตว่า การเข้าเป็นภาคีข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนดังกล่าวมานี้ การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจะประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่มีข้อพิจารณาอย่างน้อย ๓ ประการ คือ

         ประการแรก เมื่อเราเข้าเป็นภาคีข้อตกลงอันมีผลตามกฎหมายแล้ว เราต้องมีความตั้งใจและจริงใจที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างจริงจังด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้ว การเข้าเป็นภาคีก็จะมีผลเพียงการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาชาวโลกเท่านั้นแต่ไม่มีผลในทางปฏิบัติซึ่งนับเป็นการสูญเปล่าอย่างน่าเสียดาย ตัวอย่างเช่น เราควรตรวจสอบดูกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ว่าขัดหรือแย้งกับพันธกรณีหรือไม่หากพบว่าขัดหรือแย้งก็ควรหาทางยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว หรือถ้าเราจะตรากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับขึ้นในอนาคต เราก็ควรดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลให้มากที่สุด เป็นต้น

         ประการที่สอง ปัจจุบันนี้เรายังไม่มีหน่วยงานกลางหรือองค์กรกลางที่จะทำหน้าที่ติดตามดูแลสอดส่องว่า เมื่อเราเข้าเป็นภาคีข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนแล้ว เราได้ดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีมากน้อยเพียงใดองค์กรกลางนี้อาจจะจัดตั้งขึ้น ทั้งฝ่ายบริหารและทางฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามมาตรา ๑๙๙ - ๒๐๐ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันด้วยก็ได้ เพื่อตรวจสอบไปพร้อม ๆ กัน อันจะช่วยให้การติดตามดูแลสอดส่อง ครอบคลุมได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

         ประการที่สาม การเข้าเป็นภาคีข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนนั้น เราต้องตั้งเป้าหมายว่าจะให้เข้าสู่มาตรฐานสากล ตามเจตนารมณ์ของข้อตกลงนั้น ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราไม่ควรอ้างว่า เราจะปฏิบัติเท่าที่เห็นสมควร หรือแบบไทย ๆ ดังที่การพูดกันอยู่เสมอทั้งในสังคมไทยและหลายประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะการมีความคิดเช่นนี้จะมีผลกระทบต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมิให้ประสบความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ และจะก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติ (Discrimination) อันเป็นข้อห้ามที่สหประชาชาติถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง รวมทั้งรัฐธรรมนูญฯ ๒๕๔๐ ก็ได้บัญญัติห้ามการเลือกปฏิบัติไว้ด้วยเป็นครั้งแรก

         อย่างไรก็ดี การจะบรรลุผลได้มากน้อยเพียงใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับศักยภาพของประเทศนั้น ๆ ด้วยว่าจะเอื้ออำนวยเพียงใดด้วย สหประชาชาติก็ยอมรับว่าแต่ละประเทศมีขีดความสามารถไม่เท่ากัน แต่ทุกประเทศจะต้องตั้งเป้าหมายไว้ตรงกัน คือ ต้องพัฒนามาตรการต่าง ๆ ภายในประเทศและร่วมมือกันระหว่างประเทศ ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้ดีที่สุด เท่าที่จะสามารถกระทำได้

    (๒) ข้อพิจารณาประการที่สองคือ เราควรตรวจสอบการพัฒนามาตรการต่าง ๆ อันจำเป็นภายในประเทศของเราเองว่าในอดีตเราได้ทำอะไรไปบ้าง ปัจจุบันสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยเป็นอย่างไร และในอนาคตเราควรทำอย่างไร เพื่อให้การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสมตามเจตนารมณ์ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

         ผมมีข้อสังเกตว่า ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย มีความแตกต่างกับหลายประเทศ ทั้งในทวีปเอเซียหรือทางตะวันตก นั่นก็คือ การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่เกิดขึ้นในอดีต มักจะเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิประชาชนโดยองค์กรรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่การละเมิดสิทธิโดยประชาชนด้วยกันเองมีน้อยมาก ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมหรือสภาพสังคมไทยมีบทบาทในเรื่องนี้

      • เราไม่เคยมีปัญหาการเลือกปฏิบัติเรื่องเชื้อชาติ ขณะที่บางประเทศ เช่นประเทศรวันดา ในทวีปอาฟริกาได้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ระหว่างชนเผ่าฮูตูกับชนเผ่าตุ๊ดซี่ ชาวทมิฬกับชาวสิงหลในศรีลังกา ชาวเซิร์บกับคนเชื้อสายแอลเบเนียนในโคโซโว
      • เราไม่เคยมีปัญหาเรื่องผิวเหมือนสหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย หรือแอฟริกาใต้
      • เราไม่เคยมีปัญหาเรื่องศาสนาเหมือนยิวและมุสลิมในตะวันออกกลางคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ ในไอร์แลนด์เหนือ ฮินดูกับสิกข์ในอินเดีย หรือปัญหาระหว่างชาวคริสต์กับชาวมุสลิม ที่มีเหตุฆ่าฟันกันในบางพื้นที่ของอินโดนีเซียปัจจุบัน
      • เราไม่มีปัญหาเรื่องภาษาเหมือนแคนาดาระหว่างประชาชนที่พูดภาษาเหมือนแคนาดาระหว่างประชาชนที่พูดภาษาอังกฤษ กับประชาชนที่พูดภาษาฝรั่งเศสในรัฐควีเบก ถึงขนาดจะขอแยกดินแดน ฯลฯ

         ในอดีต เราเคยมีปัญหาการก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนใน ๔ จังหวัดภาคใต้ แต่เป็นเรื่องการเมืองโดยตรง ชาวไทยที่นับถือพุทธกับชาวไทยที่เป็นมุสลิมสามารถอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข ไม่มีการก่อเหตุรุนแรงระหว่างประชาชนด้วยกันการก่อการร้ายใน ๔ จังหวัดภาคใต้ในอดีตและในปัจจุบัน จะเป็นเรื่องที่กระทำต่อเจ้าหน้าที่รัฐหรือทรัพย์สินของรัฐทั้งสิ้น และแม้จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นเป็นบางครั้งในประเทศไทย เช่นเหตุการณ์รุนแรง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หรือพฤษภาคม ๒๕๓๕ ก็เกิดขึ้นชั่วระยะสั้น ๆ และเหตุการณ์ก็กลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

         อย่างไรก็ดี ปัญหาการละเมิดสิทธิโดยเอกชนต่อเอกชนในประเทศไทยได้เพิ่มมากขึ้นแล้ว เช่น การใช้แรงงานเด็ก สตรีโดยผิดกฎหมาย การค้าประเวณี การค้าเด็กหรือผู้หญิง ซึ่งเป็นเรื่องที่เราควรติดตามอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

         เหตุผลสำคัญยิ่งประการหนึ่ง ที่ทำให้สังคมไทยมีความปกติสุขไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือการก่อเหตุร้ายรุนแรง ก็เพราะมีสถาบันกษัตริย์ที่มั่นคงและเที่ยงธรรม และเป็นจุดรวมหัวใจของคนไทยทุกคน ทุกคนมีความเทิดทูนบูชาต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเหมือนกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นอบอุ่น ไม่มีการเลือกปฏิบัติในระหว่างคนไทยด้วยกันเอง หรือกับคนต่างชาติที่มาพำนักตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย และเป็นลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่เป็นมาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งเราควรมีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมและลักษณะสังคมไทยดังกล่าวนี้

         เท่าที่ผมได้ติดตามการพัฒนาด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยพบว่า ได้เป็นไปโดยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเป็นลำดับ เช่น เราได้ประกาศใช้กฎหมายใหม่ ๆ หลายฉบับเพื่อส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นจำนวนมาก เช่น

      • เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ๕ ครั้งสำคัญเพื่อรับรองสิทธิของหญิงให้เท่าเทียมกับชาย
      • การประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๔๐ และพระราชบัญญัติการค้าเด็กและสตรี พ.ศ. ๒๕๔๐
      • การเสนอพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน พ.ศ. … ตามมาตรา ๑๙๙ - ๒๐๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ ๒๕๔๐
      • การยกเลิกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ที่ห้ามสตรีดำรงตำแหน่งข้าราชการบางตำแหน่ง
      • การแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา จำเลย หรือนักโทษให้มีสภาวะดีขึ้น
      • การประกาศใช้พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖
      • การประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้น

         โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทยประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากการร่างอย่างเป็นประชาธิปไตย โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางมากที่สุดเท่าที่เคยมีการยกร่างรัฐธรรมนูญในประเทศไทย

         (๓) ข้อพิจารณาประการที่สามคือ การจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทแห่งชาติด้านสิทธิมนุษยชน

         จากข้อเท็จจริงดังได้กล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่าการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้มีความสำคัญมากขึ้นตลอดเวลา และประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อบทบาทด้านนี้โดยดำเนินการเป็นได้ผลเป็นที่น่าพอใจตามสมควร โดยภาครัฐและภาคเอกชนต่างร่วมมือกันในการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

         อย่างไรก็ดี การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ยังมีลักษณะต่างตนต่างทำ โดยมิได้มีการประสานงานทางด้านการจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการเท่าที่ควรอาทิ การคุ้มครองสิทธิเด็กและสตรี มีองค์กรภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เช่น สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานอัยการสูงสุดฯลฯ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม มีองค์กรภาครัฐหลายแห่งเกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร ฯลฯ สิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา มีหน่วยงานภาครัฐเกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร องค์การปกครองท้องถิ่นอื่น ๆ ทบวงมหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลมีความอิสระในการดำเนินการตามกฎหมาย ฯลฯ

         การดำเนินงานที่มีลักษณะต่างคนต่างทำดังกล่าวนี้ ทำให้การกำหนดนโยบายแผนปฏิบัติการ การกำหนดเป้าหมาย การติดตามประเมินผล ฯลฯ ขาดความชัดเจน ไม่มีเอกภาพ และอาจเกิดความขัดแย้งหรือซ้ำซ้อนกันได้เสมอ ทำให้การดำเนินงานไม่สามารถบรรลุได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

         ดังนั้น รัฐบาลจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทด้านสิทธิมนุษยชน โดยเชิญผมเป็นประธานกรรมการ ซึ่งผมก็ได้ตอบรับด้วยความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติยิ่ง บัดนี้คณะอนุกรรมการยกร่างนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งคณะกรรมการแห่งชาติฯ แต่งตั้งได้ดำเนินการยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้โดยได้รับความร่วมมือจากท่านผู้ทรงคุณวุฒิหลายฝ่าย ได้เสียสละเวลาร่วมแรงร่วมใจเขียนแผนแม่บทนี้ขึ้นโดยไม่ได้รับข้อตอบแทนแต่อย่างใด นับเป็นเรื่องที่น่ายกย่องสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง

         (๔) สรุป ในทัศนะของผมเห็นว่าการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย มีแนวโน้มไปในทางที่ดีมากยิ่งขึ้น และองค์ประกอบสำคัญที่มีส่วนสนับสนุนให้ประสานความสำเร็จ อย่างน้อยควรมีดังต่อไปนี้คือ

      1. การให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิมนุษยชนศึกษาแก่ประชาชนทั้งในการเรียนรู้ในระบบตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา และการเรียนรู้ทั่วไป เช่น การศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาตามอัธยาศัย โดยผ่านสื่อต่าง ๆ เพราะหากประชาชนได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ ก็จะช่วยให้การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนก้าวเข้าสู่มาตรฐานสากลเร็วยิ่งขึ้น ประเทศที่ประสบความสำเร็จทางด้านสิทธิมนุษยชนในปัจจุบันต่างมีปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือ ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพอย่างจริงจัง และใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือตามกฎหมายต่าง ๆ อย่างถูกต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม เคารพสิทธิผู้อื่น ไม่ละเมิดกฎหมาย แต่ถ้าประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิเสรีภาพและใช้อย่างไม่ถูกต้องหรือตามอำเภอใจ เราก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จในเรื่องนี้
      2. การให้ความสำคัญแก่สิทธิมนุษยชนศึกษาที่ได้แก่บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงาน เพราะการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย มักจะเกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ หากได้มีการศึกษาสิทธิมนุษยชนอย่างถูกต้อง จะช่วยยับยั้งมิให้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างได้ผลและเจ้าหน้าที่รัฐจะให้ความสำคัญแก่การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอยู่ตลอดเวลา
      3.      เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ขณะที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้มีการศึกษาอบรมสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานแก่เจ้าหน้าที่รัฐ และให้ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบเป็นต้น นอกจากนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติให้มีการจัดตั้งกลไกระดับชาติ เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนโดยตรง ซึ่งปัจจุบันก็คือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตาม ม. ๑๙๙ - ๒๐๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ ๒๕๔๐ นั่นเอง

      4. การให้ความสำคัญแก่การพัฒนากระบวนการตรวจสอบ สอบสวนความรับผิดชอบ และแก้ไขเยียวยาความเสียหายอันเกิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งที่เป็นกลไกในกระบวนการยุติธรรม กลไกทางบริหาร กลไกของชุมชน กลไกทางด้านสื่อมวลชน ฯลฯ โดยร่วมประสานงานไปพร้อม ๆ กัน จะทำให้กระบวนการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นไปอย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น

         ท้ายสุดนี้ ในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติแม่บทด้านสิทธิมนุษยชน ผมขอขอบคุณผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน ที่ได้สละเวลาอันมีค่ามาร่วมพิจารณาและให้ความเห็นวิเคราะห์แผนแม่บทด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งจัดทำเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ความเห็นหรือข้อเสนอแนะของท่าน ย่อมมีคุณค่าและมีประโยชน์ยิ่งต่อคณะกรรมการฯ เพื่อจักได้นำไปประกอบการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงร่างแผนแม่บทฉบับนี้ ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นและเอื้อต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สมตามเจตนารมณ์ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

    หมวดที่ ๒ : สังคมไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    ปาฐกถาพิเศษ
    เรื่อง สังคมไทยกับการแก้ปัญหาความยากจน
    โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
    อดีตนายกรัฐมนตรี
    ๕ กันยายน ๒๕๔๒
    ณ สำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง

         ปกติวันหยุด วันอาทิตย์ ผมจะไม่รับงานที่ไหนเพราะเป็นวันครอบครัว แต่สำหรับวันนี้ผมรู้สึกยินดีที่จะได้มาพบปะพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานเก่า ๆ คุณรตยาหรือคุณไพบูลย์ก็ดี รวมทั้งได้มีโอกาสมาเห็นความก้าวหน้า ความเติบโตของโครงการพัฒนาชุมชนเมืองตลอด ๗ ปีที่ผ่านมา

         คนไทยตั้งแต่โบราณมามักยอมรับความจนว่าเป็นเรื่องของบุญของกรรม เราเกิดมาจนเพราะชาติที่แล้วเราทำไม่ดี หรือเราเกิดมารวยเพราะว่าเราทำดีมาในชาติอดีต ผมไม่ทราบข้อเท็จจริงอยู่ที่ไหน แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจนในชาตินี้เพราะเราไม่ทำดีในชาติก่อน หรือเราต้องทำดีในชาตินี้เพื่อรวยในชาติหน้า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ส่วนตัวผมไม่ได้คิดถึงเพราะเราไม่มีทางพิสูจน์และไม่มีทางรู้ได้ แต่ผมรู้อยู่อย่างเดียวว่า คนที่จนหรือความยากจนนั้นไม่จำเป็นต้องจนอยู่ตลอดชีวิต และความยากจนนั้นมีวิธีการที่จะแก้ไขและผ่อนบรรเทาไปได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจิตใจของแต่ละบุคคลด้วย

         แต่ถ้าเราพูดถึงความยากจนของสังคม ความยากจนของสังคมไม่ได้มีอยู่เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น เราเปิดโทรทัศน์ดู เราฟังข่าวต่างประเทศเราก็จะเห็น ความเดือดร้อนและอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างที่ทารุนและรุนแรงมากกว่า ความยากจนจะปรากฎอยู่ในสังคมอื่นโดยทั่วไป สำหรับเมืองไทยผมเห็นว่าเรายังโชคดี เรายังเป็นชาติที่มีความเอื้ออาทร มีสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และไม่มีภัยธรรมชาติที่ทำให้ความยากจนนั้นมีความทารุณกรรมยิ่งขึ้น ไม่มีแผ่นดินไหว ไม่มีไต้ฝุ่น ไม่มีภูเขาไฟระเบิดและไม่มีสงครามกลางเมือง เพราะสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนสภาพของความจนความรวยได้ทันที แต่ทุก ๆ สังคมไม่มีสังคมใดไม่มีความบกพร่อง ไม่มีสังคมใดที่จะดีเลิศร้อยเปอร์เซนต์

         ผมเคยใช้เวลาในต่างประเทศมาเป็นเวลานาน เคยอยู่ในสหรัฐอเมริกามา ๑๒ ปีผมเห็นความจนในสหรัฐอเมริกามาแล้ว สำหรับผู้ที่ไม่เคยไปหรือไม่ได้ติดตามข่าวสารก็อาจจะนึกว่า สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในโลก มีรัฐบาลที่เข้มแข็งบริหารราชการเป็น มีภาคธุรกิจที่เข้มแข็งมีประชาชนที่มีคุณภาพ แต่ในจำนวนประชากร ๒๕๐ ล้านคน ก็มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐ ล้านคน ที่ยังอยู่ในข่ายที่เขาเรียกว่ายากจน

         ผมเคยอยู่ในเมืองนิวยอร์กเป็นเมืองที่มีประชากรกว่า ๑๐ ล้านคน ผมเคยเห็นความจนที่นั่น เป็นความจนที่น่าทุเรศยิ่งกว่าความจนในเมืองไทย เพราะสภาพอากาศเขาไม่เหมือนกับเมืองไทย ของเราเครื่องนุ่งห่มไม่ต้องการมากมายเท่าไหร่ แต่ผมเห็นคนจนในนิวยอร์กที่เวลาหน้าหนาวไม่มีเสื้อผ้าไม่มีเสื้อคลุม ต้องเอาหนังสือพิมพ์เป็นเล่ม ๆ ยัดเข้าหน้าอกผมเห็นคนจนในนิวยอร์กนอนข้างถนนมากกว่าที่ผมเห็นคนไทยนอนข้างถนน ผมเห็นคนจนในนิวยอร์กที่นอนอยู่ในตึกร้างแล้วถูกหนูกัดตาย

    ที่ผมเอาเรื่องนี้มาพูดไม่ได้หมายความว่าเมืองไทยดีกว่าหรือว่าเราควรสบายใจได้ ในสังคมที่เราต้องการความยุติธรรมนั้น เราไม่สามารถเปรียบเทียบความยากจนได้ว่า ของเราจนน้อยกว่าเขาหรือคนจนของเราน้อยกว่าเขา หรือคนจนของเราหรือความยากจนของเรานั้นดีกว่า อันนั้นไม่ใช่ประเด็นที่เราอยากพูด แต่ประเด็นที่ผมอยากย้ำก็คือว่า อย่าอาลัยตายอยาก

         ความจนอย่างหนึ่งเกิดจากสภาพสิ่งแวดล้อม แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากตัวเราเอง เป็นภาวะทางด้านจิตใจมากกว่า จนที่ใด จนที่ไหน จนระดับใด เรามีความเพียงพอไหม เรามีความพอใจไหม เรามีความพอดีไหม ปัญหาความยากจนของเมืองไทยนั้นมีมาช้านานและจะมีต่อไปเป็นปัญหาที่จะไม่มีทางแก้สำเร็จได้ เพราะเมื่อประเทศมีความมั่งคั่งมากขึ้น เศรษฐกิจรุ่งเรืองมากขึ้น ระดับที่เราจะบอกว่าคนจนอยู่ที่ใด ระดับนั้นก็จะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่อันนั้นเป็นเพียงตัวเลข คนทำมาหากินมีรายได้เดือน ๆ ละ ๒,๐๐๐ บาท อันนั้นจนหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับว่าเขามีที่อยู่อาศัยหรือเปล่า เขามีลูกกี่คน เขาชอบการพนันหรือดื่มเหล้าหรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด ทุกรัฐบาลก็บอกว่าฉันช่วยคนจน ฉันจะช่วยคนจน จะหาทางแก้ไข แต่ความจริงใจและจริงจังนั้นอยู่ที่ไหน

         ผมอยู่ในระบบราชการมา ๒๓ ปี แล้วก็ออกมาอยู่ภาคธุรกิจ ผมได้เห็นทั้ง ๒ ด้านจะเห็นทั้งความดีและความบกพร่อง แต่เมื่อมาเกี่ยวข้องกับงานทางด้านการเมือง โดยเฉพาะงานด้านร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผมได้เห็นสัจธรรมอะไรบางอย่าง เป็นสิ่งที่ผมถือว่าเป็นชีวิต เป็นประโยชน์กับชีวิตของผม เพราะเป็นสิ่งที่ผมเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้ด้วยการสัมผัสด้วยตัวเองและเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นคำตอบ เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาความยากจนของสังคม

         อะไรคือสิ่งที่ผมเรียนรู้ ทุกรัฐธรรมนูญที่เรามีมา ๑๕ ฉบับ ก่อนที่จะถึงฉบับนี้นั้น จะพูดถึงอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย หลายครั้งหลายคราวเราก็มีการถกเถียงกันว่าควรแก้ไขคำพูดนี้เป็นอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนหรือไม่ นักรัฐศาสตร์ นักนิติศาสตร์ นั่งเถียงกันทางทฤษฎี ว่าอะไรจะเหมาะสมที่สุด ผมคิดว่าผมโชคดี ผมไม่ใช่นักรัฐศาสตร์ และนักนิติศาสตร์ ในสายตาของผมไม่ว่าจะใช้คำว่า อธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทยหรืออธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ผมคิดว่าความหมายมันใกล้เคียงกันสำหรับสามัญชนที่เดินอยู่ตามถนน สำคัญอยู่ที่ว่าประชาชนมีโอกาสได้ใช้อำนาจอธิปไตยมากน้อยแค่ไหน

         แต่สิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ก็คือ นักการเมืองที่เราเลือกเข้าไป เลือกผิดบ้าง เลือกถูกบ้าง เลือกดีบ้าง เลือกเลวบ้าง พวกนั้นก็เป็นเพียงตัวแทนของเราเท่านั้น บางครั้งตัวแทนของเราก็ทำได้ดี บางครั้งและบ่อยครั้ง ตัวแทนของเราก็ทำไม่ดีและไม่ดีเป็นอย่างมาก

         ปัญหาอยู่ที่ว่าชีวิตของคนเรานั้นเรามีสิทธิในชีวิตของตัวเราแค่ไหน เราเป็นมนุษย์ เรามีศักดิ์ศรีของตัวเราเอง ซึ่งเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ และเมื่ออำนาจอธิปไตยมาจากเราและเป็นของเรา สิ่งที่คนไทยจะต้องเรียนรู้ต่อไปว่า ถ้าเผื่ออำนาจอธิปไตยมาจากเราและเป็นของเรา แล้วเราจะทำอะไรกับมัน เราจะปล่อยให้เป็นอย่างที่ผ่านมา ๖๕ ปี แล้วหรือ

         ผมเรียนรู้ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่เรียนรู้พอใช้ ถ้าเผื่อเราสนใจ ๗ - ๘ ปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่า กลไกทางการเมืองไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ คุณภาพทางด้านการเมืองอาจไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ คุณภาพทางราชการอาจไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ แต่คุณภาพของบุคคลและของชุมชนดีขึ้นผิดหูผิดตา สิ่งนี้เป็นกำลังใจให้กับพวกเรา ที่อยากร่วมทำงาน เป็นหุ้นส่วนกัน ทำงานด้วยกัน มีความคิดในแนวทางเดียวกัน แก้ปัญหาของสังคม แก้ไขปัญหาของชุมชน

         ผมพัวพันกับระบบราชการมานาน ผมมีความนับถือและเชื่อถือราชการในระดับหนึ่ง แต่ผมไม่เชื่อว่าราชการจะแก้ปัญหาของเราได้เบ็ดเสร็จ

         สัจธรรมอันที่สองที่ผมคิดได้ ที่ผมได้ค้นพบจากประสบการณ์ คือ ในสังคมทุกชาติ นับวัน นับวัน รัฐบาลจะต้องเล็กลงไป ปัจจุบันเรามีรัฐบาลที่ใหญ่มาก มีข้าราชการเต็มบ้านเต็มเมือง ปัญหาก็ไม่ได้ทุเลาลงไป คอรัปชั่นก็มีมากขึ้น การใช้อำนาจในทางที่ผิดมีมากขึ้น และการหลอกกลวงประชาชนก็มีมากขึ้น ความจริงใจในสังคมไทยก็น้อยลงไป มีอยู่ทางเดียวครับ คือการปฏิรูประบบราชการ ให้เป็นหน่วยงานที่กะทัดรัด ที่เล็กลง ที่มีอำนาจน้อยลงไป มีความรับผิดชอบน้อยลงไป งบประมาณน้อยลงไป

         จะต้องเปลี่ยนระบบควบคุมมาเป็นระบบส่งเสริม สนับสนุนดูแล แต่ไม่ใช่ดูแลแบบอย่างเจ้านาย ไม่ใช่ปกครองจากผู้ใหญ่มายังเด็ก ไม่ใช่ปกครองตามโรงเรียน ไม่ใช่ปกครองหรือสั่งสอนให้คนต้องการอำนาจ ให้นับถืออำนาจ ให้เคารพเงิน แต่ต้องเป็นระบบที่ให้โอกาสกับคน เป็นระบบที่ส่งเสริมโอกาสกับคน เป็นระบบที่เมื่อมองเห็นคนแล้ว ต้องลืมตำแหน่งของเขา ลืมฐานะ มองเห็นใครก็เห็นว่า เป็นผู้ชาย เป็นผู้หญิงหรือเป็นเด็กเท่านั้น เป็นคนดีหรือไม่ เป็นคนเก่งหรือไม่ ไม่ใช่มองเห็นใครมองว่า เขาเป็นรัฐมนตรี เป็นอธิบดี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เศรษฐีคหบดี เจ้าสัว เราต้องเริ่มมองคนว่าพวกเราคือมนุษย์ปุถุชนทั่วไป

         ความพยายามในอดีตที่จะเข้าไปแก้ปัญหาความยากจนหรือปัญหาของคนจนนั้นมันพัวพันกับเรื่องมากมายนานาประการ แต่ผมนึกถึง เรื่องปัจจัยสี่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย อันนี้เป็นความคิดดั้งเดิมว่าคนเราต้องอาศัยปัจจัยสี่ อาหารนั้นแน่นอน เครื่องนุ่งห่มก็แน่นอน ยารักษาโรคมีความจำเป็นและที่พักอาศัย

         ในปัจจัยสี่นั้น ในบางอย่างอาศัยระบบราชการหรือรัฐบาลดำเนินการได้ แต่บางอย่างต้องพึ่งตนเอง แต่ผมอยากเติมปัจจัยอันใหม่เข้าไป เพราะผมคิดว่า อันนั้นคือ เหตุสำคัญของความยากจน เหตุสำคัญที่เราจะไม่ทำให้สามารถผละตัวเองออกจากความยากจนได้ในสังคมปัจจุบันหรือโลกปัจจุบัน ปัจจัยที่ ๕ คือ การศึกษา เพราะถ้าหากไม่มีรากฐานทางด้านการศึกษาแล้ว โอกาสของคนเราที่จะผละตัวเองออกจากเวทีความจนนั้นค่อนข้างจะยาก

         วิธีการแก้ปัญหาความยากจน จะอยู่ใน ๓ ระดับ ในระดับแรก ต้องเรียกว่า เป็นระดับของชาติหรือระดับของรัฐ ระดับที่สอง ระดับท้องถิ่น ระดับที่สาม ระดับตัวเราเอง

         ผมไม่มีความรู้พอที่จะพูดถึงนโยบายหรือมาตรการหรือประสบการณ์ในอดีต แต่สิ่งที่ผมพูดจะเป็นสิ่งที่ผมคิด คิดอยู่ในขณะนี้

         เริ่มต้นในเรื่องระดับชาตินั้น ผมคิดว่ารัฐต้องกำหนดนโยบายแน่นอนและเด่นชัดว่ารัฐและหน่วยราชการนั้น ไม่ควรเป็นเจ้าของเรื่องทุกเรื่องที่เกี่ยวกับความยากจน รัฐไม่มีหน้าที่แก้ไขปัญหาทุกปัญหา และรัฐไม่มีความสามารถเพียงพอ รัฐต้องกำหนดให้แน่นอนว่า สิ่งใดที่ตัวเองต้องรับผิดชอบโดยตรง วางลำดับก่อนหลังและให้งบประมาณเพียงพอ

         ผมมองว่ารัฐสมัยใหม่หรือสังคมไทยนั้น สิ่งที่รัฐจะต้องให้คำตอบที่แน่นอนกับประชาสังคม คือ รัฐต้องจัดหาและให้บริการ เรื่องการศึกษาและการรักษาพยาบาล เราอาจมีโรงเรียนเอกชน และเราอาจมีโรงพยาบาลเอกชน แต่จริง ๆ แล้วในเรื่องของการศึกษากับการรักษาพยาบาลนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรง เรามีกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข ที่ส่วนใหญ่ก็ทำดี แต่หลายครั้งที่ทำเสียมาก

    ปัญหาคอรัปชั่นใหญ่ ๆ ที่เราได้ยินจากแหล่งข่าวต่าง ๆ ก็พัวพันกับทั้งด้านกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข และถ้าจะพูดถึงความยากจนในชนบท กระทรวงเกษตรฯ ของเรา ก็ยังอยู่ในลักษณะที่ทำงานไม่สมบูรณ์ ส่วนหนึ่งก็อาจจะเกิดจากการจัดการในระดับการเมืองที่ไม่ดี อีกส่วนหนึ่งก็อาจจะเกิดจากการจัดการของระบบงานไม่ดี แต่นอกเหนือจากเรื่องการศึกษา การรักษาพยาบาลและการเกษตรแล้ว สิ่งที่รัฐต้องปฏิบัติและจะต้องปฏิบัติโดยรวดเร็วด้วย คือ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายต่าง ๆ ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับป่าสงวน เรื่องที่ดิน เรื่องอะไรต่าง ๆ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เน้นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน เน้นถึงความจำเป็นที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดตัดสินใจและกำหนดมาตรการต่าง ๆ

         ระดับที่สอง คือ ระดับชุมชน ถ้าเราเน้นถึงการมีส่วนร่วม เราเน้นถึงความเป็นเจ้าของ ประชาชนต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องนี้ วันนี้ก็เป็นสักขีพยานอันหนึ่งที่เห็นว่าพลังของประชาชน พลังของชุมชน พลังของเครือข่ายและพลังของคนที่ต้องการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองนั้นปรากฏเด่นชัด เราต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับชุมชน ในระดับท้องถิ่นช่วยกันสร้างองค์กร สร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันไม่ว่าในเรื่องเกษตร ในเรื่องการให้กู้ยืมเงินและในเรื่องหนี้สิน

         ในระดับที่สาม คิดว่ามีความสำคัญมากที่สุด เพราะระดับที่สองจะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีระดับที่สาม นั่นคือระดับของตัวเราเอง เราจะต้องรู้ว่าความยากจนนั้นเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ ถ้าหากเรามีความเพียรพยายาม มีความมานะอดทน เพิ่มพูนความรู้และการเรียนรู้ ไม่เกียจคร้านไม่มีอบายมุข ในอันที่จะทำลายตัวเองหรือทำลายชีวิตครอบครัวตัวเอง ไม่ว่าเรื่องการพนัน ยาเสพติดหรือการดื่มเหล้า ถ้าเผื่อสภาพจิตใจของเราพร้อมที่จะต่อสู้กับอุปสรรคที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ในเรื่องของความยากจน ถ้าเผื่อเรารู้ว่าปัญหาอยู่ที่ใดและเรามีความหมั่นเพียร มีความพยายามมีความอดทนที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง เริ่มต้นด้วยตัวเอง และถ้าทุกคนมีสภาพจิตใจไปในแนวนี้ ถ้าต้องการช่วยตัวเอง เราก็ช่วยคนอื่นด้วย และเมื่อเราช่วยคนอื่นแล้วมันก็เกิดสภาวะของการรวมตัว ของการรวมกลุ่ม ของการรวมชุมชน และของการสร้างเครือข่ายทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์อันเดียวกัน อันนั้นคือการขจัดความยากจนออกจากตัวเอง และการขจัดความยากจนออกจากสังคมของเราในชีวิตของเรา

         ถ้าเราคอยพึ่งผู้อื่น พึ่งระบบราชการ พึ่งพี่น้อง พึ่งเพื่อนฝูง อันนั้นไม่ใช่เป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้อง การเริ่มต้นที่ถูกต้องคือการเริ่มพึ่งตัวเอง ตรวจสอบตัวเอง แก้ไขตัวเอง ต่อสู้ด้วยตัวเอง ถ้าเผื่อเราต่อสู้เพื่อตัวเองแล้ว ในไม่ช้าจะมีคนอื่นเข้ามาร่วมต่อสู้กับเรา พลังของชุมชน พลังของเครือข่าย พลังของความคิดจะทำให้พวกเราฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตไปได้อย่างรวดเร็วและด้วยสวัสดิภาพ

         และในโอกาสนี้ ผมจึงรู้สึกยินดีที่ได้มาพบพวกท่านทั้งหลาย และที่มานี้ไม่ใช่มาให้กำลังใจกับพวกท่านเท่านั้น แต่ผมถือว่าผมมาวันนี้ผมได้ประโยชน์ ได้ประโยชน์กับตัวเราเอง เพราะได้เห็นสิ่งที่เป็นจริง ได้เห็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นคุณค่าของสังคม และได้เห็นสิ่งที่ผมคิดว่าจะเป็นค่านิยมต่อไปในสังคมไทย

         เราอาจมีความเชื่อถือว่า ถ้าเผื่อเราสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ หรือส่วนรวมของประเทศแล้ว ความมั่งคั่งเหล่านี้จะค่อย ๆ กระจายลงไปสู่เบื้องล่าง เบื้องล่าง คือ ผู้ที่ยากจน แต่ตามข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความมั่งคั่งที่เราสร้างให้ประเทศหรือสังคมนั้น ประโยชน์ส่วนใหญ่จะได้กับผู้ที่มีฐานะดีแล้ว มีธุรกิจดีแล้ว มีอำนาจดีแล้ว แต่จะไม่หลุดไหลลงไปที่เบื้องล่างที่สุด เพราะฉะนั้น ๔๐ ปีที่ผ่านมาช่องว่างระหว่างคนจนในสังคมไทยกับคนรวยมันมากขึ้นมากขึ้น

         ที่ผ่านมาการสร้างความมั่งคั่งของประเทศนั้นเราจะดูตัวเลขทางเศรษฐกิจ ตัวเลขอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ ตัวเลขการเติบโตการส่งออก ตัวเลขอัตราการเติบโตของรายได้ประชาชาติ ดูตัวเลขหมด ดูตัวเลขจนลืม ลืมว่าตัวเลขนั้นกับภาวะสภาพจิตใจของมนุษย์ กับภาวะสภาพจิตใจของสังคมมันไม่เกี่ยวโยงกันเลย ลืมไปว่าความมั่งคั่งนั้นสร้างได้ แต่ความมั่งคั่งหรือความร่ำรวยของสังคมนั้นก็จะมีผลกระทบทางด้านลบเกิดกับสังคมเช่นเดียวกัน

         เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเป็นไปได้ว่าเราให้ความสำคัญกับตัวเลขทางเศรษฐกิจมากเกินไปโดยไม่คิดถึงผลกระทบ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับสังคม ยกตัวอย่างง่าย ๆ เราบอกว่าเราจะต้องแปรสภาพเมืองไปให้เป็นรัฐที่มีอุตสาหกรรม แต่การสร้างอุตสาหกรรมอยู่แต่ในเมืองหลวงหรืออยู่แต่ในปริมณฑล มีผลทำให้ชาวต่างจังหวัด ชาวชนบทเข้ามาหางานทำ เพราะความยากจนนั้นคืออะไร ความยากจน คือ การไม่มีรายได้

         ดังนั้นจะแก้ปัญหาความยากจนง่าย ๆ คืออะไร คือสร้างงาน รัฐบาลก็นึกว่ารัฐบาลสร้างงานคือการไปเปิดโรงงานที่นั่น มีธุรกิจที่นี่ คนต่างจังหวัดก็มากัน คนต่างจังหวัดมาก็แยกกับครอบครัว มาถึงมาอยู่ที่ที่เขาก่อสร้าง ลูกก็ไม่มีโรงเรียน ปัญหาสังคมตามมาลำดับ ชุมชนแออัดมีพันกว่าแห่งในกรุงเทพฯ เกิดปัญหายาเสพติด เกิดปัญหาทางเพศ เกิดปัญหาต่าง ๆ นานา

         เพราะฉะนั้นต้องถึงเวลาที่บอกว่า เศรษฐกิจกับสังคมนั้นเกี่ยวพันกัน ถ้าเรามองถึงเรื่องของการพัฒนา อย่าไปคิดว่าพัฒนาเศรษฐกิจด้านหนึ่งและพัฒนาสังคมด้านหนึ่งว่าจะต้องผสมผสานว่าพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กันไป จริง ๆ แล้ว คือ พัฒนาการเมืองเศรษฐกิจ สังคม ควบคู่กันไปหมดไม่มีอะไรสำคัญกว่าอะไร สำคัญเท่ากันไปหมด และผูกโยงกันไปหมด

         แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๘ นั้นเริ่มเปลี่ยนทิศทางการมองแต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ มามองถึงการสร้างคุณภาพของคนในสังคม แผนที่ ๙ ผมยังไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไร แต่ผมรู้อยู่อย่างหนึ่งว่าในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมานั้น มีมาตราอยู่หนึ่งมาตราว่าให้มีการแต่งตั้ง สภาที่ปรึกษา ให้เป็นองค์กรที่มาจากประชาชนโดยตรง องค์กรนี้ที่จะตั้งขึ้น คือ สภาที่ปรึกษาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เป็นการเขียนบ่งชัดว่า ตัวแทนจะต้องมาจากภาคประชาชน ไม่ใช่มาจากภาคราชการ และจะเป็นตัวแทนจากด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตร ประมงหรือแม้แต่คนจนอะไรก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญก็คือว่า เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่สภาที่ปรึกษาฯ นั้นถึงแม้จะไม่มีอำนาจในการตัดสินใจแต่จะมีความรับผิดชอบในการเสนอข้อคิดเห็น

         ฝ่ายรัฐ ฝ่ายราชการ ฝ่ายนักการเมืองอาจเขียนแผนขึ้นมาได้ แต่แผนนี้จะต้องได้รับการทบทวนจากสภาที่ปรึกษาฯ สภาที่ปรึกษาฯ มีสิทธิ์จะออกความเห็น ตั้งข้อสังเกตแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่า ความเห็นของสภาที่ปรึกษาฯ หรือ ข้อสังเกตของสภาที่ปรึกษาฯ รัฐจะต้องรับ แต่อย่างไรรัฐจะต้องรับฟัง อันนี้เป็นความคืบหน้านะครับ ผมเข้าใจว่าแม้แต่สำนักงานสภาเศรษฐกิจและสังคมของเมืองไทย ก็เริ่มเปลี่ยนทิศทางในแนวความคิดเก่า ๆ แล้วว่า จริง ๆ แล้วไม่มีประเทศไหน กี่ประเทศที่วางแผนระดับชาติ สมัยก่อนใครวางแผนระดับชาติต้องถือเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ถ้าเผื่อเราบอกว่าเราจะเป็นประเทศเสรี ประเทศที่จะเข้าไปอยู่ในวงการนานาชาติทางด้านการค้า ทางด้านการเศรษฐกิจ การวางแผนไม่จำเป็นต้องมากมายอะไร ยิ่งวางแผนพัฒนามากผมว่ายิ่งมีปัญหามาก แต่ถ้าเผื่อจะวางแผน ผมอยากจะเห็นการวางแผนที่จะให้ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง

    บางคำถามจากชาวชุมชน

    “ดิฉันอยากจะกราบเรียนถามว่า ในมุมมองของท่าน ท่านคิดว่า รัฐบาลจะดูแลสังคมคนจนอย่างไร โดยเฉพาะ ชุมชนแออัดริมทางรถไฟด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ”
    คุณสมจิตร พลตรี
    ประธานกลุ่มออมทรัพย์ชุมชนเทพารักษ์ตอนปลาย
    ตัวแทนของเครือข่ายสหชุมชน นครเมืองขอนแก่น

         ความศรัทธากับการเมืองซึ่งผมคิดว่าอันตราย ส่วนหนึ่งเขาอาจจะมองว่าระบบการเมืองของเราไม่มีความจริงใจและไม่มีความจริงจัง สนใจอยู่อย่างเดียว สนใจว่า จะได้รับเลือกตั้งหรือไม่ บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนของคนจน เป็นลูกชาวนา ชาวไร่ มาจากพื้นที่ต่างจังหวัดที่กันดาร มาจากตระกูลที่ยากจน เมื่อวันหนึ่งที่ตัวเองมีอำนาจมีบ้านห้าหลังสิบหลัง ไปไหนได้รับเกียรติ บางทีลืมตัว ลืมตัวแล้วยังอ้างอยู่ตลอดเวลาว่า ฉันมาจากคนจน ฉันมาจากความยากจน เพราะฉะนั้นรู้เรื่องคนจนดีกว่านั้นไม่จริง

         ผมยังไม่อาจพูดรายละเอียด เพราะการที่ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจ มันพูดง่ายก็ต้องเห็นใจคนที่มีตำแหน่งมีอำนาจ เขาต้องรับผิดชอบด้วย ผมว่าในอดีตที่เราพลาดคือว่าความแออัดในชุมชนและแออัดในเรื่องความมั่งคั่งด้วย คือยกตัวอย่าง กทม. ของเรา สมัยผมเด็ก ๆ ผมขี่จักรยานไปเรียนหนังสือ วันเสาร์-อาทิตย์ ผมกับเพื่อน ๆ สามารถขี่จักรยานไปโรงหนัง ไปตามที่ต่าง ๆ ได้ โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกรถชน

         แต่ปัจจุบันนี้ความแออัดไม่ได้แออัดที่ชุมชนแออัดเท่านั้น แออัดทั้งกรุงเทพฯและสิ่งที่ร้ายที่สุด คือ ความมั่งคั่ง ทรัพยากรของชาตินั้นจะรวมตัวกันอยู่แต่ที่ในเมืองเท่านั้น เพราะว่าเราคอยตามแก้ปัญหา รถมากขึ้นก็เลยต้องสร้างถนนมากขึ้น รถมากขึ้นก็ต้องมีที่จอดรถมากขึ้น ทุกโครงการที่ต้องเสียเงิน เสียทรัพยากรของชาติ จำนวนมากมายอยู่ที่กรุงเทพฯ หมด

         เพื่อนผมคนหนึ่ง เขามีความคิดแปลก ๆ หน่อย เขาบอกวิธีแก้ปัญหารถติดในเมืองไทยง่ายนิดเดียว กทม. ควรจะออกระเบียบเลยว่า ใครก็ตามที่สร้างอาคาร ๑๐ ชั้น ๒๐ ชั้น ๓๐ ชั้น ในปัจจุบันต้องมีที่จอดรถ ตามจำนวนเท่าไหร่ วิธีการ คือว่าอยากสร้าง ๒๐ ชั้น สร้างไป ขออย่างเดียว ห้ามสร้างที่จอดรถ ถ้าเผื่อห้ามสร้างที่จอดรถเมื่อไหร่ อาคารนั้นหากินไม่ได้ เพราะคนที่จะมาทำงาน หรือมาตั้งสำนักงาน หรืออะไรที่อาคารนั้นจะไม่มีที่จอดรถ ความอยากที่จะสร้างอาคาร ๓๐ ชั้น ๔๐ ชั้น จะหมดไป

         ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องทบทวนกันใหม่ก็คือ ต้องขอประทานโทษ ถ้าผมจะใช้คำว่า ต้องคุมกำเนิดการเติบโตของกรุงเทพมหานคร ต้องคุมกำเนิด ต้องสร้างงานในชนบทให้มากขึ้น เอาคนในชุมชนแออัดกลับไปท้องถิ่น สร้างงาน ไปสร้างความเจริญในท้องถิ่น สร้างเศรษฐกิจในท้องถิ่น สร้างสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ให้กับท้องถิ่นสร้างโรงเรียนดี ๆ ในชนบทในต่างจังหวัด ต้องคุมกำเนิดกรุงเทพทั้งหมดทุกด้านต้องมีมาตรการส่งเสริมให้โรงเรียนดี ๆ ในกรุงเทพฯ คุมกำเนิดการเติบโตในกรุงเทพแล้วไปเกิดสาขาที่ต่างจังหวัด สร้างภาวะความเป็นอยู่ในต่างจังหวัดให้ดีขึ้น ที่คนในกรุงเทพเขาอยากไปอยู่ต่างจังหวัดเพราะอากาศดีกว่า เพราะมีโรงเรียนให้ลูกเรียน เพราะมีโรงพยาบาลที่ทันสมัย เพราะ-มีบริการต่าง ๆ เพราะจริง ๆ แล้วรัฐต้องเป็นผู้สร้างและให้บริการสิ่งเหล่านี้

         ถ้าเผื่อรัฐทุ่มเทการให้บริการทางด้านการศึกษา การสาธารณสุข กับต่างจังหวัดให้ดีทัดเทียมกับกรุงเทพฯ ผมแน่ใจครับ คนที่มาจากต่างจังหวัดหรือคนที่อยู่กรุงเทพฯอยากจะไปอยู่ต่างจังหวัดมากขึ้นแน่นอน ใครอยากอยู่กรุงเทพฯ บ้างเวลานี้ อากาศก็ไม่บริสุทธิ์ ปีนี้คนเป็นหวัดเป็นกันคนละเดือนสองเดือนนะครับ นับวันนับวันจะเลวลงเลวลง จริงอยู่อาจจะมีมาตรการแก้ไขหลายอย่าง น้ำมันเบนซินต้องไม่มีสารตะกั่วพยายามกำจัดฝุ่น แต่ทุกอย่างมันสายไปเพราะมันใหญ่เกินไปแล้ว ใหญ่เกินไปที่จะบริหาร ใหญ่เกินไปที่อยากจะอยู่

         กรุงเทพฯ นี่ผมว่าคุมกำเนิดไม่ต้องสร้างตึกไปได้อีก ๑๐ ปี สร้างอยู่อย่างเดียว คือ เคหะ ที่อยู่อาศัยให้กับคนยากจนทุกแห่ง รัฐบาลไหน ๆ ก็ตาม นโยบายสำคัญเวลาเขาขึ้นเป็นรัฐบาลเขาจะบอกเลยว่า ปีนี้จะสร้างงานเท่าไหร่ เขาจะสร้าง เคหะให้คนจำนวนกี่หมื่นกี่แสนได้อยู่ รัฐบาลไม่เคยพูดเรื่องนี้ รัฐต้องให้ความเอาใจใส่กับชีวิตความเป็นอยู่ของคนธรรมดาคนเดินข้างถนนมากกว่าในอดีต

    สวัสดีค่ะ ดิฉันอยากให้ท่านได้เล่าว่า สถานการณ์การพัฒนาประเทศโดยรวม ในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบในด้านบวกและด้านลบ ต่อชาวคนจนในเมืองอย่างไรบ้างค่ะ”
    พันทิพย์ บุตรตาล
    ตัวแทนจากชาวชุมชนแออัดกรุงเทพฯ

         อย่างที่ผมได้เรียนเมื่อครู่นี้นะครับว่าถ้าเผื่อเราให้ความเอาใจใส่ในเรื่องของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ของการแปรสภาพเป็นสังคมอุตสาหกรรม คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าทุกอย่างจะกระจุกอยู่ที่กรุงเทพ กระจุกอยู่ในเมืองในเขตเทศบาล

         สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าที่ผ่านมาเราชอบดูความเจริญเติบโตในเรื่องรายได้ของประชาชนหรือรายได้ของประชาชาติ แต่เราไม่ได้มีมาตรการที่แท้จริงที่เด่นชัดในเรื่องของการกระจายรายได้ ในเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ของทรัพยากรของชาติมันคล้าย ๆ โดยจิตวิญญาณยังไงไม่ทราบ เวลาจะทำอะไร โดยจิตวิญญาณแล้วจะต้องไปให้ผลประโยชน์กับคนเบื้องบนมากกว่าคนข้างล่าง เกือบจะเป็นอุปนิสัยของผู้บริหารราชการการแผ่นดินของเมืองไทยไปแล้ว

         ผมก็ไม่ทราบมันเกิดขึ้นจากอะไร แต่ทุกอย่างมันกระจุกมันแออัดอยู่ข้างบนหมด และถ้าเผื่อความแออัดอยู่ข้างบนนั้น เป็นความแออัดที่ทุกคนเขาได้ประโยชน์กันทั้งนั้น แต่ความแออัดข้างล่างนั้นเป็นความแออัดที่ทุกคนเสียประโยชน์ คือคนที่อยู่ข้างล่าง มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราจะต้องเปลี่ยนค่านิยม ที่เราอาจต้องเปลี่ยนวิธีความคิด

         ปัจจุบันก็มีความพยายามหลายประการที่จะดัดแปลง เปลี่ยนแปลงตัวรัฐธรรมนูญที่แท้จริงให้มันบิดเบือนไป เปลี่ยนอะไรเปลี่ยนได้เปลี่ยนความคิดคนเปลี่ยนยาก โดยเฉพาะวิธีคิด จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังคิดไม่ออกว่าทำไมต้องมีพระราชบัญญัติต่อต้านคอมมิวนิสต์อยู่ บางสิ่งบางอย่างที่เรามองเห็นมันไม่น่าจะคิดอย่างนั้นแต่เขาก็ยังคิดไป คนไทยบางคนอาจยังคิดต้องการสู้รบกับพม่าอยู่ หรือยังคิดว่าภัยคอมมิวนิสต์นี่อันตรายเหลือเกิน เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นเรื่องที่ผมหนักใจในสังคมไทย ว่าทำอย่างไรที่เราจะพยายามที่จะแก้ไข ปรับปรุงวิธีคิดของคน วิธีแก้ไขก็คือต้องใช้เวลา ต้องใช้เวลา ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงง่าย ๆ เปลี่ยนกฎหมาย เปลี่ยนกฎเกณฑ์ ง่ายกว่า เปลี่ยนวิธีคิดต้องเริ่มจากปฏิรูปการศึกษาก่อน

    หมวดที่ ๒ : สังคมไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    ปาฐกถา
    เรื่อง สังคมไทยยุค IMF
    โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
    อดีตนายกรัฐมนตรี
    จัดโดย ชมรมคณาจารย์วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
    เนื่องในวาระสานต่อวัฒนธรรมไทย เดือนแห่งปีใหม่
    วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๑
    ณ โรงพยาบาล พระมงกุฏเกล้า

    พล.ต หญิงวิไล: สวัสดีค่ะท่านผู้มีเกียรติ หัวข้อเรื่องที่เราจะได้รับฟังในวันนี้ ท่านประธานชมรมพูดไปแล้วขอพูดอีกครั้ง สังคมไทยในยุคไอเอ็มเอฟ สำหรับท่านวิทยากรที่ให้เกียรติรับเชิญมาในวันนี้ ท่านเป็นบุตรของมหาอำมาตย์ตรีพระยาปรีชานุสาสน์ และคุณหญิงปฤกษ์ (โชติกเสถียร) พี่สาวคนหนึ่งของท่านเล่าว่า ท่านเป็นคนใจเด็ดและเป็นนักสู้ ตั้งแต่สมัยอยู่กรุงเทพคริสเตียน ท่านเป็นบัณฑิตเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ท่านเป็นนักกีฬา ท่านเล่นสควอชเก่ง ท่านชอบดูรายการฟุตบอลทางทีวี แต่ดาราทีวีที่ท่านโปรดชื่อ เพ็ญพักตร์ ทุกคนคงจะรู้จักนะคะ เพ็ญพักตร์ผู้หญิงผมยาว ขาวบางและเซ็กซี่ ๒๓ ปีที่ท่านอยู่ในราชการ ท่านได้ผ่านตำแหน่งสำคัญ ๆ หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น เป็นเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา เป็นเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ และตำแหน่งสูงที่ท่านได้รับก็คือ ปลัดกระทรวงต่างประเทศ แต่ใด ๆ ในโลกล้วนอนิจจัง ท่านถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ในรัฐบาลสมัยคุณธานินทร์ ท่านได้รับความกดดันและกระทบไปถึงครอบครัว ในที่สุดท่านก็ลาออกจากราชการในปี ๒๕๒๒ ท่านเข้าสู่วงการธุรกิจโดยร่วมงานกับบริษัทสหยูเนี่ยน ประสบความสำเร็จในชีวิตภาคธุรกิจเป็นอย่างดี เป็นประธานสภาอุตสาหกรรม เหตุการณ์หลัง รสช. ๒๕๓๔ ในราว ๆ ๑๒ ปีหลังจากที่ท่านลาออก ไม่มีใครคาดคิดว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าฝักใฝ่คอมมิวนิสต์จะกลายมาเป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ที่ท่านปกครองบ้านเมืองอยู่ ท่านก็ทำให้กติกาหลายอย่างในสังคมมีความเป็นธรรมมากขึ้น ทำให้แนวทางเดินของสังคมไทยมีความสว่างและชัดเจนขึ้น ในปี ๒๕๓๕ ท่านต้องยอมรับเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ ๒ เมื่อเสร็จภารกิจของการเป็นรัฐบาล ท่านก็หันไปทุ่มเทเวลาให้กับงานสังคมอีก โดยเฉพาะงานด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการศึกษา และแสดงความคิดเห็นตลอดจนจุดยืนเกี่ยวกับปัญหาบ้านเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ท่านช่วยจุดประกายสร้างสรรค์ความคิดและปัญญาให้กับสังคมไทยมาโดยตลอด ในปี ๒๕๔๐ ท่านได้รับรางวัลแมกไซไซ ได้รับเลือกให้เป็นบุคคลดีเด่นแห่งปี ๒๕๔๐ แต่ก็คือเหตุการณ์ที่เป็นประวัติศาสตร์ยิ่งกว่านั้นก็คือเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ท่านได้รับเลือกให้เป็นประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะประชาชนมีส่วนร่วมเป็นอย่างมาก และที่สำคัญที่สุดคือ มีบทบาทสูงคนหนึ่งในการผลักดันให้รัฐธรรมนูญฉบับประวัติศาสตร์นี้ผ่านสภาได้ พวกเราคงจำสีเขียวตองอ่อนที่โบกไสวอยู่ระยะหนึ่งในปีที่แล้ว และเรายังคงจำเสียงเสนาะได้ว่า “รับครับ” ท่านเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติที่รู้จักกันดีว่า เป็นคนกล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ มีคุณธรรมเสียสละ และจองหอง คุณูปการที่ท่านได้ทำไว้กับบ้านเมือง ต่อให้เราเอาร้อยรางวัลหรือพันรางวัลมากำนัลท่าน ก็ไม่สามารถทดแทนท่านได้หมด ท่านผู้นี้คือ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน

    ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน: ท่านประธานชมรม ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย โดยเฉพาะแพทย์หญิงวิไล คุณหมอวิไล ผมได้ยินชื่อมาตั้งนานแล้ว เพราะภรรยาผมเองกับญาติพี่น้อง เพื่อน ๆ ไปหาคุณหมอตลอดเวลา ได้ยินชื่อกิตติศัพท์ว่า เป็นหมอ Physiotherapist ที่เก่งมาก ทำอะไรได้หลายอย่างที่ผมไม่คิดว่าหมอทางประเภทนี้ทำได้ ที่ทำให้คนไข้หาย แต่วันนี้ได้มาเห็นคุณหมอวิไลอีกมิติหนึ่งคือเป็นนักพูด นักโฆษณา ก็ขอขอบคุณมากครับที่ได้กรุณากล่าวคำแนะนำกับผม ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ ที่ผมได้รับเชิญจากโรงพยาบาลพระมงกุฏฯ ให้มาเล่าสู่กันฟัง ครั้งแรกนั้นหลังจากที่พ้นจากตำแหน่งหน้าที่รัฐบาลอานันท์ ๒ ใหม่ ๆ เมื่อผมรำลึกถึงความหลังเมื่อคราวที่มาเมื่อประมาณ ๓ หรือ ๔ ปีนั้น ๔ หรือ ๕ สิ่งที่ผมประทับใจมากอยู่ก็คือว่า สมัยผมเป็นรัฐบาลนั้นผมพูดอยู่เสมอว่าผมเป็นตาบอดสี เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลในยุค รสช. แล้วก็มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ แม่ทัพนายกองหลายท่านนั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีของผม ผมก็ตาบอดสีเพราะไม่เห็นว่าเขาเป็นยศนายพลเอกหรือพลอากาศเอกแต่อย่างใด ถือว่าเป็นเพื่อนร่วมงานในรัฐบาล ทั้งนี้และทั้งนั้นเป็นการตั้งใจของผมที่ว่าคนเราที่จะทำอะไรกันแล้วต้องเริ่มต้นจากการปราศจากอคติซะก่อน เพราะว่าถ้าเผื่อไปมองว่าเป็นพวกเขาพวกเรา เป็นสีเขียว สีกากี หรือสีขาวอย่างของผมนั้น มันจะสร้างกำแพงขึ้นมาระหว่างมนุษย์ซึ่งกันและกัน และเป็นกำแพงที่สร้างขึ้นมาจากจิตใจเท่านั้น ซึ่งการทำงานต่าง ๆ หรือกระบวนการพิจารณาต่าง ๆ นั้น ก็อาจจะหวนเหหรือไขว้เขวได้ เมื่อผมมาพูดที่นี่เมื่อ ๔ ปีนั้น ผมก็มีความรู้สึกว่า นายทหารที่อยู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ถึงแม้จะมีวิชาชีพเป็นแพทย์ แต่ก็ยังมีเครื่องแบบทหาร มียศทหาร ท่านเหล่านั้นก็ไม่ได้มองผมว่า ผมเป็นปฎิปักษ์กับทหาร หรือผมเป็นอะไรต่ออะไรที่คนหลายคนกล่าวหาผม เพราะฉะนั้นในแง่ของนายแพทย์ที่อยู่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ก็มองผมในลักษณะที่ตาบอดสีเช่นเดียวกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรา มีความร่วมใจกันในวันนั้นก็คือว่า พวกเราทุกคนได้ผ่านฟันฝ่าอุปสรรคอะไรบางอย่าง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ ๖ – ๗ ปีที่แล้วมา เมื่อเดือนพฤษภาคมจากภาพอันหลอกหลอนอันนั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่า ทำให้คนไทยหรือคนในกองทัพนั้นตั้งสติได้ ว่าเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นมาอีก ในประวัติศาสตร์ของไทย เหตุการณ์ที่เกิดจากความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันอย่างรุนแรง เหตุการณ์ซึ่งเกิดจากความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันอย่างรุนแรง เหตุการณ์ซึ่งเกิดจากการตั้งตัวเป็นปฎิปักษ์ซึ่งกันและกันอย่างรุนแรง เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นจากแต่ละฝ่ายถือว่าฉันรักชาติแต่ผู้เดียว เพราะฉะนั้นเมื่อมีวิกฤตเมื่อเดือนพฤษภาคมเมื่อ ๖ ปีที่ผ่านมามันเป็นของธรรมดาครับ ที่วิกฤตนั้นจะต้องทำให้เกิดโอกาสขึ้นมาได้ มันอาจจะเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของผม ที่ผมไปเกิดอีกครั้งหนึ่ง ในวิกฤตในวันนั้น แล้วเกิดไป ๑ ครั้ง ครั้งแรกก็ ๑ ปี ๔ เดือน แล้วก็มาเกิดอีกหนึ่งครั้งอีก ๔ เดือน ถ้าเผื่อเราย้อนหลังไปเมื่อ ๖ ปีที่แล้วนั้น แล้วไม่มีใครคาดหมายครับว่า เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๔ หรืออะไรผมจำไม่ได้แน่ ว่ามันจะเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไทย แต่มันก็เกิดไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ประทับใจผมคือว่า ความสามารถของคนไทยของสังคมไทย ที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสที่จะเรียนรู้บทเรียนต่าง ๆ ที่เราพลาดมาในอดีต หรือที่เรามีข้อบกพร่องในอดีต ซึ่งสามารถทำให้เราจรรโลงอยู่ในชีวิตของโลกได้ ฉันใดฉันนั้นในระยะ ๑ ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างน้อย เราก็เกิดวิกฤตขึ้นอีกวิกฤตหนึ่ง เป็นวิกฤตที่ไม่มีใครคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นกับเมืองไทย เป็นวิกฤตที่ส่งความรุนแรงมีผลกระทบต่อระบบการเงินการคลัง ต่ออุตสาหกรรมธุรกิจ ต่อสังคม และต่อพลเมืองในระดับที่รุนแรงที่สุด อาจจะเรียกว่ารุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยที่มีมา ไม่มีใครคาดฝันไว้ อาจจะมีหลายคนสามารถกล่าวด้วยความภูมิใจว่า คิดแล้วว่ามันจะต้องเกิดขึ้น คิดแล้วมันจะเกิดขึ้นเพราะ ๔ - ๕ ปีที่ผ่านมานั้น เราอยู่ในเศรษฐกิจที่ไม่มีรากฐานที่มั่นคง เป็นเศรษฐกิจที่ฟุ้งเฟ้อ เป็นเศรษฐกิจที่มีแต่ความโลภ ความโลภของฝ่ายเอกชนภาคธุรกิจ ความโลภของคนต่าง ๆ ในสังคมของเรา เศรษฐกิจที่ยอมปล่อยให้อำนาจของบริโภคนิยมขึ้นอยู่เหนือหัวใจเรา เศรษฐกิจที่สืบเนื่องมาจากการบูชาอำนาจ การบูชาตำแหน่ง และการบูชาคนที่ไม่ดีในสังคมไทย เศรษฐกิจซึ่งหลอกหลอน เศรษฐกิจที่ในระยะ ๒๐ - ๓๐ ปี อาจจะให้ตัวเลขที่ค่อนข้างจะดีเป็นตัวเลขด้านมหาภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราการเจริญเติบโตของสินค้าขาออก หรือแม้แต่ตัวเลขที่บ่งให้เห็นชัดว่า เมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว คนไทยกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในลักษณะที่ว่ายากจน แต่บัดนี้หรือเมื่อปีที่แล้วจำนวนคนไทยอาจจะเหลือเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่อยู่ในระดับที่ยากจน แต่ในปีนี้คงจะมากขึ้นกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์แน่นอน แต่เป็นเศรษฐกิจที่ให้ความหวังที่ให้ความสบายใจ ต่อประชาชนเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประชาชนในระดับชั้นกลางและชั้นร่ำรวย เป็นเศรษฐกิจที่สามารถอ้างต่อชาวต่างประเทศได้ เป็นเศรษฐกิจที่ชาวต่างประเทศเองก็ชื่นชม เป็นเศรษฐกิจที่ชาวต่างประเทศเอง ธนาคารต่างประเทศเอง ก็อยากจะให้กู้เงิน แต่เป็นเศรษฐกิจที่รากฐานมิใช่เกิดขึ้นภายในสังคมไทย แต่เป็นเรื่องสืบเนื่องจากระบบที่นำไปสู่โลกาภิวัตน์ ซึ่งเราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มา ณ จุดนี้ ณ วันนี้ คนไทยในสังคมไทยคงจะต้องทบทวนแล้ว ไม่ใช่ทบทวนว่า สิ่งที่เราทำมาในอดีต ๓๐ - ๔๐ ปีนั้น เป็นสิ่งที่ผิดหรือเป็นสิ่งที่ผิดพลาดทั้งหมด ไม่ใช่ผิด และไม่ใช่ผิดพลาด อาจจะเกินไป อาจจะเลยเถิดไป สิ่งที่ดีที่งามก็ปรากฏในสังคมไทยระยะ ๓๐ - ๔๐ ปีที่ผ่านมา แต่ทุกอย่างก็มีกาลและเวลามียุคและสมัย นโยบายหรือมาตรการที่อาจจะเป็นผลดีหรือเป็นสิ่งที่ดีงามเมื่อ ๑๐ - ๒๐ ปี ในปัจจุบันเราต้องมาทบทวนดูว่า สิ่งที่เคยดีเคยงามเมื่อ ๕ ปี เมื่อ ๑๐ ปี เมื่อ ๒๐ ปีนั้น ปัจจุบันคุณค่าเป็นอย่างไร เพราะสังคมเปลี่ยนไป กระแสความคิดเปลี่ยนไป วิชาความรู้เปลี่ยนไป ขณะนี้เราอยู่ในโลก เราไม่ได้อยู่ในโลกที่เดียวดาย ระบบเศรษฐกิจของเรา ด้วยความจำเป็นและด้วยการผลักดันถูกเกี่ยวโยงเข้าไปอยู่ในระบบเศรษฐกิจของโลก เราหนีความจริงข้อนี้ไปไม่ได้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดในสังคมของโลก ก็คือ สิ่งที่เราเรียกว่า Information Technology การใช้คอมพิวเตอร์ การเคลื่อนไหวของเงิน ในอดีตนั้นถ้าใครเรียนเศรษฐศาสตร์ก็จะพูดอยู่เสมอว่า การทำธุรกิจหรือการทำอุตสาหกรรมนั้น จำเป็นจะต้องอยู่ใกล้สิ่งที่เราเรียกว่าวัตถุดิบ อยู่ใกล้จุดที่มีการคมนาคมที่สะดวก และอาจจะต้องอยู่ใกล้จุดที่เรานำสินค้าไปขาย เงินทุนก็หาภายในประเทศ แต่ปัจจุบันมันไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจของโลกนั้นกลายเป็นระบบโลกาภิวัตน์ ในลักษณะที่ไม่มีพรมแดนแล้ว โดยเฉพาะในระบบการเงินการคลัง คนที่อายุระดับผมนั้น หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่า ในสมัยที่เราเป็นเด็กหรือหนุ่ม ๆ นั้น การเคลื่อนย้ายเงิน โดยเฉพาะเงินตราต่างประเทศนั้น มันลำบากยากเข็นอย่างไร ยิ่งในอดีตประเทศทั้งหลายมีกฎเกณฑ์ควบคุมเงินตรา การใช้เงินตราต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา สมัยผมเป็นเด็กไปเรียนต่างประเทศ ก.พ. รัฐบาลไทยก็ควบคุมว่าแต่ละปีแต่ละเดือนจะใช้เท่าไหร่ ใครจะไปต่างประเทศต้องขออนุญาตทางธนาคารชาตินำเงินออกไป ใครจะกลับเข้ามาก็อาจจะต้องเอาเงินไปคืนธนาคารชาติ และไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทยเท่านั้นแม้แต่ในอังกฤษเองเมื่อ ๔๐ - ๕๐ ปี ก่อนคนอังกฤษจะไปเที่ยวยุโรป ก็อาจจะได้เงินตราต่างประเทศไปไม่เกิน ๑๐๐ ปอนด์ แต่ปัจจุบันมันไม่มีแล้ว ปัจจุบันการควบคุมแบบนี้ไม่มี นอกจากการควบคุมไม่มีแล้ว การเคลื่อนย้ายเราไม่ต้องไปปรากฎตัวที่ธนาคารชาติ และไม่ต้องไปปรากฎตัวที่ธนาคารพาณิชย์แล้ว เราเป็นเด็กหนุ่ม ๆ นั่งอยู่ที่วอลล์สตรีต ที่นิวยอร์ก หรือนั่งอยู่ที่ซิดนีย์ ที่ลอนดอน หรือนั่งอยู่ที่โตเกียวนั้น สามารถเคลื่อนย้ายเงินจำนวนมหึมาได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่ประเทศนั้น เพื่อไปทำการเคลื่อนย้ายเงิน ดังนั้นสภาพคล่องของระบบเงินตราต่างประเทศนั้นมีทั้งประโยชน์และสร้างปัญหา ถ้าเผื่อจะลำดับเหตุการณ์เราอาจจะบอกได้ว่าวิกฤตที่ผ่านมานั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๑๙๙๔ เป็นปีที่จีนเขาเริ่มปรับค่าเงินของเขา เขาลดค่าเงินเขา เขา depreciate เงินเขา เหตุผลก็คือว่าเขาต้องการที่จะผลิตสินค้าที่จะแข่งขันกับสินค้าจากประเทศในเอเซียได้ และในระยะที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าราคาสินค้าของจีนหรืออินโดนีเซียหรือบังคลาเทศนั้น ก็แซงหน้าราคาสินค้าของไทยได้เพราะค่าแรงเขาต่ำกว่า ค่าเงินเขาถูกกว่า นอกเหนือไปจากนั้นแล้วยังเป็นนโยบายของรัฐบาลอเมริกันที่อยากจะเห็นเงินเยนนั้นแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายท่านคงจะจำได้ว่าเมื่อ ๕ ปีที่แล้วนั้น หนึ่งดอลลาร์อาจแลกเงินเยนได้ ๓๕๐ เยน หรือ ๓๐๐ เยน หรือเมื่อปีที่แล้วตกลงมาหรือเงินเยนแข็งขึ้นถึง ๘๕ เยน ปัจจุบันอยู่ระหว่าง ๑๓๐ - ๑๓๕ เยนต่อหนึ่งดอลลาร์ จากการที่จีนเขาลดค่าเงินเขา จากการที่เงินเยนแข็งขึ้น และจากการที่เศรษฐกิจของประเทศ เช่นอย่างประเทศไทยอยู่บนฟองสบู่ เพราะว่าไปทุ่มเงินที่เราได้มาถูก เงินดอลลาร์ที่เราได้มาถูกไม่ได้เข้าไปในวงการอุตสาหกรรม หรือธุรกิจที่เราเรียกว่า Productive Sector แต่นำเงินที่ถูกนั้น ที่ธนาคารต่างประเทศคะยั้นคะยอให้เรา และนำเงินที่ถูกนั้น ไปลงทุนในกิจการธุรกิจที่ตัวเองคิดว่าจะมีผลตอบแทนสูง แต่ลืมเรื่องกฎของ Supply and Demand ปัจจุบันนี่น่าอนาถนะครับ ขับรถกลางคืนในกรุงเทพฯ ผมจะชอบมองดูตึกต่าง ๆ ว่ามีตึกไหนบ้างที่มีไฟ ในสังคมที่ในปัจจุบันนี้ กรุงเทพฯ มีสลัมมีชุมชนแออัดประมาณ ๑,๔๐๐ ชุมชน ชุมชนที่อยู่ใต้สะพานกินทั้งฝุ่น กินทั้งอากาศที่เป็นพิษ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ชุมชนที่อยู่กับน้ำครำ ชุมชนในทางรถไฟ ชุมชนใต้ทางด่วน หรือแม้แต่ชุมชนคลองเตย พวกนี้เขาไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีน้ำที่บริสุทธิ์ใช้ ไม่มีอากาศและต่อไปอาจจะไม่มีงานทำด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ตึกของเราสูง ๒๘ ชั้น ๓๕ ชั้น ว่างเปล่าเป็นป่าคอนกรีต มันน่าฉงนครับว่า ความยุติธรรมของสังคมนั้นอยู่ที่ไหน ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอดีตนั้น เป็นความเจริญเติบโตที่ให้ผลประโยชน์กับชนชั้นกลางและคนร่ำรวยตลอดมา ผมไม่ได้อิจฉาคนรวย ผมเชื่อว่าในโอกาสนั้นต้องให้กับคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในด้านการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นโอกาสของการทำดี แต่นโยบายที่ผ่านมาซึ่งไม่ใช่ว่าผิดพลาด แต่นโยบายที่ผ่านมานั้น เป็นการเอื้ออำนวยให้คนที่มีเงินอยู่แล้วนั้น สามารถมีเงินมากขึ้นไปอีก และอันนี้ไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจเท่านั้น อันนี้เป็นสัจธรรมของสังคมไทย ที่เราไม่มีระบบการเมือง เราไม่มีระบบเศรษฐกิจ เราไม่มีระบบธุรกิจ และเราไม่มีระบบสังคมที่จะเอื้ออำนวย และเกื้อกูลให้คนไทยส่วนใหญ่นั้นสามารถเป็นคนดีได้ ไม่เอื้ออำนวยให้คนไทยส่วนใหญ่นั้นสามารถบอกความแตกต่างได้ว่าอะไรชอบอะไรไม่ชอบ อะไรผิดอะไรถูก ระบบการศึกษาของเราก็คร่ำหวอดมาก็ยังเป็นระบบที่ปิดอยู่ เป็นระบบที่มีแต่ท่องจำ ไม่ได้เป็นระบบที่จะเปิดโอกาสให้เด็กนั้นได้เรียนรู้ นอกจากเรียนรู้วิชาการตามหลักสูตรแล้ว ควรจะต้องเรียนรู้ชีวิตประจำวันด้วย เรียนรู้ชีวิตประจำวันของการอยู่ร่วมกัน ชีวิตประจำวันของการที่จะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ชีวิตประจำวันที่ต้องมองถึงระเบียบวินัยการทำงานเป็นทีม การรู้จักว่าอะไรยุติธรรมอะไรไม่ยุติธรรม เพราะฉะนั้นมันถึงเวลาแล้วครับ ที่จะต้องมีการผ่าตัดครั้งใหญ่ในสังคมไทย และวิกฤตอันนี้เป็นโอกาสที่ดี โอกาสที่ดีที่เราแต่ละคนที่เราเรียกคนไทยในยุคไอเอ็มเอฟนี้มานั่งมองดูตัวเราเอง มานั่งมองดูคนที่อยู่ในกลุ่มพวกเรา ญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง มานั่งดูองค์กรที่ตัวเองทำงานให้ มานั่งดูระบบที่ตัวเองอยู่ภายใต้ และมาดูสังคมไทยโดยเฉพาะชีวิตของคนเรานั้นถ้าเผื่อไม่ผิดไม่พลาด เราก็ไม่ได้เรียนรู้ แต่เราจะต้องเรียนรู้ว่า จะทำอย่างไรที่ข้อบกพร่องในอดีตนั้น จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต วิกฤตที่เรากำลังประสบอยู่นี้มาจากหลายปัจจัย หลายปัจจัยที่ผู้ที่ทรงคุณวุฒิ หรือผู้ที่รู้มากกว่าผมทางด้านเศรษฐศาสตร์ ทางด้านธุรกิจการค้า ทางด้านการเงิน สามารถพูดได้ดีกว่าหรือสามารถอธิบายได้ดีกว่า แต่ตามความเห็นของผมนั้น ไม่ว่าจะเกิดจากปัจจัยอะไร สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ก็คือว่า ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยการเมืองและจะต้องจบลงด้วยการเมือง ถ้าเผื่อเราดูวิวัฒนาการของความคิดอ่านหรืออุดมการณ์ทางการเมืองนั้น เราจะเห็นว่าวิวัฒนาการนั้นทำให้เกิดสิ่งบางอย่างขึ้น ที่เมื่อ ๓๐ - ๕๐ ปีนั้น เราไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ เริ่มต้นตั้งแต่การปฎิวัติบอลเชวิคในรัสเซีย ในต้นศตวรรษนี้ หรืออาจจะเริ่มต้นตั้งแต่สิ่งที่เขาเรียกว่า Industrial Revolution ในอังกฤษเมื่อ ๒๐๐ ปีที่ผ่านมา ทางด้านตะวันตกก็มีการเสริมสร้างอุดมการณ์ทางด้านการเมืองลัทธิทุนนิยม ซึ่งการจะพิสูจน์ว่าลัทธิทุนนิยมนั้น ถ้าเผื่อไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วจะกลายเป็นระบบที่กดขี่คนจน ไม่ให้โอกาสคนจนเท่าที่ควร ก็เกิดอุดมการณ์ทางการเมืองที่รัสเซียหรือที่สหภาพโซเวียต ว่าต้องการความเสมอภาคในเรื่องของการศึกษา ในเรื่องของโอกาสถึงความเสมอภาค แม้แต่ในเรื่องของความร่ำรวยที่ฝรั่งเศสนั้นก็มีมาพูดถึงอิสรภาพ Liberte’, E’galite’ ความเสมอภาคอันนี้เป็นอุดมการณ์ทางการเมือง แต่พอมาถึงภาคปฏิบัติแล้ว จุดจบของทั้งระบบทุนนิยม และจุดจบของระบบคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมนั้น จุดจบก็คืออะไร หนึ่ง ไม่ว่าจะ……(เสียงขาดหายไป) ประเภทใดก็ตาม แต่ถ้าเผื่อผู้ใช้อำนาจผูกขาดอำนาจทางการเมืองนั้น ไม่แบ่งปันอำนาจให้กับประเทศ……..(เสียงขาดหายไป) สังคมนิยมก็เขียนได้สวยพอใช้……(เสียงขาดหายไป) เราก็จะเห็นได้ว่าบางอย่างก็เป็นสัจธรรม แต่เมื่อนำมาใช้ปฏิบัติแล้ว ความล้มเหลวนั้นไม่ได้อยู่ที่ลัทธิทางการเมือง ความล้มเหลวอยู่ที่เป็นรัฐบาลที่เผด็จการและฉ้อราษฎร์บังหลวง เอาเปรียบประชาชน ทางด้านทุนนิยมก็เช่นเดียวกันถ้าเผื่อไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ปลาใหญ่กินปลาเล็กหมด คนจนก็มีแต่เป็นแรงงานให้ เขาไม่สามารถประกอบธุรกิจอะไรได้เลยเพราะไม่มีเงินทุน ดังนั้นลัทธิทุนนิยมนั่นก็ต้องเปลี่ยนสภาพไป ถึงเกิดคำว่าต่อไปนี้ Capitalism หรือลัทธิทุนนิยมนั้นจะต้องเป็น Capitalism with Human Face คือให้มันมีจิตวิญญาณของการรับผิดชอบต่อสังคมด้วยฉันใดฉันนั้น Socialism เมื่อ ๒๐ - ๓๐ ปีก็เริ่มพูดกันว่า Socialism ก็ต้องมี Human Face เหมือนกัน จะต้องมีจิตวิญญาณเหมือนกัน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการแปรสภาพทุน ลัทธิทุนนิยมกับลัทธิคอมมิวนิสต์นั่นแหละเดินเข้ามาหาซึ่งกันและกัน และจากเรื่องของคอรัปชั่นก็ดี จากเรื่องของการเป็นเผด็จการก็ดี ทำให้สหภาพโซเวียตแตกสลายออกมาเป็นประเทศรัสเซีย ๑ ประเทศ และเป็นประเทศอิสระอีก ๑๐ หรือ ๑๑ ประเทศ ปัจจุบันนี้พรรคกรรมกรของอังกฤษ Labour Party ซึ่งตั้งขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่แล้วเพื่อชนชั้นกรรมาชีพ ก็เปลี่ยนสภาพไป สมัยก่อนพรรค Labour Party เข้ามาเป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ จะต้อง Nationalise อุตสาหกรรม จะต้องทำการแปรสภาพอุตสาหกรรมของเอกชนให้เป็นของรัฐให้หมด ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ ไม่ว่าจะเป็นเหล็กกล้า ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน ไม่ว่าจะเป็นอะไรต่ออะไร ผลปรากฎว่าอย่างไร ด้วยความตั้งใจดีว่า ถ้าเผื่ออุตสาหกรรมเหล่านี้ ระหว่างอยู่ในมือของเอกชนนั้นมีผลกำไร ถ้าเผื่อเอามาเป็นของรัฐและมีผลกำไรเช่นนั้น ประโยชน์ต่าง ๆ ที่รัฐได้ จะได้ไปถึงทั่วประชาชนทุกพื้นที่โดยเฉพาะคนจน แต่กาลเวลาพิสูจน์ครับว่า ๔๐ ปี ๕๐ ปี ที่ผ่านมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ทุกครั้งที่พรรคกรรมกรเข้าเป็นรัฐบาล และมีการแปรสภาพธุรกิจอุตสาหกรรมเอกชนเป็นของรัฐ พอรัฐเอาไปทำแล้วขาดทุนตลอดเวลา ขาดทุนจนรัฐไม่สามารถรับภาระหนี้สิน รับภาระรายจ่าย และรับภาระเงินทุนหมุนเวียนได้ ในการเลือดตั้งครั้งที่แล้ว Tony Blair บอกไม่มีอีกแล้ว ถ้าเผื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล ก็จะไม่แปรสภาพรัฐธุรกิจเอกชนเป็นของรัฐ ปล่อยให้เอกชนเขาทำไปเพราะเขามีวิธีการ เขามีกระบวนการที่นำผลประโยชน์มาสู่บริษัทนั้น และผู้ถือหุ้นและผู้ที่ทำงานมากที่สุด โลกเราเปลี่ยนไปมาก เมืองไทยเราเปลี่ยนหรือเปล่า ตอนผมช่วยร่างรัฐธรรมนูญ ผมก็ยังถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว ลิดรอนพระราชอำนาจ เขียนมาตราต่าง ๆ ออกมา เพื่อเป็นการแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้ ยังมีอยู่นะครับ จิตวิญญาณของการมองภาพอะไรที่เป็นขาวเป็นดำ จิตวิญญาณของการมองภาพว่า ทุกอย่างนั้นเป็นความตั้งใจ หรือเป็นแผนงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือคนอย่างนายอานันท์ยังมีอยู่ ปีนี้ ๒๕๔๑ มันแทบไม่มียุโรปตะวันออก ไม่มียุโรปตะวันตกแล้ว ในแง่ของลัทธิหรือความนิยมทางด้านการเมือง คำว่ายุโรปตะวันออกกับยุโรปตะวันตกนั้น เป็นเพียงแต่ชื่อที่แสดงถึงพื้นที่เท่านั้น พื้นที่ทางภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ในสังคมเราในสังคมของเราในสถาบันอันสูงส่งยังมีเหลืออยู่ เพราะประเด็นขณะนี้ ประเด็นของโลก ปัญหาของโลกมิใช่การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง มิใช่การต่อสู้เพื่อครอบครองพื้นที่ สร้างอาณาจักรอาจจะมีการต่อสู้แข่งขันกัน ทั้งเรื่องการค้า เรื่องธุรกิจ ปัจจุบันทุกประเทศบอกฉันเป็นประชาธิปไตย รัสเซียเอง เขาก็ภาคภูมิใจว่าเขาเป็นประชาธิปไตย โปแลนด์ เชโกสโลวะเกีย ฮังการี แม้แต่จีนเอง ผมไปเมืองจีนมา ๑๒ - ๑๓ ครั้ง ตั้งแต่ครั้งแรก ค.ศ. ๑๙๗๕ ผมก็ไม่เคยคาดไม่เคยฝันครับว่า วันหนึ่งจีนจะอยู่ในสภาพเช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก จีนเดี๋ยวนี้เขาเรียกตัวเขาเองว่า Socialist Market Economy เขาก็ยังต้องย้ำชูธงคำว่า “Socialist” อยู่ตลอดเวลา แต่จริง ๆ แล้ว ทั้งจีน ทั้งเวียดนาม มันก็ไปทางด้าน Market Economy คือไม่เป็นเศรษฐกิจในระบบมีการวางแผนจากรัฐบาลกลาง แต่เป็นเศรษฐกิจที่อยู่ในระบบของการใช้กลไกของตลาดเป็นผู้ชี้นำ เพราะฉะนั้น ทุกประเทศเป็นประชาธิปไตย จะเป็นเต็มใบ ครึ่งใบ เสี้ยวใบ ระดับแตกต่างกันไป เป็นจริงไม่เป็นจริง แต่ทุกคนบอกว่าฉันเป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นอันนั้นไม่ใช่เป็นปัญหาแล้ว ไม่ใช่เป็นทางเลือกว่า จะเป็นประชาธิปไตยหรือจะเป็นคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่แล้ว คำตอบคือว่า แค่นั้นพอไหม ในปัจจุบันการเป็นประชาธิปไตยให้เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ให้เป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังไม่พอเพราะนับวันนับวันทุก ๆ สังคม ประชาชนโดยเฉพาะประชาชนผู้ด้อยโอกาส และคนจนจะต้องถามอยู่เสมอว่า ฉันได้อะไรจากรัฐบาลประชาธิปไตยบ้าง ฉันได้อะไรบ้างจากสภา บางคนที่เอาง่ายหน่อยก็บอกว่า ฉันอยากได้ถนนจากรัฐสภา อยากได้สะพาน อยากได้บ่อน้ำจากคณะรัฐมนตรี แต่คิดให้ลึกซึ้งแล้วเขาต้องการมากกว่านั้น เขาต้องการศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เขาต้องการโอกาสที่จะให้ลูกเขาได้รับการศึกษา เขาต้องการสิ่งที่เราเรียกว่า บริการทางด้านแพทย์และพยาบาลที่รัฐช่วยส่วนหนึ่ง เขาต้องการให้รัฐนั้นสร้างงานให้เขา ทำให้เขาสามารถมีงาน ให้เขาสามารถมีเงินเดือน หรือค่าจ้าง เขาอยากมีบ้านของเขาเล็ก ๆ อาจจะอยากมีจักรยานสองล้อ หรือมอเตอร์ไซค์ อยากมีทีวี อยากมีตู้เย็น อยากมีอากาศที่บริสุทธิ์ อยากเห็นต้นไม้ อยากมีป่า อยากมีลำธาร อยากเห็นคลองที่สะอาด และมีแม่น้ำที่ใสที่มีปลาเวียนว่ายอยู่ได้ เขาอยากได้โอกาสที่ทัดเทียมกัน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานของคนที่เกิดมา เป็นมนุษย์ที่มีสมองและมีสติ สิ่งที่เขาเรียกร้องไม่ได้เรียกร้องมากมาย นั้นคำถามคือว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถึงแม้จะเป็นฉบับประชาชน ซึ่งศูนย์กลางอยู่ที่เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ของการสร้างคุณธรรม ของการสร้างจริยธรรม ของสถาบันการเมือง ของการวางขอบเขตอำนาจของผู้ใช้ให้เด่นชัด ให้มีระบบตรวจสอบ ให้มีสิทธิขั้นพื้นฐาน และให้มีอะไรอีกต่าง ๆ นานา คำถามว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เขามีการศึกษา มีการพยาบาล มีบ้าน มีต้นไม้ มีลำคลองแม่น้ำ ได้อย่างที่เขาต้องการไหม ส่วนหนึ่งคือจุดเริ่มต้น แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไม่พอ เป็นเพียงแต่จุดเริ่มต้น เป็นเพียงแต่จุดประกาย แต่จะต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมทางด้านความคิดอีกต่าง ๆ นานาประเทศ ที่เขามีระบอบประชาธิปไตย ที่เขามีรัฐธรรมนูญ ที่มันผ่านการตรวจสอบมาเป็นเวลาหลายยุคชนแล้วนั้น สังคมเขายังต้องพยายามขวนขวายต่อไป ว่าสิ่งที่จะทำให้ประชาชนสามารถได้รับการตอบสนองจากรัฐ จากการปกครองที่ดีนั้นจะได้มาโดยวิธีอะไร มันถึงจะเกิดคำคำหนึ่งขึ้นในภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Government ไม่ใช่รัฐบาล มัน Governance และมันไม่ใช่เป็นการปกครอง เพราะถ้าเกิดเราดูรากฐาน ระบอบประชาธิปไตยแล้วนั้น คือเป็นระบบของประชาชนเพื่อประชาชนและโดยประชาชน ที่เราผ่านมา ๖๕ ปีนั้น เราอาจจะพูดได้อย่างกระอ้อมกระแอ้มว่า เป็นของประชาชนเพื่อประชาชน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เป็นคือ ไม่เคยเป็นของโดยประชาชนเลย พอเริ่มต้นจากความคิดว่า ทุกอย่างจะต้องปกครองจากข้างบน แม้แต่กรมในกระทรวงมหาดไทยก็เริ่มต้นด้วยกรมการปกครอง ทุกอย่างเป็นเขียนใบสั่งจากข้างบน ใบสั่งมาจากหน่วยกลาง ในสั่งมาจากกรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯ รู้ดีทุกเรื่อง คนส่วนกลางรู้ดีทุกเรื่อง ผู้ใช้อำนาจรัฐก็ใช้จริง ๆ และไม่เคยมีความคิดที่จะแบ่งปันอำนาจนั้นให้กับประชาชนเลย เพราะฉะนั้นหัวใจของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือการมีส่วนร่วมของประชาชน การมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณา ในกระบวนการเรียนรู้ ในกระบวนการตัดสินใจ ข้อมูลจะต้องถึงประชาชน ไม่ว่าจะทำอะไร ถ้ากระทบกระเทือนประชาชน ประชาชนต้องมีส่วนร่วม เราอาจจะบอกได้ว่ายิ่งประชาชนมีส่วนร่วมมากเท่าไหร่ ยิ่งเกิดความวุ่นวาย ความสับสน สังคมไทยต้องการความสงบ สังคมไทยต้องการความมีระเบียบ หา strong man มาดีกว่าหาคนที่สังคมคิดว่าเป็นคนดีเป็นคนเก่งมาปกครองประเทศชาติดีกว่า คนคนนั้นแก้ปัญหาได้หมด อันนี้เป็นความคิดที่ผิด เราไม่ได้ต่อสู้เพื่อความดีรอดของสังคมไทยในระยะ ๕ ปี ๑๐ ปี แต่เรากำลังต่อสู้เพื่อให้สังคมไทยนั้นอยู่อย่างยั่งยืนและมั่นคง การที่จะอยู่อย่างยั่งยืนและมั่นคงนั้นจะไม่ต้องพึ่งคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ แต่จะต้องพยายามสร้างระบบ ระบบที่มีความถูกต้องมีความชอบธรรม ระบบที่ได้รับการยินยอมจากสังคมส่วนใหญ่ และจะเป็นระบบที่จะเกื้อกูลและเอื้ออำนวยให้คนดีคนเก่งเข้ามามีส่วนในการรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน ในการบริหารธุรกิจภาคเอกชน เพราะฉะนั้นระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นเพียงขาเดียว ต้องสร้างอีกขาหนึ่ง คือ ธรรมรัฐ ในสังคมต่างประเทศมีคำพูดหลายคำพูดที่ผมแปลเป็นภาษาไทยไม่ได้ เขาบอกว่าต้องมีการสร้างที่เรียกว่า Civil Society ด้วย Civil Society นี้คืออะไร เพราะที่ผ่านมานี้มันมีอยู่แต่ว่ารัฐ ซึ่งจริง ๆ ประทานโทษนะ คำว่า “รัฐ” นี่ ผมจำไม่ได้ว่าภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต คำว่ารัฐรวมถึงประชาชนด้วย “รัฐ” แม้แต่คำว่า “ธรรมรัฐ” ก็หมายถึงประชาชนด้วย แต่ใช้ไปใช้มา รัฐนั้นก็กลายเป็นรัฐจริง ๆ เป็นอำนาจของคนใช้อำนาจ ประชาชนไม่มีส่วนเลย นั้นเป็นเรื่องของรัฐและปัจเจกบุคคลเท่านั้น จริง ๆ แล้วอำนาจเป็นอำนาจเป็นของประชาชนหรือเป็นอำนาจมาจากประชาชน แต่ผู้ใช้อำนาจแทนประชาชนนั้นหลงลืมไป นึกว่าอำนาจนั้นเป็นของตัวเองมาจากต่างจังหวัดพอมาอยู่ในกรุงเทพฯ นาน ๆ เข้าก็ลืม ลืมต่างจังหวัด ลืมพื้นที่ เพราะฉะนั้นในสังคมนั้นมีอยู่สองขั้วเท่านั้นไม่พอครับเพราะที่ผ่านมารัฐรังแกประชาชน หรือที่ผ่านมาประชาชนบางทีก่อความวุ่นว่ายและความไม่เป็นระเบียบโดยไม่เข้าเรื่อง รัฐมีอำนาจมากเกินไป รัฐใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูก เป็นเผด็จการได้ ประชาชนมีอำนาจเต็มที่แต่เป็นอำนาจที่ไม่มีระเบียบ ก็สร้างความวุ่นวายให้กับสังคมซึ่งเสียหายมากเหมือนกัน อันนี้แล้วความจำเป็นจึงเกิดขึ้นเพราะถ้าว่าปล่อยให้รัฐกับประชาชนอยู่กันสองต่อสอง โอกาสจะตีกันมีมาก โอกาสที่จะพูดกันไม่เข้าใจมีมาก โอกาสที่จะนำไปสู่ความหายนะความวุ่นวายต่าง ๆ มีมาก เราต้องหาคนกลางขึ้นมาเพราะปัญหานับวันไม่ใช่ปัญหาการเมืองอย่างเดียว ปัญหาสังคม ปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย เราต้องพยายามสร้างสิ่งที่เรียกว่า Civil Society ด้วย Civil Society คืออะไรครับ Civil คือหากันชนมาไว้ ไม่ใช่ปัจเจกบุคคล แต่เป็นกลุ่มชุมชนเป็นประชาคมที่มีการก่อตั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการก็แล้วแต่ สิ่งที่เราเรียก Civil Society Organization เป็นสมาคม เป็นองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศาสนา เชื้อชาติ วัฒนธรรม ภาษา กีฬา สหกรณ์ สมาคมวิชาชีพ องค์กรสาธารณกุศล องค์กร NGO ทั้งหลาย สมาคมแม่บ้านทหารบก อะไรก็ได้ที่มีการวางตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อน ซึ่งองค์กรเหล่านี้ ถ้าเผื่อเกิดขึ้นมาและถ้าเผื่อมีการทำกิจกรรมนอกเหนือไปจากปัจจัยพื้นฐานแล้ว มันเป็นการสร้างระบบกันชนขึ้นมาครับ มันจะเป็นการสร้างขาที่สามขึ้นมา ระหว่างรัฐกับปัจเจกบุคคล เพราะองค์กรเหล่านี้โดยเฉพาะองค์กรชุมชนทางท้องถิ่น หรือแม้แต่สมาคมไม่ว่าจะเป็นสมาคมหอการค้า สมาคมอุตสาหกรรมโรตารี่ ไลอ้อนส์ อะไรก็แล้วแต่ เป็นการจัดตั้งองค์กรเป็นกลุ่มเป็นก้อนขึ้นมา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นองค์กรที่ต้องการดูแลผลประโยชน์ของกลุ่มของตนเองก่อน ในขณะเดียวกันจะต้องใจกว้างพอที่จะต้องดูแลผลประโยชน์ของสาธารณชน ด้วยและองค์กรเหล่านี้ถ้าเผื่อมีเครือข่ายที่ดีและมีความตั้งใจดี เรามองถึงสาธารณประโยชน์มากกว่ามองถึงผลประโยชน์ของกลุ่มเฉพาะของตนเองก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ความขัดแย้งของสังคมไทยในอนาคตนั้น จะไม่นำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างรัฐและประชาชนทันที แต่จะเป็นสื่อกลางที่จะสามารถลดอุณหภูมิ หรือป้องกันการเผชิญหน้าหรือการประหัตประหารกันระหว่างรัฐกับประชาชนได้ และนอกเหนือไปจาก Civil Society แล้ว อะไรที่เราพูดถึง Governance Governance ที่มันเป็นทั้งระบบครับ ธรรมรัฐคือการสร้างขบวนการ เพราะธรรมรัฐคือการใช้อำนาจทางด้านการเมือง ทางด้านเศรษฐกิจ และทางด้านบริหาร ในการปกครองประเทศ แต่ธรรมรัฐนั้นมันเป็นกระบวนการ มันเป็น Process มันเป็นทั้งโครงสร้าง เป็นทั้งสถาบันที่จะนำไปสู่การบริหารที่ดีทั้งภาครัฐและภาคเอกชนโดยเฉพาะ การบริหารที่ดีในการจัดการทรัพยากรของชาติ ธรรมรัฐก็ยืนอยู่บนสามขา การเมือง เศรษฐกิจ และบริหาร ธรรมรัฐ คือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจสามขั้วโดยมีสาธารณประโยชน์เป็นหัวใจ ธรรมรัฐนั้นดีไม่ดี ธรรมรัฐดีแน่ เพราะคำว่าธรรมรัฐนั้นแปลจากคำว่า Good Governance ดังนั้นในสังคมไทยเราไม่ต้องมาเกี่ยงว่าธรรมรัฐนั้นดีไม่ดี ผมรับประกันได้ว่าดีแน่ เพราะมันแปลมาจากคำว่า Good Governance ปัญหาที่จะต้องถกเถียงก็คือว่า หนึ่งจะต้องเริ่มสร้างความเข้าใจ เพราะธรรมรัฐนี่คล้าย ๆ กับบอกว่าศาสนาดีไม่ดี ศาสนาดีทุกศาสนา แต่เราต้องมาทำความเข้าใจว่าเวลาเราพูดถึงพุทธศาสนานั้นคืออะไร คริสต์ศาสนาคืออะไร ศาสนาอิสลามคืออะไร นั่นดี ดีแน่ จำเป็นก็จำเป็น และก็ยังไม่มีประเทศไหนให้มีความเจริญรุ่งเรือง ให้มีความสมบูรณ์อย่างไรที่มีธรรมรัฐอย่างสมบูรณ์เพราะมันเป็นกระบวนการที่สร้างไม่เสร็จ ถ้าจะเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งธรรมรัฐนั้นคืออะไร มันก็คล้าย ๆ กับสิ่งที่เราเรียกว่า พระมหากษัตริย์นั้น ปกครองประเทศชาติโดยใช้ทศพิธราชธรรม อันนี้ละครับคือ Good Governance ของพระมหากษัตริย์ คนไทยเรารู้จักคำว่าทศพิธราชธรรม เราก็ต้องรู้จักว่า Good Governance นั้น มันจะต้องสร้างให้เข้าสู่ระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ ระบบภาคเอกชน และระบบการบริหาร ถามว่าเมืองไทยมีได้ไหม มีได้ จะใช้เวลานานเท่าไหร่ เป็นสิบ ๆ ปีอย่างน้อย เพราะอะไรครับ เพราะมันต้องปรับโครงสร้างทั้งหมด วิธีการคิดทางด้านการศึกษา ต้องปฏิรูประบบราชการต้องปฏิรูปแม้แต่ภาคเอกชน ธรรมรัฐจะมีอะไรจะมีได้ขึ้นมาอย่างไร องค์ประกอบต้องมีหลายอย่าง ๗ - ๘ อย่าง คุณจะมี Good Governance ในเริ่มต้น คุณจะต้องมี rule of law สิ่งที่เราเรียกว่านิติธรรม การมีกฎหมายเฉย ๆ ไม่ได้พิสูจน์ว่าเรามี rule of law กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม กฎหมายที่ใช้บังคับไม่ได้ กฎหมายที่ล้าสมัย ล้าหลัง ไม่ทันกับเหตุการณ์ เพราะฉะนั้นเราต้องสร้าง rule of law คงจะต้องมีกฎหมายอีกหลายอย่างที่จะต้องนำมาใช้ ผมมองในแง่ของภาคธุรกิจเอกชน เราก็เริ่มจะต้องมีแล้ว จะต้องมีกฎหมายล้มละลายบริษัทล้มละลาย ต่อไปคงจะต้องมีกฎหมายลดการคอรัปชั่นภายในราชการ ทางธุรกิจภาคเอกชนยังมีกฎหมายอีกหลายประการที่จะต้องเกิดขึ้น กฎหมายการฟอกเงิน ควบคุมการฟอกเงิน กฎหมายที่จะปรับคุณภาพของผู้ตรวจสอบบัญชี ทั้งทางภาครัฐและทางภาคเอกชน คงจะต้องมีกฎหมายอีกหลายกฎหมายตามเข้ามา จะต้องเป็นกฎหมายที่ทันสมัย จะต้องเป็นกฎหมายที่สามารถแก้ไขปัญหาของสังคมในปัจจุบัน แต่มี rule of law เท่านั้นจะพอหรือไม่ มีนิติธรรมอย่างเดียวก็ไม่พอครับ ผู้ใช้กฎหมายต้องมีความเที่ยงธรรมด้วย ใครคือผู้ใช้กฎหมาย หนึ่ง ตำรวจ ซึ่งเป็นปัญหามากสำหรับเมืองไทย สอง อัยการ สาม ตุลาการ เพียงแต่ข้อแรกของธรรมรัฐนั้นบอกว่า เมืองไทยคงใช้เวลาอีกหลายสิบปี ถัดไปองค์ประกอบของธรรมรัฐอีก สิ่งแรกก็คือ ความโปร่งใส อะไรก็ตามที่ทำกันต่อหน้า ทำกันในห้องที่ไฟสว่าง การทำไม่ดีมันยากมากขึ้น อะไรที่ทำกันลับ ๆ ล่อ ๆ ทำใต้ดิน ใต้น้ำ ใต้โต๊ะ กระบวนการพิจารณาประชาชนไม่รู้เรื่อง โครงการต่าง ๆ โครงการมหึมาของชาติ ทำไปโดยประชาชนท้องถิ่นไม่รู้เรื่อง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้องให้ประชาชนเข้าถึงข่าวสารข้อมูลโดยสมบูรณ์และทันเวลา ต้องให้เขามีโอกาสในการมีส่วนร่วม ถ้าเผื่อมีการเข้าถึงข้อมูลได้และมีส่วนร่วมได้ ความโปร่งใสก็จะเกิดขึ้น ทำไมจึงมีความสำคัญในเรื่องของความโปร่งใส เพราะในระบบเศรษฐกิจหรือแม้แต่ระบบการเมืองในปัจจุบันนี้ และพอพูดถึงระบบเศรษฐกิจ เราบอกเราใช้กลไกทางตลาด กลไกทางการตลาดจะทำงานโดยมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลที่สมบูรณ์และทันกับเหตุการณ์ ในยามเศรษฐกิจที่ดี เราไม่มีข้อมูลว่า ธนาคารชาติหรือกระทรวงการคลังทำอะไรไปบ้าง ทำไปเท่าไร ผลร้ายอาจจะเกิดขึ้น แต่ในยามเศรษฐกิจที่ดี ผลร้ายที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่รุนแรง แต่ในยามเศรษฐกิจไม่ดี ถ้าข้อมูลไม่สมบูรณ์ ข้อมูลไม่ทันกับเหตุการณ์ ไม่ทันกับเวลา กลไกทางตลาดนั้นจะมีวิธีการที่ทำให้สถานการณ์นั้น ร้ายแรงมากไปกว่าที่เกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อเราจะใช้ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเราเลี่ยงไม่ได้ ระบบเศรษฐกิจที่ผูกโยงกับเศรษฐกิจอื่น ๆ ระบบเศรษฐกิจที่มีการข่าวสารรวดเร็วเหลือเกิน ข้อมูลรวดเร็ว เงินตราต่างประเทศเปลี่ยนรวดเร็ว ถ้าเผื่อข้อมูลของฝ่ายไทยไม่สมบูรณ์และไม่ทันต่อเหตุการณ์แล้ว ตลาดจะมีปฏิกิริยาในทางแปลก ๆ และส่วนใหญ่จะเป็นปฏิกิริยาในทางแปลก ๆ ที่ทำความหายนะมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นความจำเป็นต้องมีข่าวสารที่สมบูรณ์และทันกับเหตุการณ์ ทันกับเวลา ความจำเป็นจะต้องมีส่วนร่วม และความจำเป็นที่จะต้องมีความโปร่งใส ปัจจัยต่อไปของธรรมรัฐคืออะไร ที่จะต้องมีการตอบสนองความต้องการของประชาชนที่แท้จริงได้ อะไรก็ตามถ้าหากไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนที่แท้จริง หรือมองไม่เห็นสาธารณประโยชน์ ธรรมรัฐจะเกิดขึ้นไม่ได้ ปัจจัยอื่น ๆ คืออะไร คือสิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Equity คือจะต้องมีโอกาสทัดเทียม กันและต้องได้รับความเสมอภาค จะต้องมีอะไรอีก จะต้องมี Predictability ต้องมีความคงเส้นคงวา จะต้องรู้ด้วยว่าอะไรถ้าเผื่อเกิดอย่างนี้อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเผื่อทำอย่างนี้แล้วอะไรจะเกิดขึ้น….(เสียงขาดหายไป) ค่อนข้างจะยาก เพราะคนไทยรู้จักคำว่ารับผิดชอบต่อหน้าที่ ซึ่งเราอาจจะแปลว่า Responsibility แต่พอถึง Accountability นั้น มันรากของภาษา ภาษาอังกฤษบอกว่า give account for อะไรที่จะต้องเสนอข้อแท้จริงว่าทำไมข้อมูลเป็นอย่างนี้ เราถึงตัดสินใจไปอย่างนี้ เราถึงมีพฤติกรรมอย่างนี้ เราถึงมีมาตรการอย่างนี้ ถ้าเผื่อเรามี Accountability ความผิดพลาดก็ยังเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเผื่อเป็นความผิดพลาด ที่เกิดจากใจบริสุทธิ์ในแง่ที่ภาษาฝรั่งเรียกว่าเป็น Misjudgement อันนั้นไม่ใช่ความผิดทางอาญา คนเรามีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจผิดได้ ถ้าเผื่อการตัดสินใจนั้นอยู่บนมูลฐานของข้อเท็จจริงที่ตัวเองได้รับ อยู่บนมูลฐานของความถูกต้องที่ตัวเองคิด และอยู่บนมูลฐานของความบริสุทธิ์ใจ แต่ถ้าเผื่อเป็นการตัดสินใจที่อยู่บนมูลฐานของผลประโยชน์ของตัวเอง ผลประโยชน์ของเพื่อนร่วมงาน ของเพื่อนฝูง ของญาติพี่น้อง อันนั้นผิด ผิดตามกฎหมาย แต่ Misjudgement ได้ไม่ผิด แต่เป็นการตัดสินใจผิดพลาด ซึ่งถ้าเผื่อเป็นการตัดสินใจผิดพลาดแล้ว ก็ต้องยอมรับผิดชอบ เราจะเห็นได้ว่าในสังคมญี่ปุ่น ความอายเขามีอยู่มากเหลือเกิน เพียงแต่เขาถูกกล่าวหาและยังไม่ได้มีการสอบสวน หรือตรวจสอบว่าเขาผิดจริงไม่จริง เขาถึงกับฆ่าตัวตายไปแล้ว เขาลาออก ประธานบริษัทที่ทำให้บริษัทขาดทุน เวลาเขาเรียกประชุมผู้ถือหุ้น ภาษาไทยต้องเรียกว่ากราบแล้วกราบอีก โค้งแล้วโค้งอีก ขอโทษโดยทางสาธารณชนต่อผู้ถือหุ้นว่าเขาผิดพลาดอย่างไร แล้วเขาขอลาออก รัฐมนตรีคมนาคมเกาหลี หรืออินเดีย หรือญี่ปุ่น รถไฟเขาชนกัน เครื่องบินบริษัทของชาติเขาตก เขาต้องรับผิดชอบทางด้านการเมือง ขอโทษกับประชาชนอีกที่ทำให้คนตายอีก ๒๐๐ คน เขาไม่ใช่เป็นนักขับเครื่องบิน เขาไม่ได้เป็นคนขับรถไฟเลย เขาไม่ได้ผิดอะไรเลย เขาไม่มีแม้แต่ส่วนหนึ่งในกระบวนการที่นำไปสู่ความผิดพลาด แต่เมื่อเขาถือว่าเขาเป็นรัฐมนตรี เขาต้องรับผิดชอบ เขาต้อง accountable ของเรานี่เฉยเลย ไม่เฉยเปล่า ซัดคนอื่นอีก เราอยู่กันโดยไม่มีความอายครับ ที่ผมบอกมาว่าตั้งแต่เด็กมาเราไม่รู้ว่า อะไรผิดอะไรชอบ อะไรถูกอะไรผิด เดี๋ยวนี้อายก็ไม่อาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมพูดมานี่ก็พยายามจะอธิบายบางอย่างว่าธรรมรัฐนี่คืออะไร และต้องมีองค์ประกอบอะไร มันไม่ใช่เรื่องของการที่จะทำได้พรุ่งนี้มะรืนนี้ เพราะจริง ๆ แล้วถ้าเผื่อจะทำสิ่งที่ผมพูดมาเป็นปัจจัยส่วนหนึ่ง แต่เสร็จแล้วมันต้องมีการปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงองค์กรและสถาบันต่าง ๆ ด้วยองค์การของรัฐ สถาบันของรัฐ จุดที่เราจะนำไปสู่นั้นคืออะไร คือการที่มีรัฐบาลที่เล็ก ไม่ใช่ให้รัฐบาลกลางนั้น มีอำนาจเหนือหัวเราอยู่ตลอดเวลาทุกเรื่อง มันนำไปสู่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ให้อำนาจแก่เอกชน ให้อำนาจแก่องค์กรชุมชน รัฐบาลยิ่งเล็กเท่าไหร่ยิ่งดี รัฐบาลที่ควบคุมน้อยที่สุดยิ่งดี เพราะหน้าที่รัฐบาลคือการกำกับดูแล รัฐบาลไม่มีหน้าที่ในเรื่องของการทำธุรกิจ นับวันดูต่างประเทศเขา ที่ออสเตรเลีย แม้แต่คุกเขายัง privatise แล้ว ปรากฎว่านักโทษชอบให้บริษัทเอกชนดูแลเรื่องคุกเรื่องตารางดีกว่ารัฐดูแล และทำโดยมีการกำไรด้วย คุกในอังกฤษเขามีการตั้งคณะ แม้แต่เป็นคุกอังกฤษเขาก็ใช้คำ HM His Majesty prison ก็แล้วแต่เขาก็มี inspector เขามีคณะกรรมการซึ่งประกอบจากบุคคลภายนอก มาดูแลการจัดการคนคุกตารางของอังกฤษเขา อังกฤษในสมัยก่อนทุกอย่างต้องเป็นของรัฐหมด เดี๋ยวนี้ไม่ เป็นของเอกชน บางสิ่งบางอย่างที่รัฐไม่ควรทำอย่าไปทำ เราสร้าง bureaucracy เสียจน กรมตำรวจของเรามี ๒๐๐,๐๐๐ คน กระทรวงศึกษาของเราใหญ่ที่สุดในโลก คุมมันหมดหลักสูตร เครื่องแต่งตัว คอมพิวเตอร์ เวลาสอน สั่งไปหมดสั่งไปจากกระทรวงศึกษา ต่อไปนี้นักเรียนทั่วราชอาณาจักรเล่นกีฬา ๑๐ โมงเช้า ถึง ๑๑ โมงเช้าวันพุธ มันเรื่องอะไรการบริหารโรงเรียน มหาวิทยาลัย ต้องปล่อย เราต้องบอกว่าเป็น School-based คืออยู่ที่โรงเรียนกับอยู่ที่มหาวิทยาลัย ไม่ได้มาอยู่กับกระทรวงศึกษา เราเอาพวกนักศึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษามาเป็นข้าราชการหมด แล้วคุณก็รู้อยู่แล้วว่า ข้าราชการใครมีอำนาจมันสร้างกฎก่อน มันอาจจะต้องคิดเลยไปว่าโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือจากกองทัพบกก็แล้วแต่ ควรจะมีการจัดการอย่างอาชีพหรือเปล่า ต้องเริ่มคิดครับ เพราะรัฐรับภาระทั้งหมดไม่ไหว การดูแลสวนสาธารณะจำเป็นไหมที่หน่วยงานของรัฐต้องไปดูแล ให้เอกชนไปทำได้ไหม สร้างงานให้เขา เพราะฉะนั้นรัฐจะต้องเป็นรัฐบาลที่เล็กไม่ได้มีอำนาจเหนือหัวเรา ไม่ได้ควบคุมชีวิตเรา แต่ควรจะเป็นรัฐบาลที่ส่งเสริมและเอื้ออำนวยความสะดวก ในการนำไปสู่ความผาสุกความมั่งคั่งของประเทศชาติ คนต้องปกครองด้วยกันเอง อันนั้นคือรากฐานของประชาธิปไตย มันถึงจะเป็นระบอบของประชาชนเพื่อประชาชนและโดยประชาชน ความหมายมันถึงสมบูรณ์ขึ้น วันนี้ผมนำปัญหามาสู่ท่านมาก ก็ขอบคุณที่รับฟัง จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้นไม่เป็นไร แต่ผมอยากที่จะเห็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีจิตวิญญาณที่อยากปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา พยายามคิดอ่านหาหนทางที่จะแก้ไขสิ่งบกพร่อง เสริมสร้างสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราจะต้องเสริมสร้างแน่นอนคือ คนไทยนั้นจะต้องมีจิตวิญญาณของการรู้ว่าอะไรคือสาธารณประโยชน์ มากกว่าที่เป็นอยู่ในอดีต ขอบคุณ

    คำถาม: การเปิดเสรีทางการเงินนั้น เกิดขึ้นในสมัยของ ฯพณฯ สาเหตุของ IMF นั้นมีรากฐานมาตั้งแต่สมัย ฯพณฯ ๑๐ ปีที่เรามีรัฐบาล ๙ ชุด รัฐบาลทุกชุดนั้นก็ควรมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ทราบว่าท่านจะตอบคำถามนี้อย่างไร

    ฯพณฯ อานันท์: คนไทยบางคนมีความเก่งในการที่จะดึงเรื่องบางเรื่องออกมาใช้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ผมอยากเล่าอย่างนี้ครับ ผมก็ไป ในสมัยอานันท์หนึ่งก็ไป ผมค่อนข้างที่จะพิถีพิถันในการเลือกบุคคลในรัฐบาลผม ที่เป็นบุคคลที่มีจิตใจเสรี เพราะว่าคือต้องขอยอมรับว่า การที่เป็นรัฐมนตรีสมัยอานันท์หนึ่งนั้น มันค่อนข้างจะฉับพลันมาก สำหรับคนอย่างนายอานันท์ซึ่งไม่เคยเป็นรัฐมนตรีเลย หรือไม่เคยจะยอมรับตำแหน่งรัฐมนตรีใด ๆ ทั้งสิ้นในอดีต วันดีคืนดีไม่เคยเป็นรัฐมนตรี แล้วไปเป็นนายกเลย มันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นผมมองว่าเป็นโอกาสมากกว่า ตอนผมเข้าไปนั้นมีปัญหาอยู่ ๒ ปัญหาที่ค่อนข้างจะหนักมาก เพราะเป็นผลสืบเนื่องมาจากเศรษฐกิจฟองสบู่ ตอนนั้นจะจำได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่คิดว่า เศรษฐกิจเราฟูเฟื่อง หรูหราในสมัยรัฐบาลชาติชาย แต่ก็เป็นเศรษฐกิจที่ค่อนข้างจะหลอกตัวเองพอใช้ ปรากฏว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เติบโตปีละ ๕๐ - ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนผมเข้าไปนั้นมี ๒ ปัญหา คือ ปัญหาแรก คือบัญชีเดินสะพัดของรัฐ เป็นบัญชีเดินสะพัดที่ขาดทุนประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ตามหลักของเศรษฐศาสตร์แล้ว บัญชีเดินสะพัดของรัฐถ้าเผื่อจะติดลบต่อ GDP นั้น ไม่ควรเกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมเข้าไปนั้นมัน ๗ เปอร์เซ็นต์แล้ว ปัญหาที่สองคือ ปัญหาอัตราเงินเฟ้อ ตอนผมเข้าไปนั้นประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์นั้นหน้าที่แรกที่ผมจะต้องรีบทำคือจะต้องควบคุม หนึ่ง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจาก ๗ เปอร์เซ็นต์ ให้ลดลงมา สอง คือควบคุมอัตราเงินเฟ้อ เราก็ใช้มาตรการทางการเงินการคลังหลายประการ โดยเฉพาะมาตรการทางด้านการเงินนั้น ๑ ปี ๔ เดือน ตอนที่ผมออกมาจากรัฐบาลอานันท์หนึ่งนั้น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดตกลงมา ๗ เปอร์เซ็นต์ เหลือประมาณ ๔.๒ และอัตราเงินเฟ้อนั้นตกลงมาจาก ๕ เปอร์เซ็นต์ เหลือประมาณ ๓.๕ นั่นเป็นภูมิหลังที่ผมอยากจะฝากไว้ ทีนี้จะตอบคำถามที่ผู้ถามถามผมไว้นั้น รัฐบาลผมเป็นรัฐบาลที่นิยมนโยบายเสรี หลายท่านที่เคยติดตามผมคงจำได้ว่าผมเคยพูดอยู่เสมอ ว่าการมีรัฐบาลเผด็จการหรือการมีรัฐบาลที่มีอำนาจอยู่กับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะกลุ่มทหาร กลุ่มพ่อค้า นักธุรกิจ หรือกลุ่มนักการเมือง แต่ถ้าอำนาจนั้นอยู่เพียงแค่คนกลุ่มหนึ่ง การผูกขาดอำนาจทางการเมืองไม่ดีฉันใด การผูกขาดอำนาจทางด้านธุรกิจก็ไม่ดีฉันนั้น ผมเชื่อว่าการผูกขาดอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น การผูกขาดอำนาจทางการเมือง ให้กับคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มเล็ก ๆ การผูกขาดอำนาจเศรษฐกิจ หรือธุรกิจการค้ากับกลุ่มเล็ก ๆ ได้รับสัมปทานไปโดยไม่มีการแข่งขัน เป็นต้น หรือการผูกขาดอำนาจอะไรก็ตามในครอบครัว ในสังคม ถ้าเผื่อพ่อผูกขาดอำนาจในการปกครองลูกทั้งหมด หรือแม่ผูกขาดอำนาจก็ไม่ถูก ถ้าเราเริ่มต้นจากจุดนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือ การเปิดระบบการเมืองให้มันกว้างขึ้นมา อันนั้นคือการพยายามที่จะนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตย อันที่สองคือจะต้องตัดการผูกขาดด้านธุรกิจ ถ้าเผื่อไม่มีการแข่งขันแล้ว ผลประโยชน์ของผู้อุปโภคบริโภคจะไม่มีเลย การทำการค้านักธุรกิจทุกคน ถ้าเผื่อได้สัมปทานมาหรือได้การผูกขาดเหล้าก็ดี บุหรี่ก็ดี นั้นมันสบายมาก เหมือนทำงานไปได้วัน ๆ หนึ่ง มันมีกำไรอยู่เสมอ ไม่ต้องไปคำนึงถึงผู้บริหารงานนั้นเก่งไม่เก่ง การใช้จ่ายนั้นเป็นอย่างไร มันสะดวกมันง่าย แล้วตอนนั้นกระแสโลกก็ไปอยู่แล้ว เพราะทุกอย่างมันเริ่มเปิดมากขึ้น ๆ ตอนหลัง ๆ อาจใช้คำว่า Democracy น้อยลงไปด้วยซ้ำ เขาใช้คำว่า Open society ต้องมีระบบ Open Political Process ต้องเปิดระบบเศรษฐกิจ เปิดระบบการค้า ตอนที่ผมเข้าไปนั้น เริ่มมีการเจรจาสิ่งที่เขาเรียกว่า WTO หรือที่เราเรียกว่า Uruguay Round ตอนนั้นมันเห็นชัดว่า WTO ครั้งแรกที่เขามีที่ Tokyo Round ปี ๑๙๗๕ ตอนนี้เขามีที่ Uruguay Round ทำท่าจะไม่สำเร็จ แต่ผมบอกว่าอย่างไรสุดท้าย มันก็ต้องสำเร็จ สองยาม ตีหนึ่ง ตีสอง มันก็ต้องเสร็จวันนั้น แต่ตอนแรก ๆ มันแน่นอน ไปช้าและเกิดการถกเถียงกันมาก แต่ตอนนั้นมันเด่นชัดแล้วว่า ความหมายคำว่า ระบบเศรษฐกิจที่เปิดนั้น ที่ผ่านมาที่ทำที่ Tokyo มันเปิดแต่เฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม มันยังไม่เปิดสินค้าเกษตร แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ปี ๑๙๗๕ ที่ Tokyo Round นั้น มันยังไม่มีการพูดถึงระบบธุรกิจการเงินและการคลังเลย ตอนนั้นผมเห็นแล้วว่ามันจะต้องมีแน่ และ ๒ ปี ๓ ปีต่อมา เมื่อมีการเจรจาสำเร็จเรียบร้อย WTO ก็ออกมาแจ้งชัดว่า ระบบการเงินการคลังต้องเปิด นอกเหนือไปจากการตัดภาษี หรือลดภาษีขาเข้าขาออกของสินค้าอุตสาหกรรมมากขึ้นแล้ว แม้แต่การที่รัฐบาลผมลดภาษีนำเข้ารถยนต์นั้น ไม่ได้ทำไปโดยไม่รู้เหตุการณ์ จะมาอ้างว่าเนื่องจากนายอานันท์ปล่อยให้รถเข้ามามากมาย รถถึงติดมากนั้น มันคนละเรื่องกัน WTO Agreement เขาเขียนไว้ชัดว่าจะต้องลดลงเหลือเท่าไหร่ ตอนนั้นเมืองไทยเป็นประเทศที่เก็บภาษีรถยนต์มากที่สุดในโลก ประมาณ ๒๕๐ เปอร์เซ็นต์ ผมมาคิดดูแล้วว่า ถ้าเผื่อเราไม่เริ่มลดลงบ้าง ก่อนที่WTO จะต้องบอกว่าให้ลดภายใน ๓ ปี ๕ ปี ๗ ปี ถ้าเผื่อเราไม่ชิงลดก่อน อุตสาหกรรมรถยนต์ในเมืองไทย จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้อีกเลย เพราะไม่เคยทนต่อการแข่งขันได้ เพราะฉะนั้นที่ผมลดภาษีรถยนต์นำเข้ารถยนต์ ๒๕๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นมันมากเกินไป มันมากเกินขอบเขต เราลดลงมาครึ่งหนึ่งจะเป็น ๑๐๐ หรือ ๑๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็แล้วแต่ โดยเหตุผล ๒ ประการ เพราะว่าภายใน ๕ ปี ๑๐ ปี WTO เขาบอกมาว่าจะต้องลดเหลือเท่าไหร่ นั่นคืออันแรก ฉะนั้นเราต้องเตรียมตัว ให้ผู้ประกอบรถยนต์ในเมืองไทยนั้นได้ตื่นตระหนักถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายใต้กติกาของโลก อันที่สอง ผมมองถึงประโยชน์ของผู้บริโภค ตอนนั้นจำได้ไหมว่าเมืองไทยเป็นสุสานรถยนต์เบนซ์ used car ของรถยนต์เบนซ์ ปีปีหนึ่งเราเอามาจากอังกฤษ เพราะอังกฤษเขาขับทางขวามือ ถนนของเขาอยู่ทางซ้ายเหมือนเรา ปีหนึ่งหมื่นกว่าคัน บริษัทผมซื้อรถเบนซ์ให้ผมนี่แปดล้านบาทตอนนั้น รถที่ใช้ในอังกฤษแล้ว ๕ ปี เมืองไทยเป็นสุสานรถที่ใช้แล้ว รถเบนซ์ที่ใช้แล้ว จะเต็มไปด้วยรถเบนซ์ที่ยุโรปเขาไม่ใช้ นอกจากนั้นผู้ประกอบรถยนต์ในเมืองไทย จะไม่มีสิ่งจูงใจที่จะทำธุรกิจด้านนี้ ให้มันมีประสิทธิภาพ และให้ผลประโยชน์แก่ผู้บริโภคมากกว่าในอดีต เพราะมันไม่มีการแข่งขัน รถญี่ปุ่นรถอะไรเข้ามาก็สู้รถที่ประกอบในไทยไม่ได้ เพราะมีกำแพงภาษีไว้ แต่ถ้าเผื่อให้ปล่อยให้มีโอกาสเลือกว่า จะให้นำรถจากญี่ปุ่นเข้ามาได้ด้วยแล้ว คุณภาพของรถที่ประกอบในเมืองไทย จะต้องดีขึ้น อันนี้เป็นเหตุผลหลักการใหญ่ แต่ถ้าเผื่อสภาพเศรษฐกิจไม่เปลี่ยนแปลงไป แล้วเกิดรถติดมากมายมันก็ช่วยไม่ได้ นายอานันท์ถูกด่านั้นไม่เป็นไรยอมรับได้ กลับมาเรื่องเปิดเสรี เรารู้อยู่แล้วว่า WTO เขาจะมาแบบนั้น กระแสของโลกมันมาแน่นอน มหาอำนาจเขาเป็นคนเขียนกติกาโลก เขาต้องการเปิดเพื่อเขาจะได้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศเหล่านี้ เราขัดอันนั้นไม่ได้ มันเป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ เราไม่มีอำนาจและไม่มีบทบาทในการเขียนกติกาของโลกในตอนนั้น ขณะนี้ก็ยังไม่ค่อยมีเท่าไหร่ แต่เมื่อเขาเขียนอย่างนั้น เมื่อเป็นกติกาโลกแล้วเราบ่นได้เราเถียงได้แต่เราก็ต้องทำตามเพราะเราอยู่ในสังคมโลก ตอนที่ผมเปิดนั้น มันไม่ง่ายเหมือนว่าพอเปิดแล้วมันจะเป็นอย่างนี้ เพราะผมไม่คิดว่าวิกฤตของเราอันนี้มันเกิดขึ้นจากการเปิดระบบเสรี วิกฤตนี้มันเกิดขึ้นจากปัจจัยอื่นมากมาย เปิดระบบนี้ผมเปิดในทางทฤษฎีทั้งนั้น แต่รัฐบาลผมยังอยู่ไม่นานพอที่จะวางมาตรการรองรับ รัฐบาลชวน ๑ คุณธารินทร์เป็นรัฐมนตรีมีมาตรการรองรับ แต่ตอนหลังมีอีกหลายรัฐบาลไม่มีการนำไปใช้นั้นถ้าเผื่อบอกว่าทำไมเราถึงเจอเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น คำตอบ คือ ใช่ ผมคือ ผู้เริ่มเปิด แต่เปิดทางทฤษฎีเท่านั้น เรื่อง BIBF ต่าง ๆ มาทำรัฐบาลชวน ๑ คุณธารินทร์ ในการที่ให้ธนาคารต่างประเทศมาเปิดสาขาในเมืองไทย หรือสิ่งที่เขาเรียกว่า Bangkok International Banking Facility คือสามารถไปกู้ยืมเงินดอลลาร์อัตราดอกเบี้ยถูกได้และไม่มีการที่เรียกว่าการควบคุมหรือไม่มีการสร้างกฎเกณฑ์อะไรขึ้นมา ที่จะบรรเทาผลลบของด้านนี้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่ผมออกมา ๖ ปีแล้ว เริ่มต้นแต่ในทางทฤษฎีแต่ยังไม่เริ่มปฏิบัติเลย ประเด็นที่สอง สิงคโปร์เขาเปิดมาตั้ง ๒๐ ปีแล้ว เขาเปิดมากกว่าเราเยอะ เขาไม่เป็นอะไรเลย เพราะ หนึ่ง คนเขาเก่ง คนเขาดี คนเขาซื่อ เขาสร้างกฎเกณฑ์เขาต่าง ๆ ผลลัพธ์ข้างเคียงที่มันลบ เขาสามารถควบคุมได้หมด ของเรานี่สิ่งที่เรียกว่าพลาดมากคือเมื่อเราเปิด ผมเปิดทางทฤษฎี ต่อมารัฐบาลอื่นเปิดทางด้านปฏิบัติ เมื่อเปิดแล้วเราไม่เปิดเต็มที่ จะพูดภาษาง่าย ๆ การเปิดระบบการเงินการธนาคารให้เป็นเสรี หมายความว่าให้ต่างชาติเข้ามาทำมาหากินได้ ให้เงินทุนเข้ามาได้สะดวกขึ้นต่าง ๆ ระบบเสรีหมายความว่า ระบบเสรีคือ การอาศัยกลไกทางตลาด คำว่า กลไกตลาดหมายความว่าอย่างไร กลไกทางตลาดนี้คงขึ้นอยู่กับ Demand Supply ราคาน้ำมันรัฐบาลเปิดเสรีเหมือนกัน หวังว่าน้ำมันหรือเวลาน้ำมันต่างประเทศแพงน้ำมันภายในก็ขึ้นได้ แต่ถ้าเผื่อราคาน้ำมันต่างประเทศต่ำ น้ำมันภายในก็ลดลงได้ ไม่ใช่บอกว่าลิตรละ ๑๐ บาท ก็ต้อง ๑๐ บาทตลอดชีวิต บางวันเราก็หวังให้เหลือ ๗ บาท บางวันอาจจะขึ้นเป็น ๑๒ บาท อันนั้นคือกลไกทางตลาด Demand Supply เมื่อเราใช้ระบบเสรีทางด้านการเงินแล้ว กลไกทางตลาดอย่างนี้หมายความว่า ธนาคารชาติหรือรัฐบาลไทยไปกำหนดอะไรไม่ได้ ขึ้นอยู่กับรอ Demand Supply อย่างเดียว ตลาดต้องการอย่างไร นอกจาก Demand Supply แล้ว ตลาดต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง ข้อมูลที่สมบูรณ์แล้ว ตลาดมันจะ react ไปตามนั้น แต่เราลืมไปว่าเมื่อเราเปิดสิ่งเหล่านี้แล้วยังมีอีกอันหนึ่งที่เรายังไม่เปิดนั่นคืออัตรา Exchange Rate เรายังไป Fix อยู่ นั้นเผื่อถ้าเราเปิดด้านนี้ แล้ว Foreign Exchange Regime เราไม่เปิด ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกทางตลาด แต่ไป Fix ว่าดอลลาร์หนึ่งจะต้อง ๒๕.๕๐ บาท อันนี้มันขัดกันอยู่ในตัว ด้านหนึ่งวิ่งขึ้นลงได้ อีกด้านหนึ่งกลับติดอยู่กับที่ จะติดกับดอลลาร์ หรือจะติดกับกระจาดเงินตราต่างประเทศที่เขาเรียกว่า Basket of Currency อะไรก็แล้วแต่ ถ้าอันนั้นไปกำหนด จะเกิดความยุ่งยากนั้นถ้าเผื่อเราไป Fix แล้ว สมัยก่อน Fix กับดอลลาร์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ต่อมาเรา Fix กับที่เขาเรียกว่า Basket of Foreign Currency ซึ่งก็ยัง Weight ของดอลลาร์มากกว่า แต่ธุรกิจการค้าของเราขึ้นอยู่กับอเมริกา และขึ้นอยู่กับญี่ปุ่นด้วย แต่พออัตรา Exchange ของอัตราดอลลาร์ กับเงินเยนมันผันแปรไปมาก ระหว่าง ๘๕ ไปถึง ๑๓๐ พอทางโน้นผันแปรไปแล้วเรายัง Fix อยู่ เราไม่ได้อาศัยกลไกทางตลาดแล้ว นับวันนับวันที่เราไป Fix อยู่ที่ ๒๕.๕๐ บาทนั้น มันไม่ถูกต้องกับข้อเท็จจริงแล้ว ในเมื่อเงินญี่ปุ่นมันตกไป ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เรายังตรึงเงินบาทอยู่กับดอลลาร์อยู่ ๒๕.๕๐ บาทนั้น ก่อนที่จะเกิด attack นั้น เราถูก Fund attack อยู่ ๓ ครั้ง อังกฤษเมื่อตอนที่เขาถูก attack เงินปอนด์ เมื่อปี ๑๙๘- เท่าไหร่จำไม่ได้ เขาใช้เงิน ๙ บิลเลี่ยนดอลลาร์ defend เงินปอนด์เขาแล้วเขาก็แพ้ แล้วเขายกธงขาวชูมือบอกว่ายอมแพ้ เขาDevalue เงินปอนด์ ของเราใช้ไป ๒๔ บิลเลี่ยนดอลลาร์ และมีอย่างที่ไหน อังกฤษนะครับเศรษฐกิจของเขาใหญ่กว่าของเราไม่รู้กี่สิบเท่า เขาใช้ ๘ หรือ ๙ บิลเลี่ยนดอลล่าร์ defend เงินปอนด์ และเขายอมแพ้ ของเราใช้ไป ๒๔ บิลเลี่ยนดอลลาร์ครับ และใช้อาจจะใช้โดยมีอำนาจทางกฎหมายด้วย แต่มันเป็นกฎหมายที่ล้าหลัง มันไม่มีการคานอำนาจ ไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีอะไรเลยหรือ ผมไม่ได้ว่าคนใดคนหนึ่งในธนาคารชาติ แต่อันนี้มันไม่มีธรรมรัฐ มันไม่มีกฎเกณฑ์ที่มันแน่นอน ไม่มีการคานอำนาจซึ่งกันและกัน มีแต่การใช้อำนาจอย่างเดียว เพราะตอนนั้นก่อนที่จะdefend เงินบาทนั้น Devalue เงินบาท ว่าดอลลาร์ ๒๕.๕๐ บาท เป็น ดอลลาร์เหลือ ๓๐ บาท ผมคิดว่าอาจจะผิดว่าตอนนั้นอาจจะตรึงอยู่ ยอมDevalue เสียตอนนั้นอาจจะตรึงอยู่ แต่ตอนนี้เหตุการณ์ผ่านไป เราพูดไม่ได้ครับว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ มันไม่ควรจะกลับมาย้อนว่า หนึ่ง จริง รัฐบาลผมเริ่มทางทฤษฎีเปิดระบบการเงินการคลัง สอง รัฐบาลต่อมาเปิดจริงทางด้านปฏิบัติ มีแผนงานเตรียมรับ มีมาตรการเตรียมรับ แต่อย่างไรไม่ทราบเหตุผล อย่างไรก็แล้วแต่ ไม่ได้มีการนำไปใช้ด้วยความรอบคอบ แต่จุดใหญ่ที่สุด ผมไม่คิดว่าการเปิดระบบเสรีเป็นการนำความหายนะมาสู่เมืองไทย จริงอยู่การเปิดระบบเสรี ประเทศที่เล็กอย่างเราคงจะเสียเปรียบมากกว่าได้เปรียบ แต่มันเป็นเรื่องของกระแสของโลก ที่จะต้องเดินไปทางนั้น แต่มันมีหลายอย่างที่เราควรทำ เราควรจะมีมาตรการ แม้แต่มาตรการของการปรับ ที่เรียกว่า unpact unpact ดอลลาร์บาท Exchange rate ออกมาเราไม่ได้ทำด้านหนึ่ง เราเปิดให้วิ่งไปวิ่งมาตามกลไกทางตลาด อีกด้านหนึ่งเราปิดตรึงไว้เลย ยิ่งตรึงเท่าไหร่ค่าของเงินไม่ตรงกับความจริงเลย

    คำถาม: ดิฉันสนใจระบบการศึกษาของอังกฤษ อยากเรียนถามคุณอานันท์ว่า Summer Hill School ของอังกฤษ ซึ่งเป็นโรงเรียนตัวอย่างของอังกฤษ เขาปฏิรูปกันอย่างไร ถึงได้เป็นโรงเรียนตัวอย่าง เพราะว่าวันศุกร์ที่จะถึงนี้ ดิฉันต้องไปคุยปฏิรูปการศึกษา กับคุณหมอประเวศ และ ดร.สิปปนนท์อะไรพวกนั้น ก็อยากรู้เรื่อง Summer Hill ของอังกฤษ

    ฯพณฯ อานันท์: ผมขอประทานโทษ ผมไม่รู้เรื่อง Summer Hill School เลย ผมนี่อาจจะรู้จัก…….

    (เสียงขาดหาย)

    ยังใช้ไม่ เหมือนกัน อย่างโรงเรียนที่ผมไปอย่างโรงเรียนเด็ก โรงเรียนมัธยมเขาเรียก Fourth Fifth, Upper Fifth แล้วก็ Remove แล้วถึงจะมี Sixth โรงเรียนผม Upper Fifth นี่เรียก Upper Fifth เป็นระดับที่เรียกว่า อาจจะถือว่า ม. ๖ แต่อีกโรงเรียนหนึ่งระดับนี้อาจจะไม่เรียก upper fifth เขาอาจจะเรียก Remove มันเรื่องของเขา เครื่องแบบเป็นเรื่องของเขา ระบบการศึกษา หลักสูตรการศึกษาเขาก็จัดของเขาเอง หนังสือ Textbook เขาก็จัดของเขาเอง เพราะเขาต้องการความหลากหลาย และให้แต่ละโรงเรียนเป็นคนเลือกว่า ควรจะใช้หนังสือของใคร มันก็จะเกิดการแข่งขันระหว่างผู้เขียนหนังสือ มันไม่ได้ผูกขาด ไม่ได้ผูกขาดธุรกิจการเขียนหนังสือวิชาการ และผูกขาดการพิมพ์ด้วย อันนี้แหละครับเป็นบ่อเกิดคอรัปชั่น อะไรก็ตามก็มีการผูกขาดทั้งนั้น เครื่องแบบนักเรียนก็เหมือนกัน หัวคะแนนได้ไปหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นที่สุด ต้องเริ่มที่กระทรวงศึกษา ผมเคยไปพูดตลก ๆ เขาจะชอบไม่ชอบตอนผมเป็นนายก ผมไปที่กระทรวงทบวงมหาวิทยาลัย ผมบอกว่าสิ่งแรกที่ผมอยากทำคือยุบกระทรวงของคุณ มันมีไปทำไม ผมกำลังช่วยตั้งมหาวิทยาลัยที่เรียกว่า Asian University Science and Technology ร่วมกับ Imperial College โอ้โห กระทรวงทบวงมหาวิทยาลัยเต็มไปหมดเขาไม่ดูเลยว่า ไอ้ความตั้งใจกับคนที่มาประกอบธุรกิจไม่ใช่ธุรกิจ มาประกอบเรื่องศึกษา เขามาตามตัวเลขครับ จะเปิดได้ต้องมีห้องสมุด ที่มีหนังสือ ๕๐,๐๐๐ เล่ม อันนี้แหละครับคือระบบราชการ ความคิดแบบราชการ ทำไมมหาวิทยาลัยที่มันจะเริ่มต้นเนี่ย มันต้องคิดถึงเรื่องตึกเรื่องห้องนอน เรื่องแล็บ หรืออะไรต่าง ๆ มันจะมีหนังสือหมื่นเล่ม หรือห้าหมื่นเล่ม ผมยังมองไม่เห็น ไม่ว่าจะทำอะไร อันนี้ผิดกฎนี่ อันนั้นผิดกฎนั่น แต่ไม่เคยมานั่งคิดครับว่า ไอ้กฎที่ตั้งขึ้น มันเป็นกฎที่ถูกต้อง กฎที่ดีหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ ดังนั้นผมถึงเชื่อครับว่า รัฐบาลต้องเล็ก รัฐบาลต้องควบคุม รัฐบาลจะต้องเป็นเจ้าของและควบคุมน้อยที่สุด รัฐบาลจะต้องเป็น Facilitator จะต้องส่งเสริม โรงเรียนนี้ควรจะต้องเป็นเรื่องของท้องถิ่น เราต้องพยายามสร้างสถาบัน คณะผู้ปกครอง หรือคณะอะไรแล้วแต่ กรรมการบริหาร ที่อังกฤษเขา โรงเรียนรัฐของเขาอยู่ภายใต้ Local Education Authorities ผู้บริหารงาน ผู้บริหารท้องถิ่นเขาถึงจะรู้ หลักสูตรที่สอนที่สงขลากับหลักสูตรที่สอนที่เชียงราย มันไม่ควรจะต้องตรงกันทุกอย่าง สงขลาเป็นเมืองทะเลเป็นเมืองประมง เป็นเมืองร้อน เชียงรายเป็นเมืองเขา เป็นเมืองชาวเขา เป็นเมืองหนาว เป็นเมืองป่าไม้ จะต้องมีหลักสูตรที่เรียกว่า Optional Subjects ที่แตกต่างกันไป ทำไมการเล่นกีฬา เวลาเล่นกีฬาที่โรงเรียนที่สงขลาจะต้องตรงกับการเล่นกีฬาที่โรงเรียนที่เชียงราย มันเรื่องอะไรล่ะครับ ทำไมไปกำหนดวิถีชีวิตของคนเสียหมด ทำไมไปกำหนดพฤติกรรมของโรงเรียนทั้งหมด เขาอยากจะเล่นวันศุกร์บ่ายไป อีกโรงเรียนอยากเล่นพุธเช้า ก็ให้เขาเล่นไป มันแตกต่างอะไรกัน โรงเรียนนั้นอยากให้อ่านหนังสือเขียนโดยครูคนนี้ ก็ให้เขาอ่านไป ถ้าเผื่อไม่ดีคุณภาพเขาก็เสียเอง ดังนั้นกระทรวงศึกษาที่อังกฤษอเมริกา ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่เขาสำคัญมาก คือเขาเรียกว่า Inspectors ทุก ๆ ๒ ปี เขาจะส่งพวกนี้ ซึ่งมีความเที่ยงธรรมไปตรวจสอบคุณภาพของโรงเรียน คุณภาพของหลักสูตร คุณภาพของการศึกษา คุณภาพของวิชาการ คุณภาพของ physical facilities ต่าง ๆ แล้วทำออกมาเป็นรายงาน แล้วเปิดเผยด้วย แต่ของเรานี้ไม่ได้ครับ คุมจิตใจหมด สั่งหมด สอนให้คนไทยเป็นทาส แล้วเป็นทาสแล้วยังเป็นทาสที่เลวอีก

    (มีคำถามแทรก)

    คำถาม: คือในเรื่องของธรรมรัฐ ทุกคนก็ต้องเห็นว่าดี อันนี้เป็นที่หวั่นเกรงกันมาก เพราะว่า คิดว่าประชาชนของเราจะพร้อมไหม คือประชาชนส่วนมากก็อยู่ในชนบท

    ฯพณฯ อานันท์: อันนี้ผมเสียดาย คนไทยจำนวนไม่น้อย รวมทั้งพี่น้องเพื่อนฝูงบางคนนี่ ที่ยังพูดอยู่ตลอดเวลาว่า เมืองไทยประชาธิปไตยยังไม่พร้อม ยังไม่พร้อม ผมได้ยินมา ๖๕ ปี ไม่พร้อม เมื่อไรครับจะพร้อม

    คำถาม: คืออย่างท่านว่า กระทรวงศึกษาก็ชื่อ ๆ อะไรนี้นะคะ

    ฯพณฯ อานันท์: มันต้องพร้อม มันไม่ได้เปลี่ยนจุดเดียวครับ ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบเปลี่ยนทุกอย่างหมดครับ แต่เป็นการเปลี่ยนอย่างวิวัฒนาการ แต่เป้าหมายเราต้องรู้ว่าเราจะเดินไปทางไหน

    คำถาม: คนชนบทเชื่ออะไรง่าย และเรื่องซื้อเสียงง่าย เราไม่กลัวว่าเขาจะซื้อเสียง

    ฯพณฯ อานันท์: ผมว่าบางครั้งบางคราว แม้แต่สื่อของเราก็ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องนะครับ ผมไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเองโดยตรง แต่ผมมีเพื่อนฝูงที่อยู่ในกรม องค์กรเอกชนมาก องค์กรชุมชนของเมืองไทยนี่ ไม่ได้อ่อนแออย่างที่คนคิด ไม่ได้อ่อนแอ มีองค์กรชุมชนโดยเฉพาะองค์กรชุมชนทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างจะแข็งด้วย แล้วพวกนี้เขาไม่ขอความช่วยเหลือทางด้านการเงินเลย แต่ผมว่ามันต้องเริ่มต้น

    (มีคำถามแต่ไม่ชัดเจน)

    ฯพณฯ อานันท์: ผมว่าผมขอใช้คำพูดของประธานาธิบดี Roosevelt หน่อยได้ไหมครับว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตคือความกลัว ผมขอประทานโทษ ผมจะต้องไปเป็นประธานที่ประชุมอีกที่หนึ่งนะครับ

    พล.ต หญิงวิไล: ค่ะ ก็ขอบพระคุณท่านเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกปลื้มใจ ดีใจที่ ฯพณฯ กรุณามาให้ความรู้แก่เรา ความจริงยังมีอีกหลายคำถามนะคะ แต่ไม่มีเวลา หวังว่าคงจะได้รับความอนุเคราะห์ในคราวต่อไปนะคะ ก็ขอเรียนเชิญท่านอาจารย์ เจ้ากรมแพทย์กรุณามอบของที่ระลึกให้ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน ด้วยค่ะ

    หมวดที่ ๒ : สังคมไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    ปาฐกถาพิเศษ
    เรื่อง การพัฒนาคนและสังคมในทศวรรษหน้า
    โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
    วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙
    ณ อาคารฐานเศรษฐกิจ กรุงเทพฯ

    ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

         ในวันนี้ผมต้องขอขอบคุณหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าสภาพัฒน์ ที่ได้กรุณาเชิญผมให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสัมมนาเรื่อง “คนกับการพัฒนาชนบท” โดยเฉพาะได้ให้เกียรติผมมากล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การพัฒนาคนและสังคมในทศวรรษหน้า” ซึ่งนับเป็นหัวข้อเรื่องที่สำคัญและเหมาะสมสอดคล้องกับยุคสมัยในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ ๒๑ ที่กำลังจะมาถึงนี้

         วันนี้ผมจะขอพูดหลายเรื่องครับ แต่การพูดของผมนั้นคงจะมีลักษณะเป็นการคิดดัง ๆ มากกว่า เพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมจะพูดในวันนี้ไม่ใช่ผมเป็นเจ้าของความคิด แต่เป็นสิ่งที่ผมอยากจะพูด เป็นสิ่งที่ผมอยากกระตุ้นจิตสำนึกตลอด กระแสความคิดของท่านผู้มีเกียรติในที่นี้ ซึ่งหวังว่าจะบังเกิดเป็นความคิดร่วมกัน จนสามารถนำไปสู่ขั้นการปฏิบัติในระยะต่อไป

         ท่านผู้มีเกียรติครับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมจะพูดนี้ คงไม่ใช่เรื่องถูกต้องหรือสมบูรณ์ทั้งหมด แต่อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่ผมพูดไปนั้น เมื่อท่านกลับไปบ้านในวันนี้แล้วนำไปคิดต่อ นำไปสานต่อ ผมถือว่าผมได้ทำหน้าที่สมบูรณ์ในระดับหนึ่งแล้ว

         ในปัจจุบัน ผมยังได้รับเกียรติเรียกว่า “อดีตนายก” แต่ก่อนผมไม่ค่อยชอบว่า ทำไมต้องอดีตนายก แต่ฟัง ๆ ไปแล้ว ผมชอบ “อดีต” นะครับเพราะเป็นการย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า ผมเป็นคนในอดีต ในเรื่องของตำแหน่ง ในเรื่องของการทำงาน แต่ผมจะไม่เป็นคนในอดีต ในเรื่องของ “ความคิด” ทั้งนี้ความคิดความอ่านของผมจะไม่ได้ผูกพันกับเวลาไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน แต่เป็นความคิดความอ่านที่ผมอยากจะเห็นให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

         เมื่อดูภาพสังคมไทยโดยรวมแล้ว ผมเห็นว่า เป็นสังคมที่มีส่วนดีอยู่มาก เป็นสังคมที่เราจะต้องอุ้มชูต่อไป แม้ในสังคมจะมีหลาย ๆ สิ่งที่บกพร่องมีจุดอ่อน บางกลุ่มในสังคมมักจะเอารัดเอาเปรียบ ความยากจนของคนในชนบทที่รอคอยรับการแก้ไขไม่น้อยกว่า ๑๐ ล้านคน ความอยุติธรรมก็ยังมีอยู่มากในสังคมนี้ แต่โดยส่วนรวมแล้ว ผมยังเห็นว่าเป็นสังคมที่ก้าวหน้าพอประมาณเป็นสังคมที่ให้ความสุขความเจริญแก่คนไทยส่วนใหญ่

         ไม่มีสังคมใดในโลกนี้ที่มีความดี ความถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สังคมทุกสังคมในโลกนี้เป็นสังคมที่มีชีวิต ความมีชีวิตของสังคมนั้นแหละครับที่ทำให้เรามีมันสมองที่ทำให้เราคิดอ่าน แต่ความคิดอ่านจะต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและข้อมูลที่สมบูรณ์ครบถ้วน มองเห็นผลประโยชน์ร่วมกัน และทำผลประโยชน์ร่วมกัน การเอาแต่ใจตัวเอง คิดแต่ประโยชน์ตัวเองข้างเดียว มองเข้าข้างพรรคพวกพ้องทั้งหลายเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากเห็น เราเกิดมาในสังคมที่ต้องการเปลี่ยนแปลง เราเกิดมาในสังคมที่ต้องการให้วันพรุ่งนี้ ดีกว่าวันนี้ วันมะรืนดีกว่าพรุ่งนี้

         ท่านผู้มีเกียรติครับ การพัฒนาประเทศไทยในระยะ ๓๐ - ๔๐ ปีที่ผ่านมานั้น เราประสบกับความสำเร็จในการยกฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยให้สูงขึ้นกว่าเดิมประมาณ ๓๐ เท่า จากรายงานของธนาคารโลก (World Bank Atlas 1996) ที่ตีพิมพ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ชี้ว่าในช่วงระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๘๕ - ๑๙๙๔ นั้น ประเทศไทยมีอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงที่สุดในโลก และมีบทวิจารณ์จากนักวิชาการจำนวนมากว่า ภายในปี ค.ศ. ๒๐๒๐ หรืออีก ๒๕ ปี ข้างหน้าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะใหญ่โตเป็นอันดับ ๘ ของโลก ใหญ่กว่าเศรษฐกิจของประเทศอังกฤษและเศรษฐกิจของประเทศฝรั่งเศสเสียอีก

         การที่เรามีเศรษฐกิจโตขึ้นมานั้น กล่าวกันว่า เป็นเพราะโดยพื้นฐานแล้วสังคมไทยมีลักษณะที่เปิดกว้าง มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดีพอสมควร ประกอบกับที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการทุ่มเทการลงทุนด้านบริการพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การปรับโครงสร้างทั้งทางด้านการเกษตร และทางอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง และเรายังมีนักธุรกิจ นักลงทุนที่มีความสามารถ จึงทำให้เศรษฐกิจของเราโตขึ้น

         แม้เรามีความเจริญทางเศรษฐกิจค่อนข้างไปเร็ว มีขนมเค้กใหญ่ขึ้นจริง ดังที่มีการเปรียบเทียบกันอยู่บ่อย ๆ แต่ปัญหาที่เป็นอยู่คือ มีคนได้กินกันทั่วถึงหรือเปล่า ขนมเค้กที่โตขึ้นแบ่งกันกินอยู่แต่ในกลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุดเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นับวัน ๆ คนกลุ่มนี้ มีแต่จะได้รับก้อนเค้กที่ใหญ่ขึ้น หรือถ้าดูตามสถิตินะครับ คนไทยที่อยู่ในระดับที่เรียกว่าจน เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ก็มี ๑๐ ล้านคน ปัจจุบันก็ยังมีอยู่กว่า ๑๐ ล้านคน ตัวเลขไม่ได้ลดลงไป จริงอยู่มาตรฐานการครองชีพของคนจนเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วกับขณะนี้ อาจจะเปลี่ยนไป แต่มาตรฐานความจนนั้นก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปทุก ๆ ปี เช่นเดียวกัน

         การคาดหมายเศรษฐกิจของไทยว่าจะใหญ่เป็นอันดับ ๘ ของโลกจะเป็นจริงขึ้นมาได้อย่างไร ตราบใดที่การพัฒนาของไทยยังเป็นไปเหมือนในอดีตยังใช้ระบบเดิม ยังใช้ความคิดเดิม ไม่มีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่มีการปรับปรุงคุณภาพคน เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารให้ก้าวทัน สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ ผมคิดว่าเราคงยากที่จะไปถึงจุดนั้น

          สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกล่าวคือ ทุกประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงมักจะมีปัญหาสังคมตามมามากมาย ถ้าหากเรามองแต่ทางด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว ไม่ได้มองด้านสังคม จะเกิดปัญหาความขัดแย้งทางสังคมภายในประเทศมากขึ้น แต่ถ้ามองแต่ทางด้านสังคมเพียงด้านเดียวก็จะมีปัญหาหนัก ถ้าไม่มีการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจควบคู่กันไป ดังนั้นการพัฒนาที่ถูกต้องก็คือการดำเนินการไปพร้อม ๆ กันแบบ “เดินสายกลาง”

         ประเด็นสำคัญที่คนในสังคมไทยจะต้องช่วยกันพิจารณา คือทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดความร่วมมือจากทุก ๆ ฝ่ายในสังคมให้หันมาเดินสายกลางพร้อม ๆ กันได้ ทำอย่างไรจึงจะทำให้นักธุรกิจ นักอุตสาหกรรมของไทยเรา มีความรู้สึก ความนึกคิด จิตวิญญาณทางด้านความรับผิดชอบ “ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม” กันมากขึ้น กล่าวคือ การดำเนินธุรกิจหรือการพัฒนาทางเศรษฐกิจใด ๆ ต้องคำนึงถึงต้นทุนทางด้านสังคม ต้นทุนทางด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อมมากกว่าในระยะที่ผ่านมา ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนกลุ่มนี้ นึกอยู่เสมอว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปได้สร้างปัญหาให้กับสังคมไทยเพิ่มขึ้นหรือเปล่า หรือสิ่งที่ทำไปนั้นจะเป็นการช่วยสังคมให้ดีขึ้น

         ในขณะเดียวกัน กลุ่มทางด้านนักคิด นักสร้างสรรค์สังคม NGO หรือกลุ่มใด ๆ ที่เน้นเรื่องทางสังคม ก็ต้องยอมรับเงื่อนไขการสร้าง “ผลประโยชน์เพื่อส่วนรวม” และ “ผลกำไรทางเชิงธุรกิจ” เพราะถ้าหากไม่มีการสร้างกำไรทางด้านเศรษฐกิจ ก็ไม่สามารถเอาเงินมาช่วยทางด้านสังคมได้ จะเลือกไปทางหนึ่งทางใดไม่ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนไทยในสังคมยึดทาง “สายกลาง” เป็นแนวทางหลักในการพัฒนาประเทศ

         ในความคิดเป็นของผม นอกจากเราต้องพยายามสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สามารถทำให้เรายืนอยู่บนเวทีโลก โดยรัฐบาลเป็นเพียงผู้กำกับดูแลให้ภาคเอกชนเข้าดำเนินการไป อย่าไปควบคุมเขา ลดการผูกขาดผลประโยชน์ด้านอุตสาหกรรม ให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น ให้มีคนกินเค้กที่โตขึ้นกันมากขึ้น ดูแลผลประโยชน์ของผู้อุปโภคบริโภค สร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม แล้วเรายังต้องการสังคมที่สงบสุข มีเสรีภาพ มีความยุติธรรม เราต้องการเห็นคนทุกคนมีโอกาส และความสามารถในการประกอบอาชีพ เราต้องการเป็นคนไทยมีครอบครัวที่อบอุ่น อยู่ภายใต้ชุมชนที่เข้มแข็ง ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ และมนุษย์กับธรรมชาติ

         ท่านผู้มีเกียรติครับ ประเทศไทยในยุคปัจจุบัน ที่เรากำลังเผชิญอยู่คือ คนไทย สังคมไทย โดยทั่วไปยังขาดการเรียนรู้ การคิด การวิเคราะห์ เรามีช่องว่างในเรื่องของความคิดอ่านหรือแนวความคิดและค่านิยมต่าง ๆ ระหว่างชาวกรุงกับชาวชนบท ความเอื้ออาทรที่เคยมีต่อกันลดลง คนไทยมุ่งไปสู่วัตถุนิยม บริโภคนิยมมากขึ้น สังคมไทยคลายพลังลง การแยกแยะความดี ความเลว ความถูก ความผิด ความเหมาะ ความควรในสังคมรอบตัวเราไม่ออก คุณค่าของวัฒนธรรมไทย คุณธรรม ภูมิปัญญาที่ดีแต่เก่าก่อนถูกมองข้ามไป คุณภาพชีวิตของคนไทยในภาพรวมด้อยกว่าประเทศคู่แข่งขัน ระบบและกลไกลต่าง ๆ ทางสังคมรวมทั้งระบบราชการยังไม่สามารถก้าวได้ทันกับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดสภาพปัญหาความขัดแย้งกันในสังคมเพิ่มขึ้น

         คนไทยในชนบท นับเป็นคนในสังคมที่ยังขาดโอกาสได้รับการพัฒนาความรู้ ความสามารถ โดยเฉพาะ “กลุ่มเด็กในวัยเรียน” ยังขาดโอกาสในการศึกษาต่อสูงกว่าชั้นประถมเป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบกับเด็กในเขตเมือง และช่องว่างดังกล่าวนับวันจะถ่างกว้างยิ่งขึ้น หากพวกเรายังไม่ให้ความสนใจที่จะแก้ไขอย่างจริงจังต่อไป

         สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้กลายเป็นโจทย์ที่ทำให้ทุกคนต้องหันมาทบทวนบทบาทของตนเอง รวมทั้งทิศทางในการพัฒนาคนและสังคมของประเทศว่า เราพร้อมแล้วหรือยังกับการเผชิญปัญหาทางสังคมที่ท้าทายที่เกิดขึ้นจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและของสังคมไทย

         ผมเป็นคนมองโลกในแง่ที่ดี และผมมีความแน่ใจว่าปัญหาของสังคมไทยนั้น ไม่ได้หนักหน่วงไปกว่าปัญหาของสังคมอื่น ๆ ในโลก หรือในประเทศที่พัฒนาแล้ว เจริญแล้ว ในชีวิตของผมเมื่ออยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั้งในอังกฤษ อเมริกาหรือในแคนาดา ที่ผมเดินทางไป ผมได้สัมผัสกับปัญหาต่าง ๆ ของประเทศดังกล่าวมากมาย จึงได้ตระหนักว่าปัญหาในประเทศชาติของเรา ไม่ได้มีความแตกต่างหรือมีลักษณะที่แก้ไขไม่ได้ ขอแต่เราต้องมีความมั่นใจในตัวเอง ต้องยึดถือคุณธรรมมีความอดทน รวมทั้งต้องกล้าคิด กล้าที่จะเปลี่ยนสังคมในทางสันติ

         ผมเชื่อในเรื่องของ “การเปลี่ยนแปลง” ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงเพื่อที่ต้องการจะให้เปลี่ยนแปลง แต่เปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะได้ปรับตัวเองให้เข้ากับสังคมปัจจุบันกับสังคมในอนาคต ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมปัจจุบัน แต่เปลี่ยนแปลงให้ทันกับสังคมใน ๑๐ ปี ๒๐ ปี ข้างหน้า

         ในสายตาของผม การที่เราจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาสังคมได้นั้น เราต้องมุ่งไปพัฒนา “คน” ทุกกลุ่มเป้าหมายในสังคม มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตสิ่งแวดล้อม คุณภาพทางการศึกษาของคนทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะที่ผมอยากเน้นคือ ใน “กลุ่มเด็กในวัยเรียน” ที่เป็นความหวังและอนาคตของประเทศชาติ

         แต่ปัญหาขณะนี้คือระบบการศึกษาของไทยยังเป็นระบบที่ยังตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและของโลกไม่ทันการณ์ ยังเป็นระบบที่ยึดติดกับธรรมเนียมประเพณีเก่า ๆ ยังเป็นระบบที่ไม่มีการเปิดเพียงพอที่จะให้กระแสความคิดอื่น ๆ ที่จะปรับปรุงคุณภาพของคนไทยเพื่อรองรับกับสถานการณ์ของสังคมไทยในภายหน้าได้

         ระบบการศึกษาของไทยที่ผ่านมา ยังไม่สามารถนำระบบสังคมไทยไปสู่สังคมที่มีจริยธรรม คุณธรรมไปสู่การแข่งขันทางเศรษฐกิจของโลกหรือของภายในประเทศไทยยังเป็นระบบที่ไม่สามารถที่จะผลิตคนดีให้แก่สังคมได้เพียงพอ และความสามารถในอดีตที่จะผลิตคนเก่งก็ลดน้อยลงไปด้วย

         ปัญหาประการหนึ่งคือ รัฐยังควบคุมระบบการศึกษาอย่างค่อนข้างจะแน่นแฟ้น คุณภาพทางด้านการศึกษาของเรายังด้อยอยู่มาก การศึกษาในระบบโรงเรียนประถม มัธยม วิทยาลัยเทคนิค มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ยังด้อยพัฒนามาก หรือการศึกษานอกระบบยังด้อยพัฒนามาก

         ทิศทางที่ผมอยากจะเป็นคือ ระบบการศึกษาของไทยต้อง “เปิด” มากกว่านี้ ต้อง “โปร่งใส” มากกว่านี้ รัฐจะต้องมีทิศทางที่แน่นอนว่าจะผ่อนคลายการควบคุม ไปสู่สถานภาพเพียงแต่ทำหน้าที่กำกับดูแล ระบบใดก็ตามที่รัฐเข้าไปควบคุมมากเกินขอบเขต ผมคิดว่ามีแต่ทางเสีย รัฐจะต้องเปิดให้ประชาชนหรือท้องถิ่นเข้ามาดูแลในเรื่องการศึกษาหรือการพัฒนาคนและสังคมด้านอื่น ๆ ของเขามากขึ้น คนในกระทรวงศึกษาฯ ในมหาวิทยาลัย จะต้องเปลี่ยนความคิด คนที่อยู่นอกวงการศึกษาที่สามารถจะเกื้อกูลอำนวยระบบการศึกษาให้ดีจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ผมอยากเห็นคนรวยในเมืองไทยเอาเงินมาตั้ง “มูลนิธิเพื่อการศึกษา” อย่าง เมืองนอกเขาทำกัน เช่น มูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ มูลนิธิฟอร์ด อเมริกาเจริญได้เพราะคนลงทุนด้านการศึกษา ปัจจุบันเมืองไทยก็มีมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

         สังคมไทย จะต้องมีการลงทุนทางด้านการศึกษากันอย่างจริงจัง ต้องมีการปฏิรูประบบและ โครงสร้าง ต้องมีการปฏิรูปหลักสูตร ความคิดความอ่านของผู้ปฏิบัติงานและครูบาอาจารย์ สังคมใดก็ตามที่มีความพึงพอใจในระบบการศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน และไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงปรับปรุง ปฏิรูปแล้ว สังคมนั้นไม่มีทางเจริญได้ การเปลี่ยนแปลงในลักษณะข้างต้นอาจต้องอาศัยความเปลี่ยนแปลงกระแสความคิดจากภายนอกเข้ามากระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น

         เราจะเห็นได้ว่าประเทศญี่ปุ่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรปทุกประเทศ เขาจะพูดถึงเขาจะทบทวนศึกษา อภิปรายกันอยู่เสมอว่าระบบการศึกษาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นเหมาะสมกับสภาวการณ์กับในอนาคตอันใกล้หรือเปล่า หลักสูตรต่าง ๆ ที่เราใช้จะต้องมีการปรับปรุงอยู่เสมอ วิธีการต่าง ๆ ที่เราใช้ในอดีต ก็จะต้องปรับปรุงอยู่เสมออย่าไปยึดถือของเก่า ๆ และมิใช่ว่าของเก่า ๆ หรือความคิดเก่า ๆ นั้นจะไม่ดี หลายอย่างเป็นสิ่งที่ดี และเป็นสิ่งที่ถูกต้องกับสภาวการณ์ เมื่อ ๑๐ ปี ๓๐ ปี ที่แล้ว แต่ปัจจุบันเราจะต้องคิดกันว่าทำอย่างไรที่จะจัดวางโครงสร้าง วางระบบ วิธีการต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ปัจจุบันและเหมาะสม สอดคล้องกับทิศทางของสังคมไทยที่จะเดินไปข้างหน้า ในระยะ ๑๐ ปี ๒๐ ปี ข้างหน้า

         สังคมไทยจะต้องมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรม ให้ยกระดับคุณภาพที่สูงขึ้น สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้มากขึ้น โดยมี “กลไกทางเศรษฐกิจ” ให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้น รวมทั้งต้องมีการสร้าง “กลไกทางสังคม” ในการสร้างกระแสจิตสำนึกความรับผิดชอบทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของแต่ละคน แต่ละครอบครัว แต่ละชุมชนดี ขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ทุกคนในสังคมมีความสุขร่วมกัน

         ผมยอมรับครับ การเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของง่าย จะต้องใช้เวลา ๑๐ ปี ๒๐ ปี แต่ถ้าหากเราไม่เริ่มต้นวันนี้ เราจะถ่วงไปเรื่อย ๆ การเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาคุณภาพคนและสังคมอย่างสงบก็ยิ่งเป็นไปได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน เราอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง เราจะต้องมีการสร้าง “กระแสของสังคม” ให้มีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์บนพื้นฐานของความบริสุทธิ์ใจ และบนพื้นฐานของการที่ไม่มีอคติไม่ว่าทั้งในสิ่งเก่า ๆ หรือสิ่งใหม่ ๆ

         สุดท้ายที่ผมอยากจะกล่าวต่อไปคือ แม้เราจะมีการร่างแผนพัฒนาคนและสังคมออกมาสวย เป้าหมายสวย มีแผนงานสวย แต่ถ้าเรายังใช้กลไกรัฐบาลที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนและสังคม ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาฯ สาธารณสุข มหาดไทย กระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ยังไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานใหม่ รวมทั้งยังไม่เปิดโอกาสให้ประชาชน ชุมชนในท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเอกชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมกันคิด ร่วมกันทำอย่างจริงจังแล้ว การพัฒนาคนและสังคมตามแผนที่ได้มีการร่างกันไว้ ก็คงอยู่แต่ในความฝันเท่านั้น

         สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยุคใหม่ ได้หันมาให้ความสนใจในเรื่องการพัฒนาคนและสังคม และได้เชิญผมมาเป็นประธานอนุกรรมการชุดนี้ ซึ่งคณะอนุกรรมการได้ช่วยกันร่างแผนพัฒนาคนและ สังคมที่ดีมากออกมาฉบับหนึ่ง จะใช้เป็นแนวทางหลักของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘ ต่อไป แต่แผนนี้จะได้รับการนำไปปฏิบัติมากน้อยแค่ไหนคงเป็นเรื่องที่เราจะต้องติดตามผลให้ชัดต่อไป

         ผมอยากจะขอฝากข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้ให้ท่านไปประกอบการพิจารณาและคิดต่อไป เพื่อความยั่งยืนสถาพรของสังคมไทยด้วยครับ

    หมวดที่ ๒ : สังคมไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    คำกราบบังคมทูลรายงานสรุปการสัมมนา
    “ปัญหาท้าทายสังคมไทย: ใครจะได้อะไร? อย่างไร?”
    ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
    ในการประชุมวิชาการประจำปี ๒๕๓๖
    วันเสาร์ที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๓๖

    ขอกราบพระราชทานกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองพระบาท

    ข้าพระพุทธเจ้า นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ขอพระราชทานพระราชวโรกาสกราบบังคมทูลรายงานสรุปการสัมมนาประจำปี ๒๕๓๖ ดังต่อไปนี้

    การประชุมครั้งนี้ได้ระดมความคิดจากหลายฝ่าย ภาคแรกเป็นการพิจารณาถึงผลกระทบทางสังคมวัฒนธรรมของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดในสังคมไทย ช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมาและแนวโน้มในอนาคต ส่วนภาคที่สองเป็นข้อเสนอในเชิงนโยบาย

    ภาคแรกนั้นพอสรุปได้ดังนี้

    ในช่วงเวลาประมาณสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและการเมืองโลกอย่างเต็มตัว ยังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ไพศาลต่อการดำเนินชีวิตของคนไทย รัฐบาลไทยเร่งรัดให้สังคมไทยกระโจนเข้าไปเป็นสังคมอุตสาหกรรม เร่งสร้างความปรารถนาให้คนไทยทั่วไปมีชีวิตอย่างทันสมัยตามอย่างสังคมตะวันตก

    ผลกระทบทางสังคมได้หยั่งลึกลงอย่างรุนแรงและรวดเร็วโดยเฉพาะในชนบท สังคมชนบทที่เคยเลี้ยงตัวเองได้ด้วยทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ และมีพลังในการดูแลสวัสดิภาพชีวิตของตนเอง เปลี่ยนบทบาทมาอยู่ที่ท้ายขบวน คอยเป็นบริวารให้แก่ภาคอุตสาหกรรม และระบบเศรษฐกิจเชิงทุนนิยม การผลิตเชิงพาณิชย์มีสัดส่วนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ชาวชนบทสามารถพึ่งพิงตนเองได้น้อยลงทุกที

    จากเนื้อหาของรายงานและการอภิปราย พอสรุปได้ว่าประเด็นของผลกระทบที่สำคัญทางสังคมมีดังนี้

    1. การเสื่อมสลายของสถาบันสังคมในท้องถิ่น
    2.      ในชนบทไทยสมัยก่อน สถาบันทางสังคมในแต่ละท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการสร้างและพิทักษ์รักษาคุณภาพชีวิตของผู้คน หมู่บ้านในภูมิภาคต่าง ๆ จะมี “แก่บ้าน” บ้าง ผู้อาวุโสในหมู่บ้านบ้าง เป็นผู้นำที่ลูกหลานในหมู่บ้านเชื่อฟัง และให้ความเคารพยำเกรง มีการจัดการรักษา และการแบ่งปันการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การใช้ป่า แหล่งน้ำ และที่ดิน นอกจากนั้นโครงสร้างครอบครัว ความเป็นญาติกัน และการพึ่งพากันและกันในขั้นตอนต่าง ๆ ของการทำการเกษตร ได้มีส่วนสร้างระเบียบในการดำเนินชีวิตของชุมชน และเป็นสายใยให้เกิดความเอื้ออาทรระหว่างชาวบ้านด้วยกัน

           สถาบันสังคมเหล่านี้ ล้วนเสื่อมกำลังลง “แก่บ้าน” ถูกแทนที่ด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้อาวุโสกลายเป็นคนเชยไม่ทันสมัย ครอบครัวและเครือญาติถูกกระทบจนระส่ำระสาย เมื่อไม่สามารถเลี้ยงตัวได้ด้วยการเกษตร และสมาชิกต้องออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน

    3. คนบางกลุ่มประสบชะตากรรมที่ลำบากมากขึ้น
    4.      ผู้หญิงเคยมีตำแหน่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อชีวิตของหมู่บ้านในชนบท เนื่องจากในอดีต เขย มักจะย้ายมาอยู่ในบ้านของพ่อตา และทำนาในที่ของผู้หญิง ผู้หญิงจึงเป็นตัวเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างญาติภายในหมู่บ้าน แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมและการเติบโตของเมืองนั้น อาศัยแรงงานของผู้หญิงในชนบท มาทำงานโรงงาน เป็นโสเภณีและงานบริการต่าง ๆ สูงมาก ในกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้หญิงซึ่งเคยเป็นคนสำคัญของหมู่บ้าน ต้องกลายมามีสถานภาพอันต่ำต้อย ในสถานบริการทางเพศบ้าง โรงงานบ้าง ทำงานในสภาพที่เลวร้ายและเก็บรายได้อันน้อยนิดส่งให้พ่อแม่ในชนบทเพื่อทดแทนบุญคุณ

           นอกจากผู้หญิงแล้ว ชาวนารายเล็ก ก็เป็นกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในฐานะลำบาก การผลิตที่นับวันแต่จะใช้ทุน ทำให้พวกที่มีทุนเดิมอยู่แล้วปรับตัวได้ดีกว่า ชาวนารายเล็กจึงประสบปัญหามาก และรายที่ปรับตัวไม่สำเร็จก็จะสูญเสียที่ทำกิน กลายเป็นแรงงานรับจ้างในชนบทและในเมืองต่อไป

    5. การเกิดขึ้นของคนกลุ่มใหม่ในสังคม
    6.      ในขณะที่คนบางกลุ่ม เป็นผู้อาวุโสของหมู่บ้าน ผู้หญิงหรือชาวนาเล็ก ๆ ที่เคยมีบทบาทสำคัญในชีวิตชนบท ถูกเบียดจนตกเวทีไปก็มี คนอีกกลุ่มหนึ่งที่โตขึ้นมา คนเหล่านี้คือ “เจ้าพ่อ” ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น พ่อค้าหรือนักลงทุน เจ้าพ่อเหล่านี้มักจะพัฒนาเครือข่ายความสัมพันธ์และมีลูกน้องอยู่ในตำบลและหมู่บ้านต่าง ๆ เจ้าพ่อเป็นผู้ที่สามารถสะสมความมั่งคั่งขึ้นมา ในช่วยการพัฒนา และเป็นผู้ที่ชาวบ้านจำเป็นต้องพึ่งพิง เนื่องจากการขยายตัวของรัฐเข้าไปในหมู่บ้านนั้น เป็นการขยายเพื่อนำเอาทรัพยากร มาเป็นประโยชน์แก่ภาคอุตสาหกรรมและคนในเมือง แต่มิได้ขยายเพื่อดูแลสวัสดิการแก่ชีวิต ของคนชนบท

           ทางด้านในเมืองซึ่งเป็นหัวขบวนของการพัฒนานั้นคนกลุ่มสำคัญที่เติบโตขึ้น คือคนชั้นกลาง คนชั้นกลางนี้มีหลายอาชีพ หลายระดับฐานะ เช่น นักอุตสาหกรรม นักธุรกิจ นักวิชาชีพ ผู้มีการศึกษาและมีทักษะที่เป็นที่ต้องการสำหรับชีวิตใหม่ คนเหล่านี้เป็นผลผลิตของความทันสมัย มีความปรารถนาและความสามารถในการสะสมความมั่งคั่งสูง รวมทั้งได้พัฒนาวัฒนธรรมของกลุ่มตน เช่น การให้คุณค่าแก่ความเป็นส่วนตัว การมีชีวิตที่อิสระจากชุมชน เครือญาติซึ่งเป็นวัฒนธรรมอีกแบบหนึ่งที่มิได้มีรากมาจากวัฒนธรรมของสังคมเกษตร คนชั้นกลางได้มีบทบาทในการปรับเปลี่ยน ระบบการเมืองให้เปิดกว้างเสรีขึ้น และได้เข้าไปมีบทบาทในการบริหารประเทศผ่านทางระบบการเมืองและการเลือกตั้ง โลกทัศน์และวัฒนธรรมที่มีความเป็นสากลสูง กำลังแพร่หลายออกไปยังคนกลุ่มอื่น

    7. ช่องว่างที่มีหลายมิติ

         สังคมไทยภายหลังสี่ทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นสังคมที่มีช่องว่างในหลาย ๆ ด้านทางด้านสังคมเศรษฐกิจนั้น ช่องว่างระหว่างรายได้และโอกาสในชีวิต ระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคเกษตร ระหว่างเมืองกับชนบทนั้นเป็นที่ทราบกันดีอยู่ แต่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนไทยได้ทำให้เกิดช่องว่างที่น่ากลัวอีกชนิดหนึ่ง คือ ช่องว่างระหว่างทัศนะที่ใช้ในการมองโลก และการให้คุณค่ากับสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกัน คนชนบทในอดีตให้ความสำคัญแก่ พี่น้องพรรคพวกผู้ใหญ่ เพราะการดำเนินชีวิตของพวกเขาต้องพึ่งพิงคนเหล่านี้ ในขณะที่คนชั้นกลางในเมืองให้ความสำคัญกับตัวเอง หรือหลักการความถูกต้อง ซึ่งจำเป็นในการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ ช่องว่างทางความคิดนี้เป็นที่มาของความขัดแย้งหลายประการในสังคมไทยปัจจุบันเช่น ความขัดแย้งว่าการเมืองไทยควรจะมีลักษณะอย่างไร การพัฒนาประเทศต่อไปควรจะมีแนวทางอย่างไร ศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมควรได้รับการทะนุบำรุงอย่างไร

          ความอยุติธรรมอย่างยิ่งในสังคมไทย คือ การที่สามารผูกขาดทัศนะในการมองโลกได้ ในขณะที่ทัศนะของคนบางกลุ่มถูกเพิกเฉยละเลยโดยสิ้นเชิง

         ในภาคที่สองของการสัมมนา เป็นการนำเสนอภาพของอนาคตและข้อคิดเกี่ยวกับการวางนโยบายสำหรับอนาคตทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคม กฎหมายและการเมืองซึ่งมีข้อสรุปดังต่อไปนี้

         ทางด้านเศรษฐกิจนั้น เศรษฐกิจโลกมีผลกระทบ ไม่เฉพาะแต่เศรษฐกิจไทยเท่านั้น แต่จะกระทบพฤติกรรมทางการเมืองด้านนโยบาย และโยงต่อไปถึงด้านอื่น ๆ ด้วย ผลกระทบจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในสังคมไทยนั้น แตกต่างกันในกลุ่มคนต่าง ๆ เช่น คนชนบท คนเมือง คนจน คนรวย ดังนั้นนโยบายการพัฒนาต้องเปิดโอกาส “ทางเลือก” ให้แก่กลุ่มคนที่ขาดศักยภาพและโอกาสที่จะได้รับประโยชน์เต็มที่

         ทางด้านสังคมการเสื่อมกำลังของชุมชนและครอบครัว เรียกร้องให้รัฐมีบทบาทในการจัดการ สวัสดิการสังคม แต่ที่ผ่านมานโยบายสวัสดิการสังคมไม่ได้รับการตอบสนองในระดับการปฏิบัติ จึงควรส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดองค์กรประชาชน ที่เป็นอิสระจากราชการควรมีการกระจายอำนาจให้ชุมชนและประชาชนในท้องถิ่น ในด้านการบริหารการคลัง สวัสดิการ และการเมืองท้องถิ่น

         ทางด้านกฏหมายที่ผ่านมากฏหมายไทยเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มคนที่มีอำนาจต่อรองสูง ข้อเสนอในการปรับปรุง คือประการแรก กฎหมายน่าจะมีบทบาทในการกำหนดกรอบการสร้างกติกาที่เป็นธรรมในสังคม ประการที่สอง จะต้องมีการขยายการมีส่วนร่วมของคนหลายกลุ่มมากขึ้นในการออกกฎหมาย ประการที่สาม ทั้งตัวบทกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมควรมีความโปร่งใสมากขึ้น

         ทางด้านการบริหารราชการ การทำงานของราชการยังมีความเป็นเอกเทศสูง ขาดความโปร่งใสและขาดการตรวจสอบจากภายนอก ในขณะเดียวกันความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจและธุรกิจ ตลอดจนความซับซ้อนทางเทคนิคของกิจการงานต่าง ๆ ก่อให้เกิดปัญหาในการทำงานของราชการ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงคุณภาพความรู้ประสิทธิภาพและค่าตอบแทนของราชการ

         การสัมมนาเช่นนี้ย่อมมีข้อจำกัด เนื่องจากประเด็นทางสังคมมีเนื้อหากว้างขวางมาก ขีดจำกัดทางด้านเวลาและรูปแบบของการประชุม ย่อมทำให้ไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันและยังไม่สามารถหาวิถีทางปฎิบัติอย่างชัดเจนได้

         แต่การสัมมนานี้ ก็ได้ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาที่ผ่านมานั้น ได้สร้างความทันสมัยและชีวิตที่สะดวกสบายอิสระเสรีขึ้น แต่ก็ได้สร้างช่องว่างอันล้ำลึก ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมขึ้นในสังคมไทย และเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องนำไปถกเถียงอภิปรายต่อไปอีกในวงการต่าง ๆ

         บัดนี้ได้วาระอันเป็นอุดมฤกษ์แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระราชวโรกาสพระราชทานพระราโชวาท เพื่อเป็นศิริมงคลและเป็นแนวทางปฏิบัติให้เกิดผลและเพื่อปิดการประชุมในครั้งนี้

         ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

    หมวดที่ ๒ : สังคมไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    คำบรรยายพิเศษ
    ของ นายอานันท์ ปันยารชุน
    เรื่อง บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อมวลชน
    วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๙
    ณ โรงแรมสยามซิตี้ ถนนศรีอยุธยา

    ขอเริ่มด้วยการทบทวนความเป็นมาของสื่อ ในความหมายของสื่อทางเดียวสู่มวลชนคือหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ยังไม่ถึงสื่อสมัยใหม่ระดับอินเทอร์เน็ต

    สื่อหนังสือพิมพ์ จัดว่าเป็นสื่อสู่มวลชนที่มาก่อน เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์เริ่มมีภาษาเขียนซึ่งอาจจะเขียนบนปล้องไม้ไผ่อย่างจีน บนผ้า บนหิน บนกระดาษ ซึ่งเมื่อเขียนแล้วก็คงต้องแขวนหรือตั้งไว้ในที่ที่สามารถให้คนอื่นหลายคนเห็นและอ่าน ในปี ค.ศ. ๑๕๖๒ ได้มีการพัฒนาการพิมพ์ตัวอักษรขึ้น เริ่มมีสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นการเผยแพร่ที่ผู้อ่านไม่ต้องมาอ่านในสถานที่ที่ให้สื่อ สามารถนำไปอ่านที่อื่นได้ และเริ่มมีสังคมผู้สร้างสื่อ (Agent France Presse) ในปี ๑๘๓๒ และมี AP, UPI, Reuters ตามมาภายหลัง จนหนังสือพิมพ์เป็นสิ่งที่ทั่วโลกใช้เป็นสื่อตลอดมาจนปัจจุบัน เป็นประสบการณ์ ๓๐๐ กว่าปี

    ในต้นศตวรรษที่ ๒๐ ตั้งแต่ปี ๑๙๙๐ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกิดมีความเจริญขึ้นยิ่งใหญ่คือเป็นยุคของไอน์สไตน์ เอดิสัน เกิดมีไฟฟ้าใช้ ทำให้เกิดหลอดวิทยุสูญญากาศและเกิดสื่อวิทยุคลื่นกระจายเสียงในปี ๑๙๐๖ ใช้ในกรณีติดต่อในการเดินเรือ จนเป็นการกระจายเสียงสู่มวลชนในปี ๑๙๒๔ นับว่าชาวโลกมีประสบการณ์กับสื่อทางวิทยุมาประมาณ ๗๕ ปี

    ไม่นานหลังจากการมีหลอดวิทยุสูญญากาศ ในปี ๑๙๓๐ บริษัท Dumont ก็พัฒนาหลอดภาพ ทีวีขึ้นในห้องปฏิบัติการ ทำให้เกิดสื่อกระจายภาพ หรือทีวี ในปี ๑๙๓๗ วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีของ ทีวี จากขาวดำเป็นทีวีสี เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นับว่าชาวโลกมีประสบการณ์กับสื่อมาประมาณ ๖๐ ปี

    หนังสือพิมพ์ก็ดี วิทยุก็ดี และทีวี ได้พัฒนาขึ้นเพื่อรับใช้มวลชนในแง่การให้ข่าวสารโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์ พัฒนามาจากการแจ้งข่าวหรือประกาศในสถานที่ชุมชน จนเป็นการพิมพ์

    แพร่ทั่วไป สิ่งที่สื่อคือข่าวสาร ต่อมาจึงมีการโฆษณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งขายยา ตามด้วยการขายผลิตภัณฑ์ทำนา เครื่องจักร เสื้อผ้า และสินค้าอื่น ๆ ซึ่งทำให้เกิดรายได้ต่อผู้ผลิตหนังสือพิมพ์ เมื่อความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น หนังสือพิมพ์ก็มีข่าวสังคม การเมือง และบันเทิงตามมา

    ปัจจุบันหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยที่มีจำนวนขายมากที่สุด จะมีจำนวนหน้าเสนอเรื่องประเภท “ละครน้ำเน่า” วงการดารา กีฬา โฆษณา และพาดหัวด้วยข่าวการเมืองและอาชญากรรม สำหรับสื่อวิทยุ นอกจากวิทยุ จส. ๑๐๐ สถานีอื่นใช้เวลาส่วนมากในการกระจายเสียงเพลง สัดส่วนของข่าวสารหรือโปรแกรมที่มีสาระอยู่บ้าง เป็นสัดส่วนเวลาที่น้อย นอกจากสถานีที่รัฐต้องการใช้ให้เป็นเพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ากำลังถูกเปลี่ยนแปลงบ้างแล้วในปัจจุบัน ดังนั้นพอจะสรุปคร่าว ๆ ได้ว่า ในเรื่องของ ปริมาณ ประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับสื่อเกี่ยวกับการบันเทิงและละครน้ำเน่า กีฬา อาชญากรรม การเมือง และการโฆษณาต่าง ๆ จากสื่อทุกประเภทมาก แต่ข่าวสารด้านการศึกษา ความรู้ต่าง ๆ เชิงการพัฒนาทางสมองและจิตใจมีสัดส่วนปริมาณน้อยมาก

    ทางด้านคุณภาพเล่า? สื่อสิ่งพิมพ์ เราอ่านข้อความและเห็นภาพนิ่ง สื่อวิทยุเราได้ยินได้ฟัง แต่ไม่เห็น สื่อโทรทัศน์เราได้ฟังและเห็น และได้เห็นภาพที่ไม่ใช่ภาพนิ่ง มีสีสันเหมือนธรรมชาติและชีวิตจริง หรืออาจจะเป็นภาพลวงตาที่จำลองโดยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เรียกกันว่า Multimedia virtual reality ดังนั้นคุณภาพในด้านความสามารถของสื่อ ที่จะส่งสื่อเข้าสู่ความสัมผัสของเรานั้น สามารถทำได้อย่างได้ผลที่สุด ถึงขนาดให้ผู้รับสื่อติดใจ เสียเวลารับสื่อเพิ่มขึ้นมาก และเรียกได้ว่าอยู่ภายใต้อานุภาพ การจูงใจของสื่อระดับเสพติด ซึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือสื่อทางทีวีนี้เอง ตามด้วยสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งเริ่มจะมีรูปประกอบเชิงโหดร้ายและเย้ายวนแบบใหม่ ๆ ขึ้นมามาก แต่สื่อวิทยุก็มีผู้ฟังติดเป็นรายการ ๆ ไปเหมือนกัน

    อานุภาพของสื่อเป็นความจริงที่แจ่มชัดขึ้นมาก ผู้ใดเป็นผู้ผลิตสื่อจึงเป็นผู้ที่มีอานุภาพสูงต่อปวงชน เพราะผู้รับสื่อมีพฤติกรรมเป็นผู้รับ “ของแจกฟรี” ทางวิทยุ และทีวีจนติดเป็นกิจวัตร และซื้อหนังสือพิมพ์ได้ในราคาไม่แพง คนจนมีสิทธิ์รับการบันเทิงและเลือกอ่านส่วนที่เขาชอบได้ดังนั้น การ “ขาย” สินค้าก็ดี ความคิดความเห็นก็ดี วัฒนธรรม จรรยาระบบใหม่ก็ดี จึงเป็นไปโดยกระบวนการซึมเข้าไปในความคิดและจิตใจของผู้บริโภคสื่อได้โดยผู้บริโภคไม่ตระหนักและคล้อยตามไปได้ง่าย แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีไทยในปัจจุบันก็ได้ว่าจ้างให้ผู้เชี่ยวชาญทางสื่อ เป็นผู้จัดการ “ขาย” ภาพพจน์ของตน เพราะเห็นความสำคัญในอิทธิพลของสื่อ

    บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อมวลชนอยู่ที่ไหน? ผู้ผลิตโปรแกรมต่าง ๆ ของสื่อ ไม่ว่าจะเป็นทีวี โปรแกรมรายการในวิทยุหรือข่าวสาร บทความในหนังสือพิมพ์ เป็นผู้ทรงอานุภาพในการปั้นแต่งความเชื่อ ความคิดของผู้บริโภคสื่อ รัฐควรจะยอมให้ผู้ผลิต/ดำเนินรายการสื่อมีสิทธิเสรีภาพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ตามหลักเกณฑ์แล้วผู้ผลิต/ดำเนินรายการสื่อ ควรจะมีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ ปราศจากการควบคุมของรัฐซึ่งรัฐเองก็มีสิทธิ “ขาย” หรือแจกสิ่งที่จะเป็นสื่อต่อมวลชนได้เองด้วยแล้ว

    ผู้ผลิตและดำเนินรายการสื่อ สมควรที่จะมีอานุภาพเต็มที่หรือไม่ เป็นประเด็นที่เราควรขบคิดกันอย่างผู้ใหญ่ เราไม่อยากเห็นเด็กอ่อนมีสิทธิเสพสุราด้วยเหตุผลใดหรือผู้ที่ผลิตและดำเนินรายการสื่อยังเป็น “เด็ก” อยู่หรือไม่ ใครจะเป็นผู้มอบสิทธิ ความรับผิดชอบหน้าที่ให้แก่ผู้เป็นสื่อมวลชน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลว่าเขาเป็น “ผู้ใหญ่” พอเราคงเห็นชอบในหลักการว่า เขาควรจะควบคุมกันเอง หรือให้เป็นการแข่งขันว่าใครดีไม่ดี เป็นกระบวนการที่ทำให้สื่อมวลชนที่ไม่ดี ไม่มีความรับผิดชอบนั้น ค่อย ๆ หายไปเอง ในทางปฏิบัติจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ เมื่อเร็ว ๆ นี้หนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง นำรูปอนาจารของผู้หญิงที่ถูกอ้างว่าเป็นดาราชื่อดังผู้หนึ่งมาลงในหน้าปกนั้น สะท้อนความรับผิดชอบของผู้ผลิตสื่อในเชิงสร้างสรรค์หรือไม่?

    ประเทศไทยเคยมีระเบียบ แบบแผน วัฒนธรรม จริยธรรม ของไทยเองที่กำลังถูกเปลี่ยนแปลงโดยสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน สื่อภาพในเชิงโหดร้ายทารุณและลามกมีแพร่เพิ่มขึ้น การแต่งตัว ความคิด ความเชื่อถือ กำลังถูกอานุภาพสื่อคอยดัดแปลงให้เปลี่ยนไปในทางดีบ้างไม่ดีบ้าง ทั้งนี้แล้วแต่รากฐานความเชื่อถือของแต่ละบุคคล แต่แน่ละ รากฐานและความเชื่อถือของผู้ผลิต ผู้ดำเนินรายการสื่อเป็นปัจจัยสำคัญกว่าเราท่านธรรมดา ซึ่งไม่มีอานุภาพของสื่ออยู่ในมือ ดังนั้นเราท่านทุกคนที่มิได้เป็นผู้ผลิตหรือดำเนินรายการย่อมมีความรู้สึกเป็นห่วง อยากเห็นคุณภาพของสื่อที่ “แจก” ไปให้แก่ผู้บริโภคสื่อนั้น เป็นของที่ทรงอานุภาพในทางที่ดีหรือเรียกว่ามีคุณภาพ มีธรรมชาติไปในเชิงสร้างสรรค์ มิใช่ “ขาย” หรือ “แจก” สื่อไปในทางลบ โดยอ้างว่าเป็นเพียงต้องการสะท้อนสถานะภาพของสังคม โดยการเสนอรายการที่ทำให้สิ่งที่ไม่ดีเด่นชัดขึ้น

    เป็นที่น่าสังเกตว่า สิ่งที่ดีให้ความรู้แก่ประชาชน ไม่ค่อยปรากฏในสื่อสู่มวลชนในปัจจุบันเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา ความรู้ในธรรมชาติ การฝึกฝนให้ใช้ความคิดและเหตุผลฯลฯ มักไม่ได้รับโอกาสเป็นสื่อที่ควรให้แก่ผู้บริโภค ผู้ผลิตและดำเนินรายการจะอ้างว่าเพราะผู้บริโภคที่สนใจมีจำนวนน้อย แท้จริงแล้วผู้ผลิต/ดำเนินสื่อที่ตัวเองสนใจในด้านการศึกษาความรู้วิทยาศาสตร์การฝึกฝนเหตุผลต่างหากที่มีจำนวนน้อย เราน่าจะคิดว่าหากเราให้สื่อประเภทสร้างสรรค์ให้มากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะสร้างจำนวนคนที่สนใจรับมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทำนองเดียวกัน หากผู้ผลิต/ดำเนินรายการสื่อยัง “ขาย” หรือ “แจก” สื่อที่ในทางบันเทิง วัฒนธรรม และความคิดต่างชาติ อาชญากรรมและการเมืองประเภทสกปรก ผู้บริโภคสื่อคือประชาชนที่มีแนวโน้มในเชิงลบอยู่แล้วก็จะมีมากขึ้นและรุนแรงขึ้น เพราะถูกกระตุ้นโดยซาบซึมทีละน้อยตลอดเวลา อีกประการหนึ่งผู้ผลิตสื่อจำนวนมากไม่สามารถหรือไม่เคารพในหลักเกณฑ์อาชีพของนิเทศศาสตร์ ในการแยกความจริง/ข้อมูลจากความเห็นของตน ทำให้สื่อที่ออกไปเป็นปัญหาของประเทศ ที่ประชาชนอาจถูกแบ่งแยกในแนวคิดโดยอานุภาพของผู้ผลิตสื่อที่ “แจก” ความเห็น แทนที่จะให้ข้อมูลหรือความจริง

    ปัจจุบันระดับการศึกษาเฉลี่ยของประเทศไทยยังอยู่ในระดับการศึกษา ๔ ปี ส่วนมากอยู่ในระดับเพียงพออ่านออกเขียนได้ แต่ไม่มีความรู้เชิงตรรก วิทยาศาสตร์และความรู้พื้นฐานอื่น ๆ อีกมาก ความรู้ความคิดของเขาเหล่านั้นหลังจากการเรียนในโรงเรียนจะเพิ่มพูนขึ้นได้จากประสบการณ์ชีวิตของเขาเองและจากสื่อมวลชน จึงไม่เป็นที่แปลกใจว่า ตราบใดที่สื่อมวลชนยังเสนอสื่อทางไสยศาสตร์ ความเชื่อโชคลางของขลัง มวลชนชาวไทยก็ไม่สามารถตามวิวัฒนาการของมนุษย์ชนชาติอื่นในด้านความคิดที่มีเหตุผล รับรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในส่วนที่สมควรมาเป็นปัจจัยที่ทำให้การครองชีพดีขึ้นได้ การที่ไม่มีพื้นความรู้ทางธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ทำให้ชาวไทยส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิด เห็นโทษเป็นคุณ เห็นคุณเป็นโทษในกรณีที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี ในกรณีนี้ปัญหาที่ใหญ่กว่าการที่ประชากรไทยมีการศึกษาเฉลี่ยเพียง ๔ ปี ก็คือปัญหาที่ประชาคมสื่อมวลชนเอง มิได้มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เท่าที่ควร จึงไม่สามารถที่จะผลิตสื่อหรือดำเนินรายการในเชิงสร้างสรรค์ อธิบายความรู้ให้แก่ประชาชนได้ ในกรณีตัวอย่างที่ ดร. วิโรจน์ กล่าวถึง (ในการกล่าวนำประเด็นปัญหา) ว่า โปรแกรมทีวี ช่อง ๑๑ เมื่อ เวลา ๗.๑๖ น. ของวันที่ ๒๒ มกราคมศกนี้นั้น สอนเด็กประถมต้นให้ท่องว่า “มลภาวะเกิดจากความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” เป็นต้น ซึ่งเป็นสื่อที่ไม่ค่อยตรงกับความเป็นจริงและความถูกต้อง และไม่สร้างสรรค์ แทนที่จะชี้ว่ามลภาวะเกิดจากความไม่รับผิดชอบของผู้ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบางคนให้เห็นข้อแตกต่างว่า การใช้ไฟเพื่อหุงต้มหรือเผาบ้าน มิใช่ความถูกผิดของไฟ แต่เป็นความรับผิดชอบของผู้ใช้ไฟ

    เนื่องจากท่านเป็นผู้ผลิตหรือดำเนินงานสื่อ เป็นผู้สอนที่มีอานุภาพยิ่ง การมีบทบาทเป็นผู้สอนที่ท่านปฏิบัติอยู่โดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม โดยเป็นธรรมชาติของสื่อสู่มวลชนนั่นเอง และประชาชนเป็นนักเรียนของท่านจวบชั่วชีวิตของเขา ดังนั้น วิวัฒนาการของประเทศไทยตกอยู่ในอำนาจของท่านผู้ผลิตหรือดำเนินงานสื่อ มากกว่าอำนาจอื่นของรัฐเสียอีก เพราะท่านกำลังให้ความรู้ ความคิดต่อประชาชน โดยกระบวนการแทรกแซง ซาบซึมผู้รับไม่รู้ตัว บทบาทของท่านแท้จริงมิใช่เพียงสะท้อนสังคม แต่เป็นบทบาทของการปั้นแต่งความรู้ ความคิดของชาติ ผมจึงหวังว่าการสัมมนาในวันนี้ คงจะทำให้ท่านตระหนักถึงความรับผิดชอบและหน้าที่อันควรของท่าน เราชาวไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มชนที่พยายามพัฒนาประเทศผ่านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขอฝากความหวังไว้กับท่านที่จะช่วยกันในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้ประชาชนสามารถมีความรู้ มีปัจจัยเหตุผลที่จะรวมแรงใจกันพัฒนาประเทศในบรรยากาศของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่กำลังจะครอบคลุมประชากรทั้งโลกให้เทียมหน้าประเทศอื่นในสังคมโลกต่อไป

    หมวดที่ ๒ : สังคมไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
    วันศุกร์ที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๓
    นายอานันท์ ปันยารชุน
    วิพากษ์สื่อมวลชนไทย
    เรียกหาคุณธรรม-จริยธรรม

    หมายเหตุ – คำปาฐกถาพิเศษ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในหัวข้อเรื่อง สื่อมวลชนกับธรรมาภิบาล ให้กับมูลนิธิอิศรา อมันตกุล ณ หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเย็นวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๓

    หัวข้อแรก ที่จะพูดคือเรื่องสื่อมวลชนกับสังคมไทย สื่อนั้นผมด่ามาเยอะแล้ว ส่วนสังคมไทยผมมองว่าคนไทยเป็นคนใจแคบ ถ้าใครเห็นว่าใครคิดไม่ตรงกันก็มักคิดว่าเป็นศัตรู ผมก็พอมีศัตรูอยู่บ้างทั้งในที่ทำงานเดิม ที่กระทรวงการต่างประเทศและวงการธุรกิจ แต่ผมไม่ได้หวังร้ายกับใคร ใครจะเลือกเป็นมิตรก็ถือเป็นคุณ แต่ถ้าจะเลือกเป็นศัตรูกับผม ผมก็ไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงเขาได้     

    ในเรื่องธรรมาภิบาล ช่วง ๔ - ๕ ปีที่ผ่านมา ผมพูดมาตลอด จนถูกมองว่ารับเอาความคิดจากเมืองนอก เพราะไปอยู่มานานจนทำให้ไม่รู้จักสังคมไทย ในช่วงเดินทางกลับมาจากเมืองนอกใหม่ ๆ มีคนบอกว่าจะหางานทำได้อย่างไร

    เมืองไทยมีปัญหาเรื่องแปลภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทย เพราะเราติดที่จะแปลเป็นภาษาบาลีเป็นภาษาสันสกฤต

         ผมเดินทางไปลาวเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน แวะร้านอาหารและสั่งวิสกี้ชื่อ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ มาดื่ม ผมสั่งทับศัพท์ไปเลย แต่บริกรของลาวเขาเรียกวิสกี้นี้ว่า จอห์นนี่ย่างก้าว

    ระหว่างที่อยู่ในลาว ได้เรียนรู้คำศัพท์อื่น ๆ อีกเยอะจนคิดว่าราชบัณฑิตของไทยน่าจะไปดูงานที่ลาวด้านการแปลภาษา     

    ผมมองว่าในเรื่องธรรมาภิบาลนี้ไทยเป็นผู้วิวัฒนาการมาก่อนประเทศตะวันตก โดยดูตั้งแต่การปกครองสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ผูกกระดิ่งไว้หน้าพระราชวังให้ประชาชนมาร้องทุกข์ และสมัยต่อมาพัฒนาการมาเรื่อย ๆ แสดงให้เห็นว่า กษัตริย์ของไทยตระหนักว่า การทำตามใจตัวเอง ไม่เปิดใจให้กว้างรับข้อมูลจากแหล่งอื่น ไม่ใช่การบริหารที่ดี และหากศึกษาให้ดีแล้วหลักทศพิธราชธรรม เป็นหลักความโปร่งใส เข้าถึงข้อมูลที่ดี เป็นหลักการในการนำเรื่องคุณธรรม จริยธรรมมาใช้

    เราไม่ได้นำเรื่องธรรมาภิบาลจากต่างประเทศ หลายครั้งคนไทยเราลืมของดี ๆ ที่มีอยู่ในประเทศชอบเห่อแต่ของนอก แม้แต่ระบอบประชาธิปไตยก็ไปรับมาจากเมืองนอก แต่รับมาเพียงรูปแบบไม่ใช่ดูแก่นสารว่าสาระจะใช้อย่างไร เรื่องนี้คงสะท้อนมาจากอุปนิสัยคนไทยนั่นเอง

    ผมไม่ได้ศึกษาความเป็นมาของมูลนิธิอิศรา อมันตกุล เพราะไปเรียนต่างประเทศมานานจึงไม่แตกฉานเรื่องงานเขียนของคนไทย แต่มีพ่อเป็นนักหนังสือพิมพ์ได้เล่าเรื่องความปราดเปรื่อง ความอิสระมีศักดิ์ศรีของนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนหลายคน เช่น นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ สำหรับนายอิศรา อมันตกุล นั้น ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย รักประชาชน ซึ่งนับวันคนไทยจะขาดหายตรงนี้

    ทุกวันนี้ คนรักสถาบันพระมหากษัตริย์ ชาติ และศาสนา เป็นเรื่องถูกต้อง แต่พวกเราลืมประชาชน การลืมประชาชนนั้นไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่เกิดมาตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่คณะราษฎร์อาจไม่ได้ตั้งใจแต่ในช่วงหลัง ๆ ทั้งข้าราชการจนกระทั่งนักการเมือง นักธุรกิจ ลืมประชาชน แม้แต่สื่อมวลชนเองก็ลืมประชาชนด้วย แม้ว่าจะมีบ่อยครั้งมีคนแอบอ้างว่าทำเพื่อประชาชนโดยบอกว่า ผมเป็นลูกชาวนาเกิดมาบนความยากจน เพราะฉะนั้นอย่ามาถามผมว่าความจนเป็นอย่างไร     

    ผมเป็นคนค่อนข้างช่างสังเกต นิสัยตรงนี้ทำให้ผมถึงอะไรหลายอย่าง เช่น ถึงสัจธรรม คุณธรรมและจริยธรรม

    ความรักประชาชนเป็นสิ่งที่เราต้องเร่งเสริมสร้างขึ้นมาใหม่ โดยเรารักประชาชนก็ต้องรักตัวเองด้วย แต่ไม่ใช่ว่ารักเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่เป็นการรักประชาชนในฐานะที่เขาเป็นมนุษยชนด้วยกัน

    สื่อมวลชนในความหมายของผมคือสื่อที่จะเสนอข่าวสาร แต่คำว่าข่าวสารเข้าใจง่าย บางครั้งปฏิบัติยาก เนื่องจากข่าวสารขึ้นอยู่กับผู้ที่มองสถานการณ์นั้น ๆ ไม่ว่าจะในรูปหรือมุมมองใดก็ตาม แม้จะมองต่างมุม ในสถานการณ์เกิดขึ้นนั้นต้องอยู่บนข้อเท็จจริง หากมองในแง่มุมหนึ่งก็เห็นในอีกแง่หนึ่งไม่ได้รายงานในส่วนนั้นไป

    ไม่ว่าจะเป็นมุมใดขอให้เป็นข้อเท็จจริงอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นข่าวสารคือการเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง การรายงานข่าวคนฆ่ากันหรือเด็กนักเรียนตีกัน รายงานได้ง่ายแต่ในรายงานข่าวสิ่งที่ปรากฏหรือได้ยินมานั้นต้องอาศัยวิจารณญาณของสื่อมวลชนมาไตร่ตรอง ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องหรือไม่

    สื่อมวลชนทุกสาขา นอกจากรายงานในข้อเท็จจริงแล้ว ยังเป็นการให้ในเรื่องของบันเทิง กีฬา และสิ่งแวดล้อม แต่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นในแง่ใด สื่อมีบทบาทในการนำเสนอความจริงโดยไม่มีอคติแฝง ไม่ไปหาผลประโยชน์เข้าส่วนตัวหรือให้กับบริษัท หรือเจ้าของสื่อ

    เมื่อผมพูดถึงธรรมาภิบาล อยากจะเปรียบเทียบกับองค์รวมของคำว่าระบอบประชาธิปไตย หรือสังคมประชาธิปไตยที่เป็นเหมือนโต๊ะ จะตั้งอยู่ไม่ได้หากไม่มีขาสี่ขา

    ถ้าโต๊ะมีสองหรือสามขาอาจตั้งอยู่ได้แต่ไม่มั่นคง หากเอาของหนัก ๆ ไปวางไว้ก็ถูกรบกวนจากสิ่งใด ๆ รอบข้างอาจล้มลงได้ เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยที่ดีมีประสิทธิภาพจะต้องมีสี่ขา โดยขาที่หนึ่ง รัฐธรรมนูญที่เรามีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่จริงแล้วในบางประเทศเช่นอังกฤษ ไม่ได้มีรัฐธรรมนูญแต่มีจารีตประเพณีในการปฏิบัติ และได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น

         

    อย่างไรก็ตามประเทศส่วนใหญ่ในโลกต่างมีรัฐธรรมนูญเขียนไว้ สั้นบ้างยาวบ้าง ผมเห็นว่าเรามีขาเดียวตลอด ๖๐ ปีที่ผ่านมา แต่เป็นขาที่ไม่ค่อยมั่นคงนัก เพราะเป็นขาที่จัดตั้งโดยคนที่มีอำนาจในขณะนั้น เป็นขาที่มาจากกลุ่มบุคคลที่มีผลประโยชน์โดยตรง ฉะนั้นตลอด ๖๐ ปีที่ผ่านมา ขานี้จึงง่อนแง่น เจอพายุก็จะล้ม แต่ก็มีคนเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาเรื่อย ๆ โดยกลุ่มคนที่มีอำนาจ

    ดังนั้นประชาธิปไตยจึงไม่ลงถึงรากแก้วเสียทีเว้นแต่รัฐธรรมนูญปัจจุบัน จะดีเลวอย่างไรคงได้พิสูจน์กันในวันข้างหน้า แต่ได้ชื่อว่าเขียนขึ้นมาบนหลักธรรมาภิบาล เป็นรัฐธรรมนูญที่ชี้ทางออกของประเทศ เป็นการเขียนโดยใช้จิตวิญญาณของธรรมาภิบาลโดยแท้จริง เช่นให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยการประชาพิจารณ์ รับฟังความเห็น การส่งเสริมการอภิปรายถกเถียงของคนทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ ทุกอาชีพ

    และในตัวมาตราต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ พูดถึงหลักธรรมาภิบาลนี้โดยตรง คือการบริหารโดยโปร่งใส ประชาชนรับทราบข้อมูล และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะต้องรับหน้าที่ในการทำให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลนั้นด้วย     

    แต่น่าเสียดายที่ประชาชนเองไม่ค่อยรู้จักใช้สิทธิดังกล่าว และไม่สนใจที่จะใช้ด้วย ถึงได้มีพฤติกรรมแปลก ๆ เกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขามีเล่ห์เหลี่ยมหรือไม่หวังดี แต่เนื่องจากผู้ที่อยู่ในอำนาจรัฐติดอยู่ในวงจรเก่า ๆ เห็นว่าถ้าหากเปิดข้อมูลของราชการออกไปแล้ว จะต้องเซ็นเซอร์ปิดบังข้อมูลบางส่วนด้วยหมึกสีดำ เป็นการทำให้เกิดปัญหา อ่านแล้วไม่เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น หากจะต้องทำตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้แต่คนมีอำนาจรัฐ ติดโยงกับสิ่งเก่า ๆ ก็ยิ่งจะเกิดปัญหา เพราะเมื่อเปิดเผยเอกสารไม่ได้ คิดถึงตัวประชาชนที่ขอรับรู้ ไปดูข้อความดังกล่าวที่ไม่รู้เรื่อง ก็อย่าเปิดเผยเสียดีกว่า

    ควรยึดหลักว่า ถ้าเปิดเผยแล้วต้องแน่ใจว่า สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องและต้องการทราบนั้น รัฐได้ทำหน้าที่โดยสมบูรณ์

    ประโยชน์ของธรรมาภิบาลคือการตัดสินใจ สังคมไทยไม่ค่อยจะแก้ปัญหา แต่ถ้าจะแก้กันทีไร ก็มักจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมา ถ้าแก้ปัญหาแล้ว แต่เป็นการสร้างปัญหาขึ้นมาเพิ่มอีก ก็ถือว่าไม่ได้แก้อะไรเลย ขอให้มีปัญหาอย่างเดิมเสียดีกว่า

    รัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นเรื่อง รูลออฟลอว์ (Rule of Law) กฎหมายต้องให้ความเป็นธรรมและยุติธรรมกับคนทุกคนในสังคม ไม่ว่าผู้นั้นจะร่ำรวยมั่งคั่ง มีอำนาจอยู่ในพื้นที่ไหน หรือเชื้อชาติใดก็ตาม ถ้ามีหลักยุติธรรมก็เท่ากับมีความสมดุล ทั้งธรรมาภิบาลและความยุติธรรม ประชาชนก็จะมั่นใจในกระบวนยุติธรรม และเขารู้แล้วว่า ถ้าเกิดเรื่องนี้ขึ้นต่อไปจะเกิดอะไร

    รัฐธรรมนูญยังย้ำถึงความเป็นอิสระของระบบตุลาการ ความเป็นอิสระของสื่อมวลชนที่ครอบคลุมถึงผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสื่อของรัฐตามมาตรา ๔๑ โดยเราหวังว่าการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน นอกจากจะอยู่ในขอบเขตของการทำงานแล้ว ยังมีความเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำของบริษัท ของบรรณาธิการ หรือหัวหน้าข่าว

    เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญอาจจะเขียนออกมาสวย แต่อาจมีปัญหาอยู่ ถ้าผู้ใช้รัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งตรวจสอบรัฐธรรมนูญยังไม่มีจิตวิญญาณในเรื่องนี้ ทำให้การตีความตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญบิดเบือนไป

    ผมยอมรับว่า เรื่องนี้จะต้องให้เวลาเพราะเป็นของใหม่ แต่สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ รัฐธรรมนูญสร้างกลไกการคานอำนาจซึ่งกันและกัน เพราะตลอด ๖๐ ปีที่ผ่านมา เรามีผู้มีอำนาจรัฐอยู่ในมือเพียงกลุ่มเดียว แต่ทุกวันนี้อาจเพิ่มเป็นหลายกลุ่ม แต่ในที่สุดแล้ว กลุ่มอำนาจที่มาคานกันนี้ ยังถือว่าเป็นกลุ่มที่มีเครือข่ายเดียวกัน ที่ครอบงำวิธีคิดของประชาชน

    ผมหวังว่ารัฐธรรมนูญจะสร้างเสาแรกได้ดีกว่าฉบับเก่า ๆ และเสานี้ไม่ผุพังไป โดยการผุพังนั้นจะเกิดขึ้นได้สองประการคือ หนึ่ง คนเจตนาจะบิดเบือนที่จะปฏิบัติให้สอดคล้องกับบทบัญญัติ และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และสอง ประชาชนไม่รู้จักใช้รัฐธรรมนูญ โดยในช่วงเริ่มต้นอาจตื่นเต้น แต่พอมีจริง ถ้าประชาชนไม่ได้ติดตามเอาใจใส่ตรวจสอบรัฐธรรมนูญ เสานี้อาจผุพังได้

    เสาที่สองคือประชาชน โดยทำให้ประชาชนมีพลัง ด้วยการให้การศึกษาที่ดี ไม่เฉพาะการศึกษาในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น และในชีวิตจริง คนที่คดโกงกินประเทศ จำนวนไม่น้อยต่างมีการศึกษาดี และยิ่งถ้ามีการศึกษาดีเท่าไหร่ยิ่งมีความคิดซิกแซ็กเก่งที่จะเอาประโยชน์ ถือว่าอันตราย     

    ดังนั้นจะต้องอบรมบ่มนิสัยเพิ่มเติมเข้ามาด้วย สร้างให้คนมีอุปนิสัยที่ดี หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Character เข้าไปอยู่ในจิตใจ ว่าอะไรถูก อะไรชอบไม่ชอบ โดยในจุดนี้จะต้องเรียนมาตั้งแต่เกิด ซึ่งครอบครัวเป็นหลักสำคัญในการถ่ายทอด เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เกิดจากการท่องจำ แต่เป็นเพราะการปฏิบัติตัวของพ่อแม่พี่น้อง เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็ก

    ผมไม่ห่วงเรื่องการหาวิชาความรู้ แต่ห่วงเรื่องการอบรมบ่มนิสัย

    ประชาชนหลักที่สองที่ดีได้จะต้องเข้าถึงข้อมูลที่สมบูรณ์และทันเวลา ถ้าได้ข้อมูลมาหลังสถานการณ์เกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นข้อมูลนอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์แล้วจะต้องมีความหลากหลาย     

    เสาที่สองที่มีนิสัยดี มีความรู้ด้านวิชาการและนอกวิชาการ ไม่ใช่ได้ปริญญาบัตรแล้วตัวเองจะวิเศษกว่าคนอื่น ผมมองว่าปริญญาไม่มีความหมายอะไรเลย เป็นเหมือนหนังสือเดินทางที่เบิกทางไปสู่ประเทศอื่น หรือเบิกทางไปสู่การทำงาน

    ความรู้ในห้าปีก็ล้าสมัยไปแล้ว การศึกษาถือว่าเป็นสิ่งที่เรียนไม่รู้จบ ผมว่าปัญหาของประเทศเกิดขึ้นเพราะมีนักกฎหมาย โดยปัญหากว่าครึ่งหนึ่งมีสาเหตุมาจากนักกฎหมายทั้งนั้น อาจจะมากกว่าครึ่งด้วยซ้ำ การออกพระราชบัญญัติมามากเท่าไหร่ยิ่งสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นมากเท่านั้น เพราะว่าเราสะสมของเก่า กฎหมายที่ล้าสมัยไม่เป็นธรรมและไม่สร้างสรรค์ความยุติธรรมในสังคม เพราะฉะนั้นกฎหมายของไทย ต้องสังคายนาใหญ่ เพราะถ้าไม่ทบทวนเปลี่ยนแปลงแก้ไข สังคมไทยก็จะล้าหลังมาก แต่ผมยังพอทนได้

    แต่ถ้าสังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่ยุติธรรม ไม่มีหลักยุติธรรม นอกจากจะล้าหลังแล้ว กฎหมายจะล้าหลังด้วย

    สำหรับเสาที่สามคือหลักธรรมาภิบาลเรื่องความโปร่งใส ความรับผิดชอบและการตัดสินใจ ไม่ใช่ว่ารับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง เพราะถ้าทำผิดอาจผิดโดยตั้งใจ ก็ต้องนำขึ้นสู่ศาลลงโทษ แต่ถ้าผิดโดยบริสุทธิ์ใจไม่ได้ตั้งใจ การบังคับลงโทษจะลดลงตามลำดับ

    แต่สังคมไทยในปัจจุบันไม่มี Accountability อย่างมากก็ออกมาพูดกับสื่อว่า ผมผิด ผมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

    ความเป็นอิสระและความเป็นกลางของระบบตุลาการ ตำรวจไทยเป็นส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาในสังคมเป็นอย่างมาก ตามมาด้วยอัยการ ตุลาการและราชทัณฑ์

    เสาที่สี่ ประชาสังคม เขาเรียกว่า Civil Society ครอบคลุมกว้างกว่าองค์การที่นอกเหนือเอ็นจีโอทั่วไป โดยรวมถึงสหภาพแรงงาน สภาอุตสาหกรรม หอการค้า สมาคมนักเรียนเก่า องค์กรทางศาสนาเป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยคานอำนาจซึ่งกันและกัน แต่จะประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับ หนึ่ง ไม่มีใครมีอำนาจอยู่ในมือเพียงคนเดียว

    สอง มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน เพื่อนำไปสู่สาธารณประโยชน์ โดยรัฐธรรมนูญต้องการให้มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น แต่ต้องยอมรับว่ารัฐบาลกลางยังมีอำนาจอยู่มาก

    ฉะนั้นการจะปล่อยให้ผู้ที่คิดว่าอะไรคือประโยชน์ของสาธารณะ คือรัฐบาลเท่านั้นคงจะไม่ได้ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมาจากพรรคการเมืองหลายพรรครวมกัน บางครั้งอาจจะแตกกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า จะแตกกันเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เพราะขัดกันเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว ดังนั้นภาคประชาชนต้องเป็นผู้คานอำนาจ

    ความคิดแตกต่างกันได้แต่ขออย่าให้แบ่งแยกประชาชน ต้องยอมรับความคิดเห็นไม่ตรงกับเรา ถ้าสังคมไทยยังเชื่อ และชอบฟังแค่ข่าวลือ ก็ถือว่าเป็นกรรมของเรา การไม่ยอมไตร่ตรองเลยว่าข่าวที่เราได้รับมาทั้งทางหน้าหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ ไม่ได้มองว่าเป็นการซุบซิบนินทา สร้างสีสัน ใส่สีให้ข่าวตื่นเต้นเพื่อความมัน ให้คนเขาชกกันแบบมวยไทย โดยให้ฝ่ายหนึ่งล้ม

    สังคมประชาธิปไตยจะอยู่ได้ต้องหันมาคุยกัน เมื่อคุยจบแล้วอาจมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่อย่างน้อยก็จะสร้างระบบความเข้าใจซึ่งกันและกัน เอื้ออาทรกัน

    ผมจำได้ว่า หมอประเวศ วะสี เคยอวยพรในงานแต่งงานแห่งหนึ่ง บอกว่าคู่สามีภรรยาคงหลีกเลี่ยงเรื่องการทะเลาะกันได้ยาก ถ้าเกิดขึ้นก็ขออย่าใช้เหตุผล แต่ขอให้ได้เถียงกันด้วยความรัก ความเอื้ออาทรต่อกัน ถ้าโต้เถียงกันโดยต่างฝ่ายต่างยึดเหตุผลของตนเอง คงอยู่กันไม่รอด เพราะฉะนั้น จึงต้องมี Tolerance (ความอดทน) เหมือนกับผมและภรรยา ต้องทนในแง่ไม่ดีซึ่งมีอยู่เยอะ

    แต่เราจงใจในการรักษาความเป็นสามีภรรยากันไว้ บางคนอาจชนะเพราะเบื่อที่จะโต้เถียง อย่างกรณีเขื่อนปากมูลตอนนี้ กำลังเถียงด้วยเหตุผล โจทย์ที่ตั้งก็ไม่ถูก

    เพราะฉะนั้นการมีองค์กรภาคประชาสังคมร่วมกับประชาชน ร่วมกับธรรมาภิบาล จะช่วยคานอำนาจและสร้างจุดที่จะทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยต้องยอมรับว่าแต่ละฝ่ายไม่ได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผมเชื่อว่าเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์แน่

    สื่อเหมือนเงา เป็นกระจกส่องให้รัฐได้ดูหน้าตัวเองว่าเป็นหน้ายักษ์หรือสวย หรือมีสิวมากน้อยแค่ไหน ควรจะไปล้างหน้าหรือเปลี่ยนหน้าดีไหม สื่อคือกลไกที่สำคัญที่สุด เป็นกลไกหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย ที่คอยผลักดันให้ความจริงปรากฏออกมา สื่อต้องขวนขวายหาความจริง ตรวจสอบการทำงานของรัฐ และสื่อยังเป็นผู้ชี้นำความคิดของประชาชน เป็นผู้ก่อให้เกิด การวิพากษ์วิจารณ์ การโต้เถียงโต้แย้ง และนำไปสู่การทำอะไรที่ทำให้เกิดประโยชน์สาธารณะ     

    ดังนั้นสื่อมวลชนต้องถามตัวเองว่า อำนาจที่มีอยู่ในมือ ได้ใช้ไปด้วยความเหมาะสมถูกต้อง หรือเป็นเพราะไปรับจ้างเขามาหรือไม่ เป็นการทำไปเพราะมีอคติ เพราะมองแต่ประโยชน์ตัวเอง มองแต่ความคิดของตัวเองโดยไม่ฟังความเห็นของคนอื่น

    การรายงานข่าวต้องเป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ตอนนี้มีการเติมสีเข้าไปเยอะ เช่นหนังสือพิมพ์ สิ่งที่ชัดเจนข่าวก็ควรเป็นข่าว ส่วนที่เป็นสีสันก็ควรจะไปอยู่ในบทนำ ถ้าผมจะเขียนคอลัมน์ ผมจะใช้ชื่อจริงว่า นายอานันท์ จะผิดจะถูกอย่างไรก็พร้อมจะรับผิดชอบ จะไปติเตียนด่าว่าใคร ก็ต้องให้คนเขารู้ ไม่ต้องไปใช้นามแฝง

    ผมยอมรับว่าในอดีตจำเป็นต้องใช้นามปากกา เพราะมีอำนาจรัฐบางคนอาจเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหากเปิดเผยอาจกระทบกับงานได้ แต่ในวันนี้ใครเขียนคอลัมน์กล้าเปิดเผยชื่อตัวเองไหม ด่าใครกล้าบอกชื่อหรือไม่ กล้ายอมรับการกระทำของตัวเองหรือเปล่า

    ทุกวันนี้ผมไม่อ่านหนังสือพิมพ์ไทย เพราะอ่านแล้วปวดหัวจนไม่อยากอ่าน ในคอลัมน์เดียวกันมีเรื่องห้าหกเรื่องปนกันไปหมด หัวข่าวไม่ตรงกับเนื้อข่าว นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องให้คนเขาตีกัน เข้าใจผิดกัน

    เมื่อก่อนพ่อเคยเขียนบทความว่า นักหนังสือพิมพ์เป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ ไปนั่งฟังการประชุม ก็จะจัดที่นั่งให้เป็นพิเศษ พอกลับไปเขียนข่าวตามอำเภอใจไม่ตรวจสอบว่าถูกผิด

    วรรณะของสื่อคือการเขียนความจริงไม่ใช่ไปตามกระแส ถ้าเทียบกับหนังสือพิมพ์ในอังกฤษ บอกชัดเจนว่าเชียร์ใคร หรือเข้าข้างพรรคการเมืองไหน ดูจากบทนำและคอลัมน์ แต่ในเนื้อข่าวจะไม่ทราบเลยว่าเข้าข้างใคร

    หนังสือพิมพ์มีความสำคัญและมีอำนาจมาก เพราะคนอ่านมากขึ้น แต่ผมถามเสมอว่า ถ้าอ่านข่าวของเมืองไทยแล้วจะฉลาดขึ้นหรือไม่ ผมตอบว่าน้อยมาก บทความดี ๆ มีอยู่มาก แต่ข่าวยังอ่อน เคยถามนักข่าว ต่างบอกว่าอยู่ในฐานะลำบากเพราะการลงข่าวจะมากน้อย หรือแต่งเติมอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับกองบรรณาธิการ

    ดังนั้นจีงอยากเรียกร้องให้ทุกคนเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ เพื่อคานอำนาจและต้องมีคุณธรรม จริยธรรม

    หมวดที่ ๒ : สังคมไทย ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    แนวปราศรัยแสดงความรู้สึก
    ของ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
    ในโอกาสได้รับรางวัล “บุคคลแห่งปี ๒๕๔๐”
    วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๐

    ฯพณฯ องคมนตรี ประธานในพิธี

    ท่านผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาบุคลิกภาพ

    ท่านประธานจัดงาน

    ท่านประธานสวนดุสิตโพล

    ท่านสุภาพสตรี และ ท่านสุภาพบุรุษ

         ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ท่านทั้งหลายได้กรุณาให้เกียรติ ให้กำลังใจ และให้ความสำคัญแก่ผม ในการสำรวจประกาศเกียรติคุณ และมอบรางวัล “บุคคลแห่งปี ๒๕๔๐” รางวัลนี้ถึงแม้จะเป็นรางวัลที่จัดกันเองภายในประเทศ แต่ผมก็ถือว่าเป็นความภูมิใจครั้งหนึ่งในชีวิต เป็นเรื่องของ “ภูมิปัญญาไทย” ความจริงใจ และความตั้งใจดีของท่านทั้งหลายที่มีต่อส่วนรวมและประเทศชาติ

         เมื่อวันที่คณะกรรมการจัดงานและท่านประธานสวนดุสิตโพล ได้นำผลการสำรวจไปแจ้งผมที่รัฐสภา ผมก็ได้สอบถามถึงขั้นตอนกระบวนการจัดทำประชามติ ขั้นตอนในการทำงานการกระจายกลุ่มประชากรตัวอย่าง คำถามที่ใช้และการแจงนับ จนถึงขั้นสรุปผลเป็นที่น่าพอใจ และไว้วางใจว่า ได้กระทำตามหลักวิชาการทุกอย่าง ผมจึงตอบรับเชิญมาร่วมงานนี้ด้วยความยินดี

         ผมยังได้แจ้งแก่คณะกรรมการจัดงานว่า โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยนิยมยินดีต่อรางวัลทำนองนี้เท่าใดนัก แต่เมื่อผมได้เห็นความตั้งใจของท่าน ศรัทธาในการทำงานของท่าน ผมก็อดรู้สึกปลาบปลื้มใจไม่ได้ เพราะฉะนั้น วันนี้ผมจึงขอขอบคุณคณะกรรมการจัดงาน และศูนย์พัฒนาบุคลิกภาพด้วยใจจริง

         กล่าวสำหรับศูนย์พัฒนาบุคลิกภาพของคุณทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ ผมได้ยินชื่อเสียงมานาน เพิ่งทราบว่า ท่านดำเนินการฝึกอบรมศิลปการพูดต่อที่ชุมนุมชนมานานถึง ๒๕ ปีแล้ว นับว่าได้ทำประโยชน์ให้แก่สาธารณชนเป็นอย่างมาก ตัวผมแม้ไม่ใช่นักพูด ผมชอบทำมากกว่าพูด แต่เมื่อผมจะต้องพูด ผมก็รู้สึกว่าการพูดเป็นสิ่งสำคัญ ที่เราจะละเลยไม่ได้ ผมถือหลักว่า “ผมมีสิทธิ์ที่จะพูดเยอะ แต่ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดเลอะเทอะ”

         ในเรื่องการทำงานของผมนั้น …. (อยากทราบ วิธีคิด วิธีทำงาน ทัศนคติต่อสังคม ชีวิต มนุษยชาติ เศรษฐกิจ และการเมืองไทย)

         ในที่สุดนี้ ผมขอขอบคุณศูนย์พัฒนาบุคลิกภาพ คณะกรรมการจัดงานวันบุคคลแห่งปี สถาบันราชภัฏสวนดุสิต ท่านผู้มีเกียรติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลสำคัญที่สุด ณ ที่นี้ คือ ฯพณฯ องคมนตรี พลอากาศตรีกำธน สินธวานนท์ ประธานในพิธี

         ขอให้ผลแห่งการคิดดี พูดดี และทำดีของท่านทั้งหลาย จงเป็นปัจจัยให้ท่านดำรงชีวิตอย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอายุยืนยาว อยู่ทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม และประเทศชาติสืบต่อไปอีกนาน

    หมวดที่ ๓ : การปกครอง ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    หมวดที่ ๓ : การปกครอง

    หมวดที่ ๓.๑ : ปรัชญาและคุณธรรมจริยธรรม
    หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    หมวดที่ ๔.๑ : เศรษฐกิจภายในประเทศ
    หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    ปาฐกถา เรื่อง คุณธรรมและจริยธรรม ดร. ป๋วย
    โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
    อดีตนายกรัฐมนตรี
    วันพุธที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๒
    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    ท่านผู้มีเกียรติ

    คุณป๋วยเป็นบุคคลที่เรียบง่ายและมีจิตใจเปี่ยมไปด้วยความกรุณาปรานีต่อคนโดยทั่วไป ไม่เคยกล่าวว่าร้ายใครในเรื่องส่วนตัว ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับคุณป๋วยล้วนแล้วแต่ยืนยันว่าเป็นบุคคลที่น่าเคารพและรักนับถืออย่างแท้จริง ผมไม่เคยได้ยินบุคคลที่เคยทำงานกับคุณป๋วยจะกล่าวหาว่าเป็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือไม่เป็นบุคคลตัวอย่าง มิหนำซ้ำเพื่อนของผมที่เคยใกล้ชิดกับคุณป๋วยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นผู้ใหญ่ที่น่ารัก ยิ่งอยู่ด้วยกันนานขึ้น ยิ่งทวีความรักและเคารพมากขึ้น

    ทั้ง ๆ ที่คุณป๋วยไม่ใช่บุคคลที่ร่ำรวยด้วยทรัพย์สมบัติ แต่ท่านได้พยายามช่วยเหลือบุคคลต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ คุณป๋วยเป็นข้าราชการตัวอย่างที่ไม่ยอมรับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนนอกเหนือไปจากตำแหน่งประจำตำแหน่งเดียว เช่นเวลาทำงานที่สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง เงินเดือนจะรับเพียงตำแหน่งเดียว เงินเดือนประจำตำแหน่งอื่น ๆ และค่าตอบแทนฐานะกรรมการคณะต่าง ๆ คุณป๋วยจะนำมาตั้ง เป็นกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือข้าราชการชั้นผู้น้อยในหน่วยงานนั้น ๆ โดยกำหนดให้ผู้มีรายได้น้อยจะได้รับเงินสวัสดิการจำนวนมากกว่าผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า วิธีการนี้เลยเป็นหลักที่ข้าราชการกระทรวงการคลังที่ใกล้ชิดคุณป๋วย ถือปฏิบัติกันต่อมา แต่คงจะเลิกปฏิบัติไปแล้วในยุคปัจจุบัน

    ตลอดทั้งชีวิตราชการคุณป๋วยได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ มากมาย และมีโอกาสที่จะสะสมทรัพย์สินอย่างมากมาย แต่ก็ไม่เคยมีใครมาอ้างได้ว่าท่านได้มีพฤติกรรมมิชอบมิควรแต่ประการใด ตรงกันข้าม บางคนที่ไม่เป็นมิตรกับท่าน กลับยกความไม่ยอมหาประโยชน์ใส่ตนเองของคุณป๋วย มาโจมตีหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ หรือไม่ใช่คนไทยที่สมบูรณ์ เมื่อเริ่มรับราชการที่กรมบัญชีกลาง และสำนักงานปลัดกระทรวงการคลังนั้น คุณป๋วยเดินทางจากบ้านที่ซอยอารีย์ ถนนพหลโยธิน ด้วยจักรยาน ๒ ล้อ มีข้าราชการกระทรวงการคลังเล่าสู่กันฟังว่า ท่านจะมายังที่ทำงานซึ่งสมัยนั้นอยู่ในพระบรมราชวัง เหงื่อไหลไคลย้อย ท่านจะมีกระเป๋าหนังเก่า ๆ ใบหนึ่ง ในนั้นจะมีเสื้อเชิ้ตตัวหนึ่งและเน็คไทเส้นหนึ่งและผ้าขนหนูผืนหนึ่ง พอมาถึงก็จะยกกระเป๋าเข้าที่ทำงานแล้วเปิดเอาผ้าขนหนูไปที่ก๊อกน้ำชั้นล่าง แล้วชุบน้ำให้เปียก แล้วนำมาเช็ดที่หน้าและลำคอและแขน พอสะอาดเรียบร้อยแล้วก็เปลี่ยนเสื้อที่มุมห้องใหญ่แห่งหนึ่ง ทำอย่างนี้เป็นประจำ จนท่านปลัดกระทรวงสมัยนั้นสั่งให้ทำอ่างล้างหน้าที่ชั้นสองใกล้ ๆ ห้องทำงานของคุณป๋วย เพื่อความสะดวกของคุณป๋วย และข้าราชการผู้อื่นก็ได้อาศัยใช้ไปด้วย เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสมถะของคุณป๋วย และความเอ็นดูและการเห็นคุณค่าของคุณป๋วย ในสายตาของผู้ใหญ่ของกระทรวงการคลังสมัยนั้นเป็นอย่างดี

    มีเรื่องเล่ากันว่า เมื่อสมัยท่านเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ห้องทำงานของท่านเปิดรับบุคคลต่าง ๆ อยู่เสมอ เช่นครั้งหนึ่งมีคนเห็นพนักงานคนสวนของธนาคาร สวมเสื้อกล้ามเก่า ๆ และขาด ๆ ตัวหนึ่ง พร้อมทั้งนุ่งกางเกงขาสั้นค่อนข้างกะรุ่งกะริ่ง นั่งบนเก้าอี้ตรงหน้าโต๊ะทำงานของคุณป๋วย พูดคุยอย่างไม่มีประหม่าแต่ประการใด คุณป๋วยก็พูดจาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ภายหลังผู้ใหญ่ในธนาคาร เรียกคนสวนมาบอกว่าจริงอยู่ท่านผู้ว่าฯ ไม่ว่าหรอกจะมาพบกับท่าน แต่ขอให้แต่งตัวสุภาพกว่านี้ได้มั้ย? ความหนักใจของผู้ที่ดูแลผู้มาติดต่อกับคุณป๋วยก็คือ จะทำอย่างไรให้คุณป๋วยมีเวลาทำงานบ้างในเวลาราชการ เพราะจะมีคนมาพบหรือปรึกษาหารืองาน หรือเรื่องส่วนตัวกับท่านอยู่เรื่อย ๆ จนท่านต้องทำงานเวลาเลิกงานแล้วทุกวัน อย่างไรก็ตามผมทราบมาว่า หากเป็นบุคคลที่สนิทสนมกับท่าน ท่านจะให้พูดสนทนาไป และท่านจะก้มหน้าทำงานไป โดยสามารถแบ่งความสนใจได้สองด้านพร้อมกันไป หรือในบางขณะเห็นว่า งานค่อนข้างยุ่งยากต้องเพ่งเล็งให้ความสนใจเป็นพิเศษ ก็ขอให้หยุดสนทนาชั่วคราว และเมื่อพิจารณาวิเคราะห์งานเบื้องหน้าลุล่วงไปได้แล้ว ก็จะได้พูดคุยกันต่อไป ด้วยความสามารถเช่นคุณป๋วยจึงสามารถทำงานได้อย่างทันเวลา และก็สามารถเจรจาพาทีรวมทั้งช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ที่มาติดต่อด้วยเป็นอย่างดีพร้อม ๆ กันไป ความเมตตาต่อผู้ร่วมงานด้วยเป็นที่กล่าวกันอย่างกว้างขวาง เพื่อนผมคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เมื่อมาทำงานใหม่ได้ไม่ถึงเดือน เกิดโชคดีได้รับมอบหมายให้ดูแลงานชิ้นหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลบางประการ ไม่ได้มีบทบาทมากมายประการใด แต่คุณป๋วยได้นำเข้าร่วมประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสมัยนั้น เมื่อคุณป๋วยอธิบายชี้แจงถึงปัญหาและวิธีแก้ไขจนเป็นที่ยอมรับในที่ประชุมเรียบร้อยแล้ว ท่านหันมาหาเพื่อนผมซึ่งนั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่เบื้องหลังของท่าน แล้วกล่าวแนะนำว่า เป็นบุคคลที่มีส่วนร่วมศึกษาเรื่องนี้เป็นอย่างมาก (ซึ่งเกินความเป็นจริง) ทำให้ผู้ใหญ่สมัยนั้นรู้จักเพื่อนผมและเรียกไปใช้งานพิเศษอื่น ๆ ต่อไป นิสัยของคุณป๋วยที่คอยยกย่องและส่งเสริมผู้ร่วมงานกับท่านเป็นนิจเช่นนี้ หาได้ยากจริง ๆ ในวงจรราชการไทย มิหนำซ้ำเวลาการวิเคราะห์ของผู้ร่วมงานผิดพลาดไปบ้าง คุณป๋วยก็จะชี้แจงสอนให้พิจารณาใหม่ไปในทางที่ถูกต้องตามหลักการ จนเป็นที่กระจ่างต่อผู้ร่วมงาน ครั้นพอคุณป๋วยเสนอผลงานกลับยกย่องว่า ผู้ร่วมงานนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญต่อความสำเร็จของงานนั้น ๆ โดยมิได้กล่าวถึงแม้แต่น้อยว่าท่านได้แก้ไขความบกพร่องของการวิเคราะห์ของผู้ร่วมงานไปอย่างใดบ้าง

    เรื่องราวที่คุณป๋วยเคยคัดค้านแนวความคิดหรือข้อเสนอแนะของผู้มีอำนาจเหนือกว่า มีหลายต่อหลายเรื่องด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่นธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง (สหธนาคาร) นำเงินตราต่างประเทศที่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนต่ำกว่าท้องตลาด ไปในทางที่ผิดจากเจตนารมณ์ของการอนุมัติพิเศษครั้งนั้น และมีความผิดจะต้องถูกปรับหลายสิบล้านบาท (ซึ่งสมัยนั้นเป็นยอดเงินเป็นพัน ๆ ล้านบาทในปัจจุบัน) มีผู้มีอำนาจมาก ๆ ในคณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นหลายคนพยายามจะให้คุณป๋วย ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ เปลี่ยนแนวทางให้ยกประโยชน์ให้แก่ธนาคารนั้นโดยไม่ต้องเสียค่าปรับ แต่คุณป๋วยไม่ยอมทั้งที่ได้มีการเจรจาหลายครั้ง บุคคลที่มาเจรจาล้วนแล้วมียศสูงสุดในกองทัพบก กองทัพอากาศและกรมตำรวจ สมัยนั้น ผลสุดท้ายคุณป๋วยเสนอสรุปให้ธนาคารนั้นเสียค่าปรับตามกฎระเบียบที่ใช้บังคับในขณะนั้น และคณะรัฐมนตรีก็ให้ความเห็นชอบตามเสนอ ผลลัพธ์คือ คุณป๋วยได้ทำหน้าที่เป็นรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่สั้นที่สุด คือประมาณ ๗ เดือน และเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ท่านขอลาออกจากราชการเพื่อไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยลอนดอน แต่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (คุณพระบริภัณฑ์ยุทธกิจ) มีความเอ็นดูและเห็นประโยชน์ของคุณป๋วย ในฐานะข้าราชการ จึงขอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้คุณป๋วยไปเป็นที่ปรึกษาการคลังประจำเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน จากการที่มิได้ขาดจากการเป็นข้าราชการของคุณป๋วยในครั้งนี้ จึงทำให้ราชการไทยได้รับประโยชน์จากคุณป๋วยต่อมาอีกมากมาย

    เป็นที่น่าประหลาดใจที่ความดีและความสามารถของคุณป๋วยนี่เอง กลับทำให้จอมพลสฤษดิ์ (ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่ง ที่พยายามจะให้คุณป๋วยเปลี่ยนแนวทางพิจารณาเกี่ยวกับการปรับธนาคารพาณิชย์แห่งนั้นในเรื่องกระทำความผิด เรื่องเงินตราต่างประเทศ) เห็นคุณค่าของคุณป๋วย ระหว่างที่พักรักษาตัวอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ถึงกับเชิญไปพบหลายครั้ง และเมื่อกลับมาปฏิวัติเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล ก็ขอให้คุณป๋วยกลับเมืองไทย รับตำแหน่งสำคัญ ๆ หลายตำแหน่ง เช่นเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณคนแรกของประเทศไทย เป็นที่ปรึกษาประจำกระทรวงการคลัง เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดตั้งสภาพัฒน์ฯ และต่อมาเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ ในระยะเวลานั้นคุณป๋วยได้ทำงานชิ้นสำคัญ ๆ หลายประการ แต่ที่น่าจะกล่าวถึงคือความกล้าหาญของคุณป๋วยในการคัดค้านเรื่องไม่ชอบมาพากล ทั้ง ๆ ที่ทราบว่าเป็นเรื่องที่จอมพลสฤษดิ์มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่จอมพลสฤษดิ์ก็เป็นผู้ใหญ่พอ ที่มิได้วางโทษคุณป๋วยทั้งทางตรงและทางอ้อมแม้แต่ประการใด และก็ให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปตามที่คุณป๋วยเสนอขึ้นมาทุกครั้งไป หรือมิฉะนั้นก็ยุติการดำเนินงานต่อไป เมื่อเห็นมีการทักท้วงจากคุณป๋วย หรือจากส่วนราชการที่คุณป๋วยเป็นหัวหน้า หรือเป็นที่ปรึกษาในขณะนั้น มาเดี๋ยวนี้ผมคิดว่า เราคงจะเห็นความกล้าหาญเช่นนี้ไม่ได้ง่ายนัก และในขณะเดียวกันเราก็คงจะเห็นผู้มีอำนาจประพฤติตามแบบจอมพลสฤษดิ์กับคุณป๋วยไม่ได้ง่ายนักเช่นเดียวกัน

    ผมรู้จักเพื่อนฝูงหลายคนที่เคยทำงานกับคุณป๋วยผมกล้าพูดได้ว่าไม่มีใครเลยจะไม่ได้รับประโยชน์ ในการพัฒนาความรู้และความประพฤติ ตลอดจนหลักการในการทำงานและในการครองชีวิตของตน โดยที่ซึมซับจากความใกล้ชิดกับคุณป๋วย ความไม่พยายามคาดร้ายกับใครนั้น คุณป๋วยมีอยู่อย่างสมบูรณ์ ดูจากเรื่องที่คุณป๋วยเล่าในเรื่องทหารจำเป็น (เสรีไทย) ในเนื้อเรื่องท่านมิได้เคยกล่าวถึง การที่ท่านถูกต่อยและเตะ เมื่อตอนถูกจับหลังจากที่โดดร่มลงในบริเวณ อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท แต่กลับกล่าวถึง เรื่องที่ท่านประทับใจในความกรุณาปรานีของคนไทยด้วยกัน ทั้ง ๆ ที่ถูกปลุกปั่นให้รังเกียจ “พลร่ม” ว่าเป็นคนขายชาติ คุณป๋วยกลับจำได้ว่า เมื่อตอนถูกล่ามโซ่ติดกับเสาไม้กลางศาลาการเปรียญในวัดวังน้ำขาว มีผู้คนมาดูมากมาย บางคนก็มานั่งบนพื้นศาลาจ้องมองดูเป็นเวลานาน ๆ นับชั่วโมง บ้างก็กล่าวคำหยาบคาย แต่ที่คุณป๋วยจำได้แม่นที่สุดก็คือ เวลาเจ้าหน้าที่ม่อยหลับตอนบ่าย ๆ มีหญิงอายุค่อนข้างมาก กระเถิบเข้ามาใกล้และนั่งดูอยู่นานถึงสองชั่วโมง โดยเอามือกอดเข่านิ่งอยู่ แล้วพูดกับคุณป๋วยว่า “พุทโธ่ หน้าเอ็งเหมือนลูกข้า” พอคุณป๋วยถามว่า “ลูกของป้าไปไหน” ก็ตอบว่า “ถูกเกณฑ์ทหารไปนานแล้วไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน” คุณป๋วยเล่าว่าเสียงอันเยือกเย็นซึ่งแสดงถึงน้ำใจของหญิงผู้นี้ ทำให้คุณป๋วยตื้นตัน และรู้สึกว่าได้มีรสหวานอันเป็นรสแห่งความรักของมารดาห้อมอยู่ในศาลานั้น คุณป๋วยเล่าอีกว่ายังระลึกถึงบุญคุณของตำรวจสองคน ที่ควบคุมคุณป๋วยว่า หลังจากอยู่ด้วยกันสองถึงสามวัน พอถึงเขตเมืองของอำเภอวัดสิงห์ และจะต้องถูกคุมขัง ณ สถานีตำรวจเป็นครั้งแรก อุตส่าห์เอาเงินรวมกันได้ ๑๒ บาท มาให้เพื่อใช้เป็นประโยชน์ใน ๒ - ๓ วันข้างหน้า (ขอให้ระลึกว่า ในขณะนั้นข้าวราดแกงจานหนึ่งราคาไม่เกิน ๒๐ สตางค์) และยังจำได้ว่าเมื่ออยู่ในที่กรงขังของสถานีตำรวจแล้ว ยังทำไข่ต้มมาให้กิน ยังแถมบอกว่า อาหารที่ราชการให้นั้นคงจะพอสำหรับทำให้หิวต่อไปอีก

    คุณป๋วยมีอารมณ์ขันอย่างแท้จริง แม้กระทั่งในยามสิ่งแวดล้อมค่อนข้างจะมืดมนอนธการ เช่นในตอนถูกล่ามโซ่กับนักโทษอื่นอีกสองคน เพื่อเดินทางจากสถานีตำรวจอำเภอวัดสิงห์ มายังท่าเรือยนต์ เพื่อเดินทางต่อไปยังเขตเทศบาลเมือง จังหวัดชัยนาท ท่านข้าหลวงประจำจังหวัด ซึ่งเดินทางมายังอำเภอวัดสิงห์ เพื่อคุม “พลร่ม” ไปยังเมืองชัยนาทแล้วจะเดินทางต่อไปยังกรุงเทพฯ แอบมาพูดอย่างกระดากว่า “หวังว่าคงไม่รังเกียจ” ขณะที่จะมีการล่ามโซ่ตรวนกัน! หรือเมื่อตอนนั่งห้อยเท้าในช่องกระโดดในเครื่องบิน พร้อมที่จะไถลตัวกระโดดลงในท่ามกลางความมืด คุณป๋วยนั่งอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง ซึ่งท่านรู้สึกว่า จะเป็นหนึ่งปี คำนึงถึงชีวิตและมรณะ แต่จากช่องกระโดดนั้นลมเย็นกระโชกพัดเข้ามาอยู่ตลอดเวลา คุณป๋วยเลยพยายามนึกว่า คงจะมีประโยชน์สำหรับจะทำให้คุณป๋วยและพรรคพวกที่จะกระโดดร่มในคราวนั้น แน่ใจว่าที่ที่จะลงไปนั้นไม่ใช่นรกเพราะว่าไม่มีเปลวเพลิงอันร้อนมีแต่ลมเย็นเท่านั้น

    ท้ายที่สุดนี้ผมขอนำคำสดุดีที่คุณป๋วยประพันธ์ขึ้นเพื่อระลึกถึง คุณเกษม ศรีพยัคฆ์ ผู้ซึ่งเป็นบุคคลตัวอย่างอีกท่านหนึ่ง

    “มนตรีศรีพยัคฆ์ยอดคน           ญาติมิตรปวงชน

    ไทยเศร้าจิตอนิจจา

    ท่านผู้ถือสัตย์หัทยา           เข้มแข็งแรงกล้า

    ยึดธรรมสัมนาจารี

    ว่าการธนาคารชาติดี            รักษาหน้าที่

    มิหนีมิหน่ายผ่ายภาร

    บำรุงกรุงไทยไพศาล      สมบัติศฤงคาร

    สิท่านขัดสนจนทรัพย์

    น้อมจิตเทิดธรรมคำนับ           ยังชีวีดับ

    เกียรติศัพท์เลื่องหล้าถาวร”

    กาพย์ฉบัง ๑๖ นี้หากเปลี่ยนชื่อคุณเกษม ศรีพยัคฆ์ เป็นคุณป๋วยก็เหมาะสมกันดี แต่ทว่า เราคงจะต้องยอมรับว่า ธนาคารกรุงไทยมิได้ไพศาลไปด้วยสมบัติศฤงคารอีกต่อไปแล้ว

    หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    (คำแปล)

    “เต๋าแห่งการพัฒนา : การบริหารเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลในเอเชีย”
    ปาฐกถาครบรอบหนึ่งปีของมูลนิธิเอเชีย-ยุโรป
    โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
    อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย
    ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑

    อารัมภบท

    ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาแสดงปาฐกถาในวาระครบรอบหนึ่งปีของสถาบันเอเชีย-ยุโรป

    ในปีที่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นมากมาย ก็ยังอุ่นใจอยู่บ้างที่มูลนิธิ หรือที่เรียกย่อว่า ASEF ได้ผ่านพ้นหลักหนึ่งปีไปแล้ว

    เอเชียและยุโรปต่างเป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ แต่กระแสการไหลของความคิดและความรู้มักจะเป็นไปในทิศทางเดียว เวทีนี้จึงเป็นโอกาสอันเปรียบมิได้ที่เราจะสามารถแก้ไขจุดบกพร่องนั้นและเรียนรู้จากกันและกันเพื่อที่จะได้เข้าใจกันดีขึ้น

    เนื่องจากหัวข้อที่อยู่ในใจทุกคนระยะนี้คือวิกฤตการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ถ้าหากผมจะเริ่มโดยไม่กล่าวถึงเรื่องนี้ก็คงจะดูกระไรอยู่

    ในชั่วเวลาเพียงครึ่งปี สิ่งที่เรียกกันว่าปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของภูมิภาคซึ่งสร้างสมมาเป็นหลายสิบปีได้หยุดชะงักลง

    ความเป็นไปได้ของศตวรรษเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเคยมองกันว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน บัดนี้กลับเป็นเครื่องหมายคำถามที่ค้างอยู่ในอากาศ

    สิ่งที่เราดำเนินการต่อไปจากจุดนี้จะตัดสินว่าปัญหาที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันเป็นเพียง “หลังเต่า” ลดความเร็ว หรือว่า “ปาฏิหาริย์เอเชีย” จะกลายเป็นเพียงเชิงอรรถในตำราประวัติศาสตร์

    ตัวผมเองเชื่อว่าพื้นฐานของภูมิภาคยังเข้มแข็งพอที่จะให้มีการฟื้นตัวได้ภายในระยะเวลาอันสมควร แต่ทั้งนี้มีข้อแม้ว่าเราจะต้องดำเนินตามเส้นทางที่ถูกต้อง

    เส้นทางถูกต้องที่ว่านั้นเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างดุเดือดอยู่แล้วในหมู่ผู้ที่คงแก่เรียนมากกว่าผม ดังนั้นวันนี้ผมตั้งใจที่จะกล่าวถึงอีกคำถามหนึ่งซึ่งไม่ได้มีความสำคัญย่อหย่อนไปกว่านั้น แต่มักจะถูกปัดไปอยู่ขอบข้างของการโต้เถียง นั่นคือ ทำอย่างไรเอเชียจึงจะดึงเอาบทเรียนที่เจ็บปวดจากวิกฤตการณ์นี้มาใช้วางรากฐานการพัฒนาระยะยาวซึ่งสมดุล เสมอภาค และยั่งยืนได้

    ผมถามคำถามนี้เพราะว่าการพัฒนาไม่ได้หมายความถึงการเจริญเติบโตอย่างเดียว

    เราเห็นมาแล้วว่าการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วนั้นอาจเกิดขึ้นได้แม้ว่าการพัฒนาด้านอื่นๆ ยังคงล้าหลังอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความเป็นธรรมในสังคม การกระจายรายได้อย่างเสมอภาค หรือการบริหารสิ่งแวดล้อมอย่างถูกหลัก

    การพัฒนานั้น หากเราจะอุปมาอุปมัยแบบเอเชีย ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องของหยินกับหยาง เป็นเรื่องที่จะต้องหาความสมดุลให้ได้ระหว่างสิ่งที่เราให้ความสำคัญทัดเทียมกันหลายๆ อย่าง ซึ่งการเจริญเติบโตเป็นเพียงหนึ่งในนั้น

    เนื่องจากเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายเหลือเกิน การพูดคลุมๆ โดยรวมก็อาจจะกว้างเกินไป ดังนั้นข้อสังเกตของผมส่วนใหญ่จะดึงมาจากกรณีของประเทศไทย และก็เป็นไปได้ว่าข้อสังเกตบางข้อของผมอาจจะประยุกต์ใช้ในกรณีอื่นได้ แต่ในส่วนนั้นผมขอให้ท่านผู้ฟังได้โปรดวินิจฉัยเอาเองก็แล้วกัน

    ทบทวนอดีต ทบทวนตัวเอง

    ได้มีหลายท่านตั้งข้อสังเกตว่าวิกฤตการณ์การเงินของไทยเป็นพรที่จำแลงมา

    ในความเห็นของผม ผลดีที่สุดจากวิกฤตการณ์คือเป็นการบังคับให้เราต้องพินิจพิจารณาตัวเองมากขึ้น

    บัดนี้เมื่อเราได้เรียนรู้ความจริงด้วยตัวเองแล้วว่าตลาดโลกอาจโหดร้ายได้เพียงใด เราก็ควรอยู่ในสภาพจิตใจอันเหมาะสมที่จะแก้ไขจุดอ่อนต่างๆ ในระบบของเราซึ่งละเลยกันมานานตั้งแต่สมัยเศรษฐกิจเฟื่องฟู

    การประเมินตัวเองนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องจากทางเลือกที่เราตัดสินใจในวันนี้จะเป็นตัวกำหนดวิถีทางการพัฒนาของเราในระยะยาว

    ถ้าเราย้อนกลับไปดูว่าเราเริ่มจากตรงไหนและมายืนอยู่ตรงไหนในปัจจุบัน ก็จะเห็นชัดว่าเราจำเป็นต้องหาทางเลือกใหม่ๆ

    ตอนที่เอเชียตะวันออกเริ่มเร่งพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ ๑๙๕๐ นั้นยังไม่มีบทสรุปแน่ชัดว่าตลาดเสรีหรือการวางแผนจากส่วนกลางเป็นระบบที่ดีกว่า

    เนื่องจากเรามีแรงงานราคาถูกจำนวนมากและอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เราจึงดำเนินนโยบายการค้าและการลงทุนซึ่งมองออกไปข้างนอก และค่อยๆ ปรับเศรษฐกิจของเราเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก

    ผลก็คือเศรษฐกิจของเราเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ความสำเร็จของเอเชียตะวันออกได้รับการขนานนามจากนักวิเคราะห์และผู้สังเกตการณ์ชาวตะวันตกว่าเป็นปาฏิหาริย์และถูกหยิบยกเป็นตัวอย่างสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในส่วนอื่นๆ ของโลก

    แต่ในขณะเดียวกันที่เราเจริญเติบโต การพัฒนาของเราก็เริ่มบูดเบี้ยว พวกเราหลายคนรักความฟุ่มเฟือยมากกว่าประสิทธิภาพ อัตราการเติบโตที่สูงมากกว่าการกระจายรายได้อย่างเที่ยงธรรม และกำไรเร็วๆ มากกว่าความยั่งยืน

    สำหรับประเทศที่แสวงหาทางออกจากความยากจน ทางเลือกเหล่านี้ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะถ้าจะว่าไปแล้ว สิ่งที่เราทำจริงๆ ก็คือการพยายามไล่กวดให้ทันประเทศอื่นโดยต้องบีบย่อระยะเวลาทำสิ่งต่างๆ ที่ตะวันตกต้องใช้เวลาเป็นร้อยๆ ปีให้สำเร็จภายในเพียงไม่กี่ทศวรรษ

    ท่านที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ย่อมทราบดีว่าการบีบย่อข้อมูลให้มีขนาดเล็กลง หรือที่เรียกว่า compression นั้น ปกติจะทำโดยการตัดข้อมูลที่ไม่สำคัญหรือซ้ำซ้อนออกไป แต่ในกรณีของเรา สิ่งที่เราตัดออกไปนั้นไม่ใช่สิ่งที่ไม่สำคัญหรือซ้ำซ้อน

    แม้ว่าจากภายนอกจะดูเหมือนว่าเราไล่กวดประเทศอื่นทางด้านเศรษฐกิจได้ทัน แต่ความสำเร็จนั้นมักได้มาจากการเสียสละด้านการพัฒนาสังคมและการเมือง

    เมื่อเศรษฐกิจพังลงมาเราจึงตระหนักว่าสถาบันหลายอย่างของเราไม่พร้อมที่จะเผชิญความท้าทายของยุคโลกาภิวัตน์ ขณะที่โลกได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกล้ำ แต่ทว่าสถาบันทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของเรากลับก้าวตามไม่ทัน

    ประสิทธิภาพ การอุปถัมภ์ และการบริหารเศรษฐกิจ

    การปฏิรูปทั้งระบบซึ่งเอเชียต้องทำหากยังจะครองความเป็นเอกต่อไปในยุคโลกาภิวัตน์นั้นจะไม่เกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน ซึ่งยิ่งทำให้จำเป็นที่กระบวนการนี้จะต้องเริ่มโดยเร็ว

    การแข่งขันระหว่างประเทศกำลังพัฒนาได้เข้มข้นขึ้น โดยมีผู้เล่นรายใหม่ๆ ในเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศก็โฆษณาขายแรงงานราคาถูก ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และกฎหมายที่เป็นมิตรต่อนักลงทุน

    ส่วนในโลกตะวันตก แรงหนุนทางการเมืองสำหรับสิทธิประโยชน์พิเศษทางการค้าหรือความช่วยเหลือพิเศษสำหรับประเทศกำลังพัฒนานับวันมีแต่จะหายากขึ้น

    วิธีเดียวที่เราจะอยู่รอดในระยะยาวได้คือโดยการปรับปรุงประสิทธิภาพ และกุญแจสู่การปรับปรุงประสิทธิภาพก็คือการบริหารเศรษฐกิจให้ดีกว่าเดิม

    พูดอย่างนี้ฟังดูเหมือนกำปั้นทุบดิน ดังนั้นเราควรชัดเจนว่ามันเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง มีปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรค อะไรบ้างที่เป็นตัวส่งเสริม

    สิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรคคือความเฉื่อยทางสถาบัน

    ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของเอเชียถูกเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์เพราะมันตั้งอยู่บนกรอบทางสถาบันซึ่งมักจะขัดต่อหลักเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี เช่น การแทรกแซงอย่างเข้มข้นจากรัฐ นโยบายอุตสาหกรรมซึ่งกำหนดโดยรัฐ และเครือข่ายสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างภาครัฐกับธุรกิจ เป็นต้น

    แต่ก็อย่างว่า ไม่มีอะไรสำเร็จเท่ากับความสำเร็จ ตราบใดที่เศรษฐกิจยังคงรุดหน้าอยู่เรื่อยๆ สถาบันที่รองรับการเจริญเติบโตของเอเชียก็ทำงานได้ดีพออยู่หรอก แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ขึ้น จุดอ่อนต่างๆ ก็ถูกเปิดโปงให้โลกเห็นหมด และเมื่อระบบล้มเหลว การปฏิรูปก็ไม่ใช่แค่เรื่องของสมัยนิยมแล้ว แต่กลายเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างจริงจัง

    ในกรณีของประเทศไทย การที่เรารวมตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ แต่ได้สร้างการขัดแย้งภายในตัวเองซึ่งนำไปสู่ความด้อยประสิทธิภาพในระบบ

    ในขณะที่เรารับระบบทุนนิยมตะวันตกมา แต่ก็ยังรักษาระบบเครือข่ายอุปถัมภ์แบบดั้งเดิมอยู่ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัวในการจัดสรรคุณค่าและทรัพยากร

    สายสัมพันธ์ส่วนตัวนั้นอาจจะไม่มีพิษมีภัยอะไรก็ได้ แต่ถ้ามันกลายมาเป็นปัจจัยในเรื่องสาธารณะก็อาจเป็นภัยอย่างมหันต์ได้ เนื่องจากระบบอุปถัมภ์ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักความดีความชอบจึงทำให้มันมักเป็นบ่อเกิดของความด้อยประสิทธิภาพ พฤติกรรมแสวงค่าเช่าทางเศรษฐกิจ และการฉ้อราษฎร์บังหลวง

    การบริหารทรัพยากรและวิถีแบบไทยๆ

    อีกลักษณะหนึ่งของสังคมไทยที่จำต้องแก้ไขโดยรีบด่วนคือวิธีที่เราใช้และบริโภคทรัพยากร

    ถ้ามีประเทศใดที่สามารถอยู่ได้โดยพึ่งตัวเอง ประเทศนั้นก็คือประเทศไทย ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ ว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าว

    ในอดีตประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติจนเรื่องประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรไม่เคยเป็นประเด็น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อกรมป่าไม้ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ภาระหน้าที่ซึ่งกรมได้รับมอบหมายคือการดูแลการตัดป่าไม้มาใช้ประโยชน์ ไม่ใช่การอนุรักษ์ป่าไม้

    สมบัติธรรมชาติของเราได้ลดลงไปไม่น้อยจากอดีต เนื่องจากเราเปลี่ยนรูปแบบการใช้ทรัพยากรจากเศรษฐกิจแบบยังชีพหรือบริโภคภายในประเทศไปสู่การป้อนตลาดโลก

    นาข้าวที่อุดมสมบูรณ์รอบๆ กรุงเทพฯ ได้กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมและหมู่บ้านไปแล้ว อ่าวไทยก็ประสบปัญหาถูกทำประมงมากเกินไป ป่าไม้ของเราก็ร่อยหรอไปมากจนต้องมีการห้ามตัดป่าไม้

    การบริหารทรัพยากรธรรมชาติอย่างผิดๆ ในยุคปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าคนไทยไม่รู้จักแนวคิดเรื่องประสิทธิภาพหรือความยั่งยืน

    อันที่จริงแล้วเรามีพลังดั้งเดิมซึ่งจำต้องฟื้นฟูและดึงออกมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาวิกฤตขณะนี้

    เดิมทีก่อนที่เราเปิดใจให้กับลัทธิบริโภคนิยม การนำวัสดุกลับไปใช้ใหม่และการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดก็เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตไทยเดิม การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนได้สร้างไว้ในระบบอยู่แล้ว แต่ละคนจะใช้ทรัพยากรเพียงเท่าที่จำเป็น ความร่ำรวยด้านวัตถุเป็นเรื่องรอง การทำบุญเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า ครอบครัวที่มีญาติพี่น้องอยู่ในครัวเรือนเดียวกันเป็นตะข่ายชูชีพทางสังคมอย่างดีสำหรับคนที่ดูแลตัวเองไม่ได้ เช่นคนชรา การสร้างสมความร่ำรวยมหาศาลก็ทำได้อยู่ แต่ไม่มีเหตุผลจูงใจมากมายอะไรที่จะต้องทำอย่างนั้น

    การที่เราได้รู้จักกับความสุขของสังคมบริโภคได้เปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ไป สิ่งจูงใจคนไทยได้แปรเปลี่ยนจากการทำบุญไปเป็นการทำกำไรเพื่อให้สามารถสนองความต้องการที่จะมีสิ่งฟุ่มเฟือยในชีวิตได้

    ผมไม่ได้อาลัยอาวรณ์ยุคสมัยที่ผ่านหายไปแล้ว โลกเราย่อมเปลี่ยนไปและไม่มีทางที่เราจะกลับไปเหมือนเดิมได้ ประเด็นของผมคือว่าในขณะที่เราพยายามเร่งรีบตามตะวันตกให้ทัน แต่บทเรียนทั้งที่เราเรียนจากตะวันตกและจากอดีตของเราเองกลับเป็นบทเรียนที่ไม่สมบูรณ์

    ขณะที่ตะวันตกได้วิวัฒนาการกลไกเพื่อตรวจสอบและคานอำนาจเพื่อควบคุมความเกินพอดีของระบบทุนนิยม ความกระตือรือร้นของเราที่จะตักตวงผลประโยชน์จากทุนนิยมทำให้เรามองข้ามความสำคัญของกลไกเหล่านั้นไป

    ในขณะที่ความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคมได้เป็นเสาหลักของรัฐภิบาลในตะวันตกมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ในเอเชีย สายใยระหว่างอำนาจและเงินส่วนใหญ่ยังคงซ่อนเร้นจากสายตาประชาชน

    เราได้มุ่งที่จะลอกเลียนวิถีทางของตะวันตกโดยไม่เข้าใจปรัชญาที่รองรับมันหรือว่ามันวิวัฒนาการมาอย่างไร

    ในเวลาเดียวกัน เราก็โยนทิ้งธรรมเนียมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนของเรา และสร้างระบบทุนนิยมพันธุ์ทางซึ่งใช้การอุปถัมภ์เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด กลายเป็นสูตรสำหรับการพัฒนาที่ไม่สมดุลและไม่ยั่งยืน

    ธรรมาภิบาลและการบริหารเศรษฐกิจ

    เห็นได้ชัดว่าเราจำเป็นต้องมีการบริหารเศรษฐกิจที่ดีกว่านี้ และกุญแจก็คือธรรมาภิบาล

    ผมต้องขอเน้นว่าธรรมาภิบาลมีความหมายมากกว่าการปกครองที่ดี มากกว่าการมีคนซื่อสัตย์และมีความสามารถอยู่ในตำแหน่งสาธารณะ

    เราคนไทยมักรู้สึกอบอุ่นใจกับความแน่นอนที่มาจากการมีผู้นำเข้มแข็ง และเมื่อใดก็ตามที่ประเทศเราประสบปัญหา เราก็ใฝ่ฝันให้มีอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยพวกเรา

    แต่ยุคแห่งการตัดสินใจแบบ “คุณพ่อรู้ดีที่สุด” ได้หมดไปแล้ว

    แม้ว่ารัฐจะดูเหมือนว่ามีอำนาจน่าเชื่อถือ แต่ก็ไม่ได้รู้ดีไปทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันนี้ซึ่งตลาดมักจะสวนทางกับความพยายามของรัฐที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลตามลำพังไม่มีทางทราบหรอกว่าโครงการเขื่อนจะกระทบชีวิตของคนที่อยู่ล่างน้ำหรือระบบนิเวศน์ในบริเวณนั้นอย่างไร

    ถ้าเป็นการที่ต้องเลือกระหว่างสิ่งที่มีความสำคัญทัดเทียมกัน ผู้นำทางการเมืองก็มีสิทธิ์ที่จะทำให้เราผิดหวังได้พอๆ กับที่จะช่วยเราได้

    ในประเทศกำลังพัฒนา บ่อยครั้งรัฐบาลมักจะตัดสินใจทางการเมืองและเศรษฐกิจซึ่งสวนทางกับประโยชน์สาธารณะ

    ธรรมาภิบาลคือการวางกลไกเพื่อกำหนดว่าประโยชน์ของสาธารณะอยู่ตรงไหนและเพื่อให้มั่นใจว่าประโยชน์สาธารณะจะได้รับการตอบสนองเหนืออื่นใด นี่คือเหตุผลของขบวนการปฏิรูปการเมืองซึ่งกำลังเกิดขึ้นในประเทศเอเชียหลายประเทศ

    เงื่อนไขจำเป็นสำหรับธรรมาภิบาล

    ถ้าเราจะให้ธรรมาภิบาลเกิดขึ้นได้ จะต้องเกิดการปฏิรูปในหลายระดับ

    รัฐบาลจะต้องตอบสนองต่อความต้องการจำเป็นของประชาชน และเพื่อที่จะทำเช่นนั้นได้ ก่อนอื่นรัฐจะต้องรับผิดชอบ

    รัฐบาลที่ไม่ต้องอธิบายอะไรต่อใคร รัฐบาลที่ดำเนินการต่างๆ ได้โดยไม่มีการตรวจสอบ มีแนวโน้มมากกว่าที่จะใช้อำนาจในทางที่ผิดและเพิกเฉยต่อประโยชน์สาธารณะ

    การถ่วงดุลและคานอำนาจเป็นหัวใจของความรับผิดชอบต่อสังคม

    ในระบอบประชาธิปไตยตัวแทน เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะทำหน้าที่นี้ในสภานิติบัญญัติ

    แต่เท่านั้นยังไม่พอ จะต้องมีการวางกลไกถ่วงและคานอำนาจตลอดทั่วทั้งสังคมเพื่อถ่วงดุลสถาบันที่ทรงอำนาจที่สุดของสังคม

    จำเป็นต้องมีสื่อมวลชนที่อิสระและรับผิดชอบ ที่เป็นตัวแทนของความคิดเห็นกว้างขวาง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกแง่มุมของประเด็นปัญหาได้เผยแพร่ให้ทราบกันอย่างเป็นธรรม

    จะต้องมีการส่งเสริมให้กลุ่มประชาชนหรือ NGOs เกิดขึ้นมาและติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และให้ความรู้กับประชาชนและรัฐบาลเกี่ยวกับประเด็นที่ห่วงกังวล

    เมื่อมีหลายช่องทางที่ประชาชนสามารถใช้แสดงออกความต้องการของเขาได้ ก็จะมีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นว่าแต่ละประเด็นจะได้มีการถกเถียงหารือกันทุกแง่มุมและสามารถหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

    เมื่อการตัดสินใจนโยบายสาธารณะทำกันอย่างลับๆ หรือโดยกลุ่มคนเล็กๆ เมื่อนั้นแหละสาธารณประโยชน์อาจจะเสียหายได้

    เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเช่นนั้น กระบวนการตัดสินใจจะต้องโปร่งใสและเปิดต่อการตรวจสอบ ประชาชนต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทั้งหมดที่เกี่ยวกับนโยบายและโครงการสาธารณะ

    แน่นอน ธรรมาภิบาลจะไม่ก่อให้เกิดสังคมยูโทเปียที่งดงามสวยหรูได้ อันที่จริงแล้วอาจจะวุ่นวายด้วยซ้ำไป เสียงคนโต้เถียงกันอาจจะดังหนวกหูได้ เราจึงต้องระลึกไว้เสมอว่าทำไมจึงจำเป็นต้องมีธรรมาภิบาล

    พวกเราทุกคนใฝ่ฝันอยากมีผู้นำแบบโซโลมอนซึ่งมีทั้งคุณธรรมและสติปัญญาล้ำลึกสามารถแก้ปัญหาทั้งปวงให้เราได้โดยไม่ต้องยุ่งยาก แต่ในความเป็นจริงผู้นำก็คือมนุษย์ซึ่งมีกิเลสและมีจุดอ่อนทั้งปวงที่มนุษย์ทั่วไปมี

    ธรรมาภิบาลนั้นชดเชยจุดอ่อนของพวกเขาโดยการเปิดกระบวนนโยบายให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม

    ประเทศไทยเองกำลังดำเนินการปฏิรูปอยู่เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล

    เมื่อปีที่แล้วเราได้ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งยกร่างโดยการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของประชาชนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

    ในฐานะผู้ที่มีส่วนในกระบวนการยกร่าง ผมก็มีความหวังสำหรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมอยากจะคิดว่าต่อไปมันจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นสังคมประชาธิปไตยที่เปิดกว้าง สังคมที่ความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นเรื่องปกติมากกว่าเป็นข้อยกเว้น

    ผมอยากคิดว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจะทำให้สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของพลเมืองได้รับการคุ้มครองและค้ำประกันดีกว่าเดิม

    ผมอยากคิดว่าการที่รัฐธรรมนูญปรับแก้กระบวนการเลือกตั้งจะช่วยลดการเมืองแบบหว่านเงินและการฉ้อราษฎร์บังหลวง และอยากคิดว่าการถ่วงคานตามรัฐธรรมนูญจะทำให้นักการเมืองมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

    แน่นอน รัฐธรรมนูญไม่ใช่กระสุนวิเศษที่จะแก้ปัญหาทั้งปวงของสังคมได้ภายในชั่วข้ามคืน สังคมทุกส่วนจะต้องอ้าแขนรับอุดมการณ์ที่อยู่เบื้องหลังรัฐธรรมนูญก่อนที่มันจะสร้างความแตกต่างได้

    บรรษัทภิบาล

    ธรรมาภิบาลไม่ได้หยุดอยู่แค่รัฐบาล เราจำเป็นต้องเรียกร้องความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและความโปร่งใสจากบริษัทและผู้เล่นทุกรายที่มีอิทธิพลต่อสาธารณประโยชน์เกินสัดส่วน

    ขึ้นชื่อว่าบริษัทก็ไม่ได้ปลอดจากการถูกใช้ในทางที่ผิดไปมากกว่ารัฐบาล แต่ถูกสังคมสอดส่องน้อยกว่า

    ตามตรรกะของระบบอุปถัมภ์ บริษัทย่อมจะใช้เส้นสายให้มากที่สุดเพื่อปัดภาระต้นทุนต่างๆ ออกไปให้สังคมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมเช่นการสูญเสียทรัพยากรหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม

    ในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ ยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะบังคับให้บริษัทรับผิดชอบต่อส่วนรวม

    การทำบัญชีแบบยืดหยุ่นและสร้างสรรค์ บวกกับการตรวจสอบบัญชีแบบพอเป็นพิธีสามารถเนรมิตบัญชีงบดุลซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเลย อีกทั้งการประเมินค่าทรัพย์สินสูงเกินความจริงก็สามารถทำให้เกิดภาพที่ชวนไขว้เขวได้ ถ้าหากบริษัทมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับผู้มีอิทธิพลทางการเมืองก็สามารถเก็บโครงกระดูกไว้ในตู้ได้ต่อไปอย่างมิดชิด

    ภาระการสอดส่องภาคเอกชนเพื่อหาความไม่ชอบมาพากลจึงไม่อาจปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐได้ ผู้ถือหุ้นและผู้บริโภคที่ชาญฉลาดจะต้องทำหน้าที่ป้องกันการกระทำผิดโดยบริษัท และหน้าที่นี้จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลตัวเลขเต็มที่เกี่ยวกับการทำงานของบริษัท

    สรุป

    วิกฤตการณ์ที่เผชิญหน้าเอเชียตะวันออกจริงๆ แล้วเป็นวิกฤตการณ์ในการปรับตัว

    ที่มันแก้ยากก็เพราะถ้าหากเราจะปรับตัวให้ได้ดี เราจะต้องเลิกธรรมเนียมประเพณีและวิถีทางบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับตลาดโลก

    ถ้าเราหวังที่จะเฟื่องฟูในยุคที่ท้าทายนี้ ยิ่งมีการปฏิรูปเร็วเท่าไร ยิ่งเราเปิดสังคมเร็วขึ้นเท่าไร ยิ่งเราสร้างระบบที่มีความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมเร็วเท่าไร ผลตอบแทนที่ได้มาก็จะยิ่งแน่นอนมากขึ้นเท่านั้น

    จริงอยู่ว่ามีหลายคนเลือกที่จะวาดภาพวิกฤตการณ์ในแง่ของชาตินิยม และแย้งว่าก็ไม่ใช่การเปิดเสรีและการเปิดประเทศต่อตลาดการเงินโลกนั่นหรือที่ทำให้เราตกอยู่ในที่นั่งลำบากเช่นนี้

    การโทษอิทธิพลภายนอกเป็นการมองปัญหาอย่างง่ายเกินไปและสะท้อนว่าเรายังอ่อนด้อยในการคิดเชิงวิเคราะห์

    ผมหวังว่าผมพูดชัดแล้วว่าต้นเหตุของวิกฤตการณ์ไม่ใช่การที่เรารวมตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก แต่เป็นการที่เราไม่สามารถรักษาความสมดุลระหว่างเป้าหมายทางการพัฒนาที่มีความสำคัญไล่เลี่ยกันต่างหาก

    ประสบการณ์นี้สอนให้รู้ว่ามิอาจมีการเปิดเสรีได้หากไร้วินัย ไม่มีการลงทุนได้หากไร้ความเสี่ยง

    โลกนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ครบถ้วน ไม่มีอะไรที่เป็นของตาย

    ในยุคดิจิตัล เรามิอาจมองโลกเป็นขาวดำได้ หรือแม้แต่เป็นสีเทาเฉดต่างๆ ก็ตาม เราต้องตระหนักว่ามีเป็นล้านๆ สี และใครเล่าจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าสีไหนสวยที่สุด

    ความชาตินิยมที่เราต้องมีไม่ใช่ความชาตินิยมแบบไร้เหตุผล แต่ต้องเป็นความชาตินิยมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความคิดและเหตุผล

    วัฒนธรรมไทยเรามีหลายปัจจัยที่จะช่วยให้เราก้าวไปถึงการพัฒนาแบบยั่งยืนได้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ยังมีจุดอ่อนในนิสัยหลายประการที่อาจกีดขวางเส้นทางของเราได้

    พลังทั้งหลายทั้งมวลที่หล่อหลอมสังคมเราจะต้องออกมาในที่แจ้งเพื่อร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์ว่าเราต้องการจะไปสู่จุดมุ่งหมายใดและจะไปถึงที่นั่นได้อย่างไร

    เราจะต้องเรียนรู้การแลกเปลี่ยนทัศนะกันอย่างมีอารยธรรม ยอมรับฟังซึ่งกันและกันและมีความเมตตาต่อกันและกัน

    ธรรมาภิบาลเปิดโอกาสให้ความหลากหลายของเราสามารถสะท้อนออกมาในนโยบายได้

    ธรรมาภิบาลเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการจัดการทรัพยากรของชาติเราอย่างมีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้เราพึ่งตัวเองหรือพึ่งพาซึ่งกันและกันได้มากเท่าที่เราต้องการ

    เนื่องด้วยธรรมาภิบาลเป็นเรื่องของการเลือกอย่างไรจึงจะสะท้อนความต้องการแท้จริงของสังคม มันจึงเป็นทางตรงที่สุดที่จะให้พลังดั้งเดิมของเอเชียเชื่อมประสานกับข้อเรียกร้องของเศรษฐกิจโลกได้

    หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    คำกล่าวปราศรัยและปาฐกถานำ
    ในการสัมมนาเรื่อง การประเมินผลการดำเนินงาน
    กลไกการพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ
    โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
    อดีตนายกรัฐมนตรี
    วันพุธที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๓๘ เวลา ๑๔.๐๐ น.
    ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ๑ โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ

    ท่านประธานกรรมการ ท่านกรรมการผู้จัดการ ท่านผู้อภิปราย และท่านผู้เข้าสัมมนาทุกท่าน

         ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาประจำปีของบริษัท ไทยเรทติ้งแอนด์อินฟอร์เมชั่นเซอร์วิส จำกัด (ทริส) เรื่อง “การประเมินผลการดำเนินงาน กลไกสู่การพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ” ในวันนี้ เนื่องจากเป็นการสัมมนาที่เป็นประโยชน์และน่าสนใจ กล่าวคือ เพื่อเป็นการระดมความคิดเห็นทั้งในเชิงแนวคิดและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการประเมินผลการดำเนินงานและการพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ อันจะเป็นประโยชน์สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพต่อไป

         ก่อนที่จะเริ่มการสัมมนา ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่จะแสดงปาฐกถานำที่เกี่ยวข้องกับการสัมมนา โดยการบรรยายใน ๓ ประเด็น คือ

    ประเด็นแรก     จะพูดถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ ประเทศก้าวทันระบบสากล ก้าวทันเงื่อนไขใหม่ ๆ ของโลกปัจจุบัน

    ประเด็นที่สอง     จะพูดถึงคุณภาพและคุณธรรมของการประเมินผลการดำเนินงาน

    ประเด็นที่สาม     จะพูดถึงข้อสังเกต ข้อจำกัดต่าง ๆ ที่จะต้องหยิบยกมาพิจารณา เพื่อให้การ ประเมินผลการดำเนินงาน ได้นำไปสู่จุดหมายปลายทางในการพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ

         จากภูมิหลัง ที่เคยทำงานในระบบราชการ ๒๓ ปี และจากประสบการณ์ของการเป็นนายกรัฐมนตรี ๒ วาระ คิดว่าได้มองเห็นโครงสร้างระบบงาน จุดเด่น และข้อจำกัดของภาครัฐ ทั้งในส่วนของราชการและรัฐวิสาหกิจได้พอสมควร สำหรับสิ่งที่จะนำเสนอในช่วงนี้จะไม่แยกแยะราชการและรัฐวิสาหกิจออกจากกัน เพราะทั้ง ๒ ระบบสามารถมองในภาพรวมร่วมกันได้ ตามหลักรัฐประศาสนศาสตร์ เพราะได้มีการกำหนดเจตนารมณ์ไว้ว่าระบบรัฐวิสาหกิจ คือ ระบบที่อยู่กึ่งกลางระหว่างภาคราชการและภาคธุรกิจเอกชน แต่ได้เคยมีผู้นำรัฐวิสาหกิจหลายท่าน โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ยังได้รับเงินงบ ประมาณสนับสนุน กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจนั้นมีระบบควบคุมมากมาย ทั้งโดยคณะกรรมการ โดยกระทรวงเจ้าสังกัด (ทั้งปลัดกระทรวงและรัฐมนตรี) โดยคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “สภาพัฒน์” โดยสำนักงบประมาณ โดยกรมบัญชีกลาง บางครั้งก็มี สตง. และ ปปป. เข้ามาร่วมสังฆกรรมด้วยเป็นใยแมงมุมที่พันรอบตัว จนกระทั่งคิดว่ารัฐวิสาหกิจหลายแห่งมีความเป็นราชการมากกว่าราชการเองเสียอีก

         การที่ตนเองได้มีประสบการณ์ทั้งในภาครัฐ ภาคการเมือง และภาคธุรกิจ จึงยิ่งเห็นความสำคัญอย่างมากของระบบงานภาครัฐ โดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันเมื่อประเทศไทยยังขาดความต่อเนื่องและความมั่นคงในระบบการเมือง จึงยิ่งเพิ่มความจำเป็นและความสำคัญที่จะต้องพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจให้เป็นระบบรากแก้วที่เข้มแข็งมีคุณภาพ เพื่อให้ประเทศชาติสามารถก้าวเคียงบ่าเคียงไหล่ประเทศอื่น ๆ ในภาวะที่โลกปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลง มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอัตรารวดเร็วสูงสุดในประวัติศาสตร์ ในภาวะที่มีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของนานาประเทศ มีข้อตกลงแกตต์รอบอุรุกวัย ประเทศคอมมิวนิสต์เปลี่ยนแปลงเป็นเสรีนิยม ฯลฯ เงื่อนไขใหม่ ๆ เหล่านี้กระทบต่อสถานะการแข่งขันของไทยในตลาดโลกแน่นอน

         เมื่อโลกแคบลง คนขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเพิ่มความเร็วขึ้น กระแสสากลทำให้แยกปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกยากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องในระบบหรือนอกระบบ หรือเรื่องในประเทศ นอกประเทศ ขณะนี้เป็นยุคของความไร้พรมแดนระบบของแต่ละประเทศพัวพันกัน การธำรงอยู่ของประเทศอยู่บนความเป็นสากล แม้การแต่งตั้งตำแหน่งรัฐมนตรีก็ต้องรับฟังกระแสสากล เศรษฐกิจไทยปัจจุบันได้ย่างเข้าสู่ระบบการค้าเสรี ซึ่งปัจจัยสำคัญคือการปรับตัวในการแข่งขันทางการค้า ซึ่งความเป็นเสรีในการต่อสู้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุด ในขณะที่ประเทศไทย สังคมไทยมีระบบรัฐระบบราชการเป็นรากอยู่ เมื่อกระแสสากลมาเคาะประตูบ้าน ความจำเป็นมาถึงความจำเป็นที่ระบบรัฐ ระบบราชการต้องพิจารณาการปรับตัว

         ในภาวะปัจจุบันเมื่อพิจารณาระบบราชการ จะเห็นปัญหาหลายประการ พิจารณาในด้านขนาดก็มองได้ทั้งในมิติที่ใหญ่เกินไปและเล็กเกินไป ที่ว่าใหญ่เกินไป ก็คือ ระบบราชการใหญ่จนเกินกว่าจะสามารถดูแลเอาใจใส่ในการให้บริการสนองตอบต่อความต้องการของชุมชน ในการทำความเข้าใจกับชุมชน ไม่ว่าชุมชนเมืองหรือชุมชนชนบท ซึ่งเป็นระบบพื้นฐานของประเทศ หรือที่ NGO เรียกว่าเป็นระบบรากหญ้า (Grass Root) ดังนั้น จึงได้เห็นปัญหาความไม่เข้าใจ ความขัดแย้ง เนื่องจากการขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน ช่องว่างระหว่างรัฐกับชุมชนเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าที่ปากมูล ที่บ้านครัวหรือสด ๆ ร้อน ๆ ที่กำลังประท้วงกันที่วังสะพุง จังหวัดเลย ในส่วนที่ว่าระบบราชการเล็กเกินไป ก็คือ เล็กจนเกินกว่าระบบจะสามารถจัดการกับปัญหาสากลให้ลุล่วงไม่ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาโรคเอดส์ ปัญหายาเสพติด ปัญหาอพยพข้ามชาติ และในขณะที่ขนาดของระบบไม่เหมาะสม ก็ยังมีปัญหาเรื่องความคล่องตัว ความไม่มีเอกภาพในการตัดสินใจ ปัญหาเชิงทัศนคติในการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ฉะนั้น จึงยังมีปัญหาค้าง ๆ รอการตัดสินใจให้เห็นอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานคร ปัญหาการสร้างโรงไฟฟ้าที่เชียงใหม่ หรือ ปัญหาการเตรียมการสำหรับการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ก็ยังไม่ลงตัวดีนัก

         ท่ามกลางกระแสแห่งการแข่งขันในเวทีสากล ทั้งในการแข่งขันเชิงปริมาณ การแข่งขันเชิงคุณภาพและเชิงกลยุทธ์ การปรับปรุงระบบเพื่อประสิทธิผลสูงสุดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะระบบระเบียบที่ดีที่สุด เมื่อวานนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมไม่ใช่สิ่งที่รองรับ สำหรับภาวะในวันนี้หรือพรุ่งนี้จึงต้องมีสิ่งใหม่ขึ้นมาแทนที่ เพราะเมื่อองค์กรเติบโตมาถึงระยะหนึ่งย่อมทรุดโทรม ถ่ายของเสียออกมาในรูปของปัญหาอันอาจเกิดจากระบบล้าหลัง โครงสร้างซ้ำซ้อน มีงานอันไม่จำเป็นและก่อประโยชน์ ฉะนั้นการพัฒนาระบบจึงมีความจำเป็นเพื่อให้ราชการสามารถจัดการกับปัญหา สามารถเตรียมบริการรองรับปัญหาสาธารณะต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที     

         อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะพัฒนาปรับปรุงระบบใด ๆ ก็ตาม ต้องมีความรู้มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่าอะไรเป็นข้อเด่นอะไรเป็นข้อจำกัด อะไรคือสิ่งที่ผสมผสานกลมกลืนดีอยู่แล้ว และอะไรคืออุปสรรคปัญหา อะไรคือสิ่งที่ต้องปรับปรุง เพราะแต่ละองค์กรมีความแตกต่างกัน ฉะนั้น ในส่วนนี้จึงเป็นบทบาทของการประเมินผลการดำเนินงานที่จะช่วยเป็นแว่นขยายส่องให้เห็นกลไก กระบวนการต่าง ๆ ขององค์กรทั้งในส่วนที่แข็งแรง สมบูรณ์ สอดคล้องกับระบบอื่น ๆ และในส่วนที่เป็นส่วนอ่อนแอ ส่วนที่ก่อให้เกิดปัญหา ส่วนที่ขัดแย้ง ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงพัฒนาต่อไป

         ในส่วนของการประเมินผลการดำเนินงาน ซึ่งจะขอพูดถึงคุณภาพและคุณธรรม หรือ จริยธรรมควบคู่ไปด้วยนั้น ก่อนอื่นผมขอชื่นชมกับระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่จะมีการประเมินผลการดำเนินงานโดยหน่วยงานภายนอก เพราะนับว่าเป็นหลักการที่ถูกต้อง เป็นการเลี่ยงให้พ้นจากความลำเอียงที่จะประเมินในสิ่งที่เป็นประโยชน์เข้าตัว และสิ่งที่เหมาะสมอย่างมากของการประเมินผลการดำเนินงานเท่าที่ได้ทราบ ก็คือได้มีการผสมผสานความรู้ในเชิงนโยบายสาธารณะกับความรู้เชิงธุรกิจ และยังได้ใช้เทคนิคของการจัดอันดับเครดิตมาผสมผสานในกระบวนการประเมินด้วย จึงค่อนข้างจะเชื่อมั่นในคุณภาพของการประเมิน และเท่าที่เกี่ยวกับบุคลากรของบริษัทผู้ประเมินได้มีความเข้มงวดกวดขันในการคัดเลือกพนักงานที่จะทำหน้าที่วิเคราะห์ และนอกจากนั้นยังมีคณะกรรมการประเมินผลงาน ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีประสบการณ์ มีชื่อเสียงเป็นที่นับถือในวงการราชการ ธุรกิจ และสถาบันวิชาการ จะมาร่วมให้ข้อคิดเห็นในการจัดอันดับการดำเนินงานด้วย อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากคุณภาพในการประเมินแล้ว จริยธรรมในการประเมินผลการดำเนินงานก็เป็นส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความเป็นกลาง การให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง การซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง การฝึกฝนทักษะความชำนาญในการปรับหลักการเทียบเคียงกับสภาวะที่เป็นจริงอย่างเหมาะสม นั่นคือ ความมีดุลยภาพระหว่างภาคหลักการและภาคปฏิบัติการการรักษาจรรยาบรรณ ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของใคร และในท้ายที่สุดก็คือคุณธรรมความรับผิดชอบที่จะทำงาน เพื่อแสวงหาแนวโน้มในการปรับปรุงพัฒนาระบบ และความรับผิดชอบในการเขียนรายงานการประเมินผลการดำเนินงานให้ชัดเจน เป็นประโยชน์และมีคุณภาพให้มากที่สุด

         มาถึงประเด็นสุดท้าย ในเรื่องของข้อสังเกต ข้อจำกัด ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่จะต้องนำมาประกอบการพิจารณาในการประเมินผลการดำเนินงาน และการพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ

         ในฐานะที่ผู้เข้าสัมมนาวันนี้มีทั้งผู้ที่อยู่ในสถานะผู้ถูกประเมินและผู้ประเมิน ซึ่งทั้ง ๒ ฝ่ายต่างมีส่วนที่จะทำให้โครงการบรรลุผลสำเร็จด้วยดี และในขณะเดียวกันก็มีส่วนเป็นปัญหาอุปสรรคของโครงการ

         ทางด้านขององค์กรที่จะถูกประเมิน อาจจะไม่ยอมรับการประเมินผลจากผู้ประเมินภายนอก เนื่องจากกลัวความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตามมาในทางที่กระทบกระเทือนสถานภาพเดิม ต้องการรักษาระบบระเบียบ สถานภาพเดิมไว้ เพราะแนวโน้มการประเมินอาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงซึ่งทำให้ผู้ถูกประเมินไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ ฉะนั้นการประเมินผลการดำเนินงาน จึงอาจถูกมองไปในทางลบทั้งจากทางฝ่ายบริหารและฝ่ายปฏิบัติการ ยิ่งผลการประเมินปรากฏในทางที่ไม่พึงปรารถนา การประเมินก็อาจจะไม่ได้รับการยอมรับ แต่ในบางครั้งก็เป็นไปได้ว่าผู้ถูกประเมินใจกว้าง พร้อมรับการประเมินผลการดำเนินงาน แต่ข้อจำกัดเกิดขึ้นจากทางฝ่ายผู้ประเมิน นั่นคือ ผู้ประเมินอาจจะขาดทักษะ ขาดประสบการณ์ ขาดความเข้าใจในระบบงานภาครัฐ ขาดการวางแผนการศึกษาวิเคราะห์อย่างรอบคอบ การสรุปผลคลุมเครือ สับสน และไม่เกิดประโยชน์ รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ ก็ขาดความเฉพาะเจาะจง กว้างขวางจนด้อยคุณค่าในทางปฏิบัติ การประเมินผลการดำเนินงานก็จะไม่คุ้มค่า เปลืองทั้งเงินทั้งเวลา

         อุปสรรคอีกประการหนึ่งก็คือ สภาวะแวดล้อมของการประเมิน เช่น สภาวะการทำงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ บางครั้งงานเฉพาะหน้าท่วมท้น เช่น การเตรียมการรับรัฐมนตรีใหม่ รับนโยบายใหม่ ซึ่งทำให้ไม่มีเวลาให้ความร่วมมือในการประเมินผลการดำเนินงาน เป็นต้น

         แต่ไม่ว่าจะมีอุปสรรคปัญหาใด ๆ ก็ตาม ผมก็อยากฝากความหวังไว้ ณ ที่นี้ว่าโครงการประเมินผลการดำเนินงานนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง เป็นการแก้ไขปัญหาระดับชาติซึ่งผลกระทบข้างเคียงเกิดขึ้นแน่นอน เพราะไม่มีนโยบายใด โครงการใด หรือมาตรการใดจะสามารถทำได้สำเร็จบรรลุผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อาจจะทำได้ผล ๘๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ และเมื่อดำเนินการไปแล้วอาจก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีก แต่ก็จำเป็นต้องคิดอ่านแก้ไขปัญหาด้วยเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่น ว่าโครงการนี้จะนำไปสู่การพัฒนาระบบที่มีความคล่องตัว มีความชอบธรรม มีความเหมาะสม เพื่อให้ระบบราชการสามารถทำงานให้ถูกใจประชาชนกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ระบบราชการสามารถส่งเสริมการแข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างสง่างาม และในส่วนของการประเมินผลการดำเนินงานก็จะได้รับรางวัลที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ก็คือการเป็น กลไกที่สำคัญในการพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศชาติในที่สุด

         ในโอกาสนี้ผมขอขอบคุณวิทยากร ผู้เข้าร่วมสัมมนา สื่อมวลชนและผู้ที่มีส่วนในการจัดสัมมนาทุกท่านที่ร่วมมือกันจนทำให้เกิดการสัมมนาในครั้งนี้

         บัดนี้ ได้เวลาอันเป็นมงคลแล้ว ผมขอเปิดการสัมมนาเรื่อง “การประเมินผลการดำเนินงาน กลไกสู่การพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ” ขอให้การสัมมนาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ทุกประการ

    หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    ปาฐกถาพิเศษ
    เรื่อง “สิทธิเสรีภาพของประชาชน
    กับกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน”
    โดย
    ฯพณฯ นายอานันท์ ปันยารชุน
    อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานคณะกรรมาธิการพิจารณา
    ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
    วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๒

    (ปาฐกถาพิเศษในการสัมมนาเรื่อง “บทบาทของตำรวจในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนตามแนวทางรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐” ณ โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๒)

     ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ท่านอุปทูตแคนาดาประจำประเทศไทย ท่านวิทยากร และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน

        ผมรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญให้มาแสดงปาฐกถาในเรื่องที่มีความสำคัญที่สุดในเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวโยงกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนที่ผมจะเข้าประเด็น เมื่อพูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนกับกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้น ผมใคร่ขอใช้โอกาสนี้ได้กล่าวถึงกระบวนการและวิธีการใช้ความคิดในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หลายท่านคงจำได้ว่า ตอนที่ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญและมีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ค่อนข้างจะเกิดความฮือฮามากในสังคมไทย เริ่มต้นจากการที่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการหรือสมาชิกสภาร่างขึ้นมา ซึ่งนับแต่วันแรกนั้น ก็ได้ส่งสัญญาณให้กับสังคมไทยว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตนั้น จากการที่เรามีระบอบประชาธิปไตยมากว่า ๖๕ ปี ตอนนั้น เหตุการณ์ในสังคม วิธีคิดของคนไทยก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตามลำดับ ในบางแง่บางมุมก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางบวก ในบางแง่บางมุมก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ แต่สิ่งหนึ่งที่สอดคล้องกับความคิดหรือกระแสความคิดของสังคมของโลกคือ ประชาชนคนไทยเริ่มตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะมีส่วนร่วม ความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจก็ดี ในกระบวนการพิจารณาก็ดี หรือในกระบวนการตรวจสอบก็ดี อันนั้นเป็นสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปทางการเมืองของเมืองไทย เพราะฉะนั้นบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งโดยทางอ้อมก็มาอยู่ในสมาชิกเป็นสมาชิกสภาร่างนั้น ก็สะท้อนให้เห็นหลักการของการมีส่วนร่วมคือการมีประชาชนเป็นตัวตั้ง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาข้ามคืนหรือเกิดขึ้นมาอย่างฉับพลัน แม้แต่การเขียนหรือการพิจารณาร่างแผน ๘ ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเมื่อ ๔ - ๕ ปีก่อน จุดเริ่มต้นก็อยู่ที่ประชาชนเช่นเดียวกัน เป็นแผนพัฒนาของไทยฉบับแรกที่ให้ความสำคัญกับคน ให้ความสำคัญกับบุคลากร และเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเริ่มต้นจากคน คนหรือมนุษย์ในสังคมไทยนั้น เริ่มมีความหมายมากขึ้น ๆ แต่ความหมายของคนนั้นคืออะไร ความหมายของคนนั้นเราอาจเริ่มต้นจากสิ่งปรากฏการณ์ขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยเหมือนกัน ที่เรามีการพูดถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ถ้าเผื่อเราคำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์แล้ว คนหรือมนุษย์ในสังคมทุกสังคมก็ย่อมจะต้องมีสิทธิและเสรีภาพ คนที่มีศักดิ์ศรีก็ต้องมีสิทธิและเสรีภาพ คนก็มีหัวใจและมีสมอง แต่คำว่า “สิทธิเสรีภาพ” นั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเป็นหลักประกันเป็นครั้งแรกที่ได้มีการเสริมสร้างความเข้มข้นในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคล รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียนค่อนข้างจะชัดเจน หลายท่านในอดีตหรือหลายท่านที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ ก็ยังอาจจะมีความแคลงใจหรือมีความเป็นห่วงเหมือนกันว่าในแง่ของตำรวจนั้น ความสมดุลมันอยู่ที่ใด เพราะตำรวจก็มีหน้าที่ที่จะปราบปรามอาชญากรรม ขณะเดียวกัน นักวิชาการ นักมนุษยวิทยา หรือผู้ที่มิใช่เป็นตำรวจ ก็อาจจะมองหรือให้ความสำคัญกับในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพมากกว่าความสำคัญในเรื่องของการปราบปรามอาชญากรรม แต่ปัญหานี้มิได้เกิดขึ้นในสังคมไทยแต่ประเทศเดียว ในสังคมที่เจริญแล้ว ในสังคมที่มีอารยธรรมมาช้านาน หรือในสังคมที่ได้มีการวิวัฒนาการในเรื่องการกำหนดหลักนิติธรรมต่าง ๆ นั้น ก็ยังเป็นประเด็นที่ยังถกเถียงกันอยู่เสมอ และยังเป็นปัญหาที่กรมตำรวจหรือตำรวจแห่งชาติของทุก ๆ ประเทศก็ยังประสบอยู่ และก็ยังเป็นปัญหาที่ประชาชนที่ฝักใฝ่ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ในเรื่องของการคุ้มครองของเสรีภาพ เขาก็ยังมีปัญหาอยู่ เพราะฉะนั้นคำตอบจะไม่อยู่ที่ว่าความสมดุลจะอยู่ที่ใด ความสมดุลนั้นขึ้นอยู่ที่สถานการณ์ ขึ้นอยู่ที่พื้นที่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความสมดุลนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีศรัทธา มีความเชื่อถือตำรวจ และเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตำรวจเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งมีกำหนดขอบเขตที่แน่นอน และต้องทำงานด้วยความรับผิดชอบ ในชีวิตของผม ไม่ว่าจะเป็นในราชการ ในวงการธุรกิจ หรือในวงการเมือง ผมถือตลอดมาว่าปัญหาต่าง ๆ ของสังคมนั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง ปัญหาอะไรต่าง ๆ ปัญหาสังคม ความศรัทธา ความเชื่อถือ เป็นส่วนที่สำคัญมากในการที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้น ความวุ่นวายต่าง ๆ ในสังคม ความยุ่งเหยิง ความสับสนในความคิด การกล่าวหา การป้ายสี การทำลาย สิ่งเหล่านี้ถ้าเราไม่สร้างศรัทธา ไม่สร้างความเชื่อถือขึ้นในสังคมแล้ว โอกาสที่จะแก้ปัญหาค่อนข้างจะยากมาก
         รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่จะต้องถือได้ว่าเป็นนวัตกรรม เรามีมาแล้ว ๑๕ หรือ ๑๖ ฉบับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ความสำคัญและเป็นจุดเด่นอยู่ ๓ ประการ

         ประการแรก การเสริมสร้างสิทธิเสรีภาพของประชาชน การให้ความคุ้มครองกับสิทธิเสรีภาพ และการบังคับใช้สิทธิเสรีภาพนั้น แต่ในขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ตระหนักถึงว่า สิทธิและเสรีภาพนั้นมิใช่มีโดยไม่มีขอบเขต เมื่อมีสิทธิก็ต้องมีหน้าที่ เมื่อมีเสรีภาพก็ต้องมีความรับผิดชอบ แต่สิ่งที่ยากก็คือใครจะเป็นผู้ตัดสิน ใครจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าจุดไหนสิทธิและหน้าที่จะมาพบกัน หรือ ณ จุดไหนเสรีภาพและความรับผิดชอบจะมาพบกัน อันนี้ก็ขึ้นอยู่ที่คุณธรรม และจริยธรรมประจำจิตใจของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจแห่งชาติ หรือไม่ว่าจะเป็นประชาชน

         ประการที่สอง ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ย้ำก็คือเรื่องของการสร้างระบบการเลือกตั้งใหม่ ระบบการเลือกตั้งที่มีมาในอดีตนั้นก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ นานา แต่ก็ไม่ใช่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะแก้ปัญหาได้หมด การแก้ปัญหานั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบทกฎหมายอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่ที่จิตใจของนักการเมือง ขึ้นอยู่กับที่จิตใจของประชาชนผู้เลือกตั้ง

         ประการที่สาม ที่นำมาใช้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือ “ระบบการตรวจสอบ” อันนี้ค่อนข้างจะใหม่สำหรับเมืองไทย ท่านได้กรุณากล่าวถึงคำหนึ่งที่ผมใช้เมื่อตอนสมัยผมเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อประมาณ ๗ ปีที่แล้ว นั่นคือคำว่า “โปร่งใส” ซึ่งเป็นการแปลมาเป็นภาษาไทยง่าย ๆ จากคำว่า transparent หรือ transparency แต่ที่มาฮือฮากันมากหน่อยก็คือผมใช้บ่อยหน่อย แต่ในการที่ผมมาใช้คำว่า “โปร่งใส” นั้นเป็นการใช้โดยเหตุผลทางการเมืองด้วย เพราะตอนที่ผมเข้ามาเป็นนายกฯ นั้น ผมถือว่าผมไม่มีฐานอำนาจแต่อย่างใด ผมก็มาโดยบังเอิญ เข้ามาโดยอุบัติเหตุ และถ้าเผื่อมองในบางแง่บางมุมแล้ว ผมเข้ามาครั้งแรกนั้น เข้ามาโดยไม่ชอบธรรมด้วย ไม่ได้เข้ามาตาครรลองของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เข้ามาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นจากจุดนั้น ที่ผมรู้ว่าในสายตาของคนจำนวนไม่น้อย มองว่าผมเข้ามาโดยไม่ชอบธรรม ยิ่งเป็นความจำเป็นสำหรับผมและเป็นความรับผิดชอบของผมโดยตรงที่จะต้องเสริมสร้างความชอบธรรมในตัวผมให้ประชาชนทราบ อันนั้นเป็นจุดผลักดันให้ผมคำนึงมากถึงความเชื่อถือที่ประชาชนจะมอบให้กับผมในระหว่างที่ผมทำงานอยู่ ถ้าหากว่าเราไม่มีฐานทางด้านการเมือง ฐานทางด้านทหาร สิ่งที่จะได้ศรัทธาจากประชาชน สิ่งที่จะเรียกความเชื่อถือจากประชาชนได้คือ การให้ประชาชนเขามองเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำไปในฐานะนายกรัฐมนตรีที่อาจจะมาโดยไม่มีความชอบธรรมนั้น ทำไปโดยพื้นฐานของความถูกต้องในสายตาของบุคคลผู้นั้น การตัดสินใจ การดำเนินมาตรการต่างๆ ซึ่งอาจจะมีข้อผิดพลาดนั้น ต้องอยู่บนมูลฐานของข้อเท็จจริง ต้องอยู่บนมูลฐานของคุณธรรมและจริยธรรม และหลายครั้งหลายคราวต้องอยู่บนฐานของมโนธรรมของตัวเองด้วย แต่เรื่องของคุณธรรม จริยธรรม มโนธรรมนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอย ๆ บางสิ่งบางอย่างอธิบายไม่ได้ จับไม่ได้ เห็นไม่ได้ มันจะต้องมีกลไก มันจะต้องมีตัวชี้อะไรบางอย่างที่ทำให้ประชาชนเขามีความเชื่อถือ มีศรัทธาว่าสิ่งที่เราพูดถึงเรื่องคุณธรรม จริงธรรม มโนธรรมนั้น ไม่ได้พูดเฉพาะในเรื่องของภาษาฝรั่งที่เรียกว่าเป็น abstract idea เท่านั้น แต่มันเป็นสิ่งที่จะจับได้ เห็นได้ แตะต้องได้ เพราะฉะนั้นกลไกที่เราจะต้องใช้นั้นก็จะต้องเป็นกลไกที่ประชาชนเข้าใจ จึงได้เกิดมีคำว่า “โปร่งใส” ขึ้นมา หลายครั้งหลายคราวผมพูดในอดีตเพราะคนเราเผื่อว่าทำอะไรในห้องที่เปิดเผย ในห้องที่มีแสงสว่างให้ทุกคนเห็นว่าเรากำลังทำอะไร การกล่าวหานินทา ครหานินทา การใส่ไฟ การป้ายสี มันจะยากมาก แต่ถ้าเผื่อทำอะไรลับ ๆ เมื่อไหร่ ในมุมมืด ในใต้โต๊ะ ปิดหน้าต่างปิดประตูไม่ให้คนนอกเข้ามาเห็น ไม่ให้คนข้างนอกเข้ามาตรวจสอบ เราจะไม่สามารถ “สร้างศรัทธา สร้างความเชื่อถือ” ได้

         ในชีวิตการบริหารของผมนั้น ผมให้ความสำคัญกับความเชื่อถือมาก และความเชื่อถือนี้ไม่ใช่ความเชื่อถือที่เราคิดว่าคนอื่นเขาก็มีความเชื่อถือกับเรา เราไม่สามารถตั้งตัวเองเป็นกรรมการตัดสินได้ว่า สิ่งที่เราทำนั้นประชาชนควรจะเชื่อถือเรา ความเชื่อถือ ความศรัทธาจะเกิดขึ้นจากผู้อื่น และเขาจะมาบอกเราว่าเขาเชื่อถือเรา แต่ไม่ใช่ว่าเราไปบอกเขา ในสังคมไทยเราพูดถึงเรื่องบารมี การสร้างบารมี ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นความสำคัญในวัฒนธรรมไทยว่าบารมีเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในสายตาของผม การสร้างบารมีนั้นมิได้มีความสำคัญเทียบเท่าการสร้างความเชื่อถือ ขาดความเชื่อถือ ขาดความเชื่อมั่น ขาดศรัทธาไปเสียอย่างแล้ว บารมีไม่มีความหมาย เพราะบารมียังผูกโยงกับตำแหน่ง บารมียังผูกโยงกับพวกพ้อง บารมียังผูกโยงกับอำนาจของเงิน แต่ความเชื่อถือ ความศรัทธา ความเชื่อมั่นที่เรามีต่อผู้หนึ่งผู้ใด มีต่อหน่วยงานราชการใดนั้น มิได้ขึ้นอยู่ที่อำนาจ มิได้ขึ้นอยู่ที่เงิน มิได้ขึ้นอยู่ที่พวกพ้อง แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคนคนนั้น ว่าเขาทำงานด้วยความถูกต้องหรือเปล่า มีความโปร่งใสแค่ไหน กล้ารับผิดชอบในการตัดสินใจหรือเปล่า เคารพกฎหมาย เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นอย่างไร ก็เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการปฏิรูปการเมือง ซึ่งในใจของผมแล้วมันไม่ใช่เรื่องของการปฏิรูปการเมือง จริง ๆ แล้วเป็นการปฏิรูปความคิด เพราะความคิดของคนในสังคมไทยเราใช้ระบบการปกครองประชาธิปไตยมาเป็นเวลาหกสิบกว่าปี ล้มลุกคลุกคลาน บางครั้งก็เรียกประชาธิปไตยเต็มใบ บางครั้งก็ครึ่งใบ แต่ความเข้าใจในหลักการของประชาธิปไตยของเราก็ยังไม่ถ่องแท้ ประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้งอย่างเดียว ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของการมีสิทธิออกเสียงอย่างเดียว ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของการมีสภาแต่อย่างเดียว ประชาธิปไตยมิได้ขึ้นอยู่กับอะไร ๆ อีกหลายประการที่เป็นเพียงแต่วิธีการ แต่เราจะเป็นประชาธิปไตยได้ก็ต่อเมื่อเรามีความรู้สึกในจิตวิญญาณของเราเองว่า ฉันเป็นเจ้าของประเทศ ความเป็นเจ้าของประเทศ ความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยซึ่งเขียนในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกว่า เมื่อเราเป็นเจ้าของ เราต้องหวงแหนอำนาจของเรา เรารักอำนาจที่เรามอบให้กับผู้แทน และเราจะต้องดูแลว่าอำนาจที่เรามอบให้เขาไปนั้น เขาไปใช้ในทางที่ถูกต้อง เพราะอำนาจคืออะไร อำนาจคือความรับผิดชอบ การมีอำนาจนั้นมิได้หมายความว่าจะใช้ได้อย่างพร่ำเพรื่อ หรือใช้ไปโดยไม่มีเหตุผล หรือใช้ไปโดยไม่มีขอบเขต หรือใช้ไปโดยไม่มีความรับผิดชอบ ยิ่งมีอำนาจเท่าใด ความรับผิดชอบยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นการใช้อำนาจนั้นจะถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็คือว่าเราต้องใช้อำนาจตามความเหมาะสม และใช้ได้ด้วยความรับผิดชอบ ใช้แล้วไม่ไปกระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของบุคคล

         เมื่อพูดถึงเรื่อง “สิทธิเสรีภาพของประชาชนกับกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน” เราก็จะต้องเข้าใจว่า “สิทธิเสรีภาพ” นั้นเป็นเพียงแต่เป้าหมาย (ends) ที่รัฐธรรมนูญมุ่งประสงค์ เรื่อง “กระบวนการยุติธรรม” เป็นเพียงพาหะ (Vehicle) หรือเป็นวิธีการที่จะนำไปสู่จุดนั้น เพื่อนำให้สังคมไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ ดังนั้นถ้าหากจะกล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็น “ธรรมนูญแห่งเสรีภาพ” ก็คงจะไม่ผิด

         ในการใช้อำนาจรัฐทุกประเภท ซึ่งรวมทั้งอำนาจของตำรวจในกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของประชาชน ดังที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างชัดเจนในมาตราที่ ๒๖ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ สิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลัก เป็นตัวตั้ง ส่วนการใช้อำนาจของรัฐไปกระทบสิทธิเสรีภาพดังกล่าวเป็นเพียงข้อยกเว้น และต้องใช้อำนาจโดยอาศัยกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่รัฐสภาตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญ หากไม่มีอำนาจตามตัวบทกฎหมายที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ก็จะไปจำกัดสิทธิเสรีภาพคนไม่ได้

         ท่านผู้มีเกียรติครับ ในระบอบประชาธิปไตยที่ปกครองด้วยกฎหมาย จึงถือหลักว่า “เมื่อไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ รัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะกระทำการมิได้” ซึ่งต่างจากรัฐเผด็จการซึ่งถือว่า “เมื่อไม่มีกฎหมายห้าม ย่อมทำได้” แม้ว่าเรื่องนั้นจะไปจำกัดตัดสิทธิของผู้อื่น

         ข้อที่สำคัญที่สุดอีกข้อหนึ่งก็คือ แม้จะมีกฎหมายให้อำนาจไว้ แต่ถ้ากฎหมายนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญที่เป็นแม่บทแห่งกฎหมายทั้งปวง กฎหมายที่ว่านั้นก็ใช้บังคับไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายใด ๆ ก็ตามที่ออกมาในอดีตที่ขัดกับรัฐธรรมนูญย่อมเป็นโมฆะ กฎหมายที่ว่านั้นก็ใช้บังคับไม่ได้ ซึ่งหมายถึงผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญนั้นก็หมดอำนาจไปด้วย รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นธรรมนูญแห่งเสรีภาพ จึงเป็นทั้งที่มาของอำนาจ และเป็นเครื่องจำกัดอำนาจไปในตัวด้วย อย่างไรก็ตาม การที่แต่ละคนมีสิทธิเสรีภาพ การใช้สิทธิเสรีภาพของแต่ละคนย่อมไม่อาจไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่นประการหนึ่ง และย่อมไม่อาจละเมิดสังคม ซึ่งเป็นที่รวมของคนทุกคนได้เป็นประการที่สอง หากคนใดคนหนึ่งใช้สิทธิเสรีภาพของตนไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น หรือไปละเมิดสังคม อำนาจรัฐซึ่งเป็นอำนาจที่จะคุ้มครองคนอื่นและคุ้มครองสังคม ก็จะต้องมีบทบาทเข้ามาทำให้การละเมิดนั้นหยุดยั้งลง และเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น อำนาจรัฐที่ว่านี้ ย่อมแสดงออกโดยผ่านกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตั้งแต่ตำรวจผู้มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการละเมิดสิทธิคนอื่นและคุ้มครองสังคม ไปจนถึงอัยการผู้มีหน้าที่นำตัวผู้กระทำผิดฟ้องศาล และศาลซึ่งทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาผู้กระทำผิด

         ดังนั้น หากจะกล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือของสังคม ที่มอบให้รัฐไว้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนแต่ละคนในสังคม และคุ้มครองสังคมทั้งสังคมเองก็คงไม่ผิด

         เมื่อเป็นเช่นนี้ กระบวนการยุติธรรมจะเป็นที่มาของความเป็นธรรมของทุกฝ่ายได้ก็ต่อเมื่อกระบวนการยุติธรรมนั้นมีลักษณะดังต่อไปนี้

         ประการแรก กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ต้องยึดการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนในสังคมเป็นเป้าหมาย (ends) ที่จะให้บรรลุ เพราะสิทธิเสรีภาพของแต่ละคนเมื่อรวมกันทั้งหมดก็คือสิทธิเสรีภาพของสังคมทั้งสังคมนั้นเอง

         ประการที่สอง กระบวนการยุติธรรมต้องใช้วิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพเสียเอง พูดง่าย ๆ ก็คือ เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ชอบด้วยกฎหมายเพราะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนทั้งหลายแล้วยังไม่พอ วิธีการที่ใช้ยังต้องชอบด้วยกฎหมายและคุ้มครองสิทธิของผู้กระทำผิดด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด ดังนั้นแม้การปราบปรามยาเสพติดที่ทำลายสังคมจะเป็นเป้าหมายที่ตำรวจต้องดำเนินการก็ตาม แต่ต้องใช้วิธีการตามกฎหมายในการปราบปราม จะใช้วิธีการนอกกฎหมาย เช่นสำเร็จโทษผู้ค้ายาเสพติดเสียเองไม่ได้ และจริง ๆ แล้ว ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติด ตราบใดที่ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้ถูกกล่าวหาอยู่ กฎระเบียบทางกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่า เขายังไม่มีความผิดจนกว่าจะต้องได้รับคำพิพากษา เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้วิธีการใด ๆ ที่จะสำเร็จโทษผู้ค้ายาเสพติดหรือผู้ถูกกล่าวหาว่าค้ายาเสพติด ไม่ว่าจะเรียกศัพท์ภาษาอะไรก็แล้วแต่ วิสามัญฆาตกรรมหรืออะไร ก็เป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำและเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชน ถึงแม้ว่าจะมีความตั้งใจที่ดี แต่ความตั้งใจที่ดีจะไม่ลบล้างพฤติกรรมและการกระทำที่ผิดกฎหมาย มันคล้าย ๆ กับการที่ว่าไปทำบุญที่วัด ซึ่งก็เป็นวัตถุประสงค์ที่ดี แต่ถ้าเผื่อไปปล้นเงินเขามาหรือลักทรัพย์เขามาเพื่อเอาไปทำบุญ อันนี้ก็เป็นวิธีการที่ผิด สังคมประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นเสาหลักรับไม่ได้ ตำรวจที่ดีจึงต้องมีทั้งวัตถุประสงค์ที่ดีในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนและสังคม และต้องใช้วิธีการที่ชอบในการไปให้ถึงวัตถุประสงค์นั้น

         ประการที่สาม กระบวนการยุติธรรมที่ดีในระบอบรัฐธรรมนูญต้องมีความเท่าเทียมกันในการบังคับใช้กฎหมาย ความเสมอภาคเท่าเทียมกันนี้ หมายถึงการไม่เลือกปฏิบัติ หากเราจับตาสีตาสาเพราะกระทำผิดกฎหมายได้ เราก็ต้องจับรัฐมนตรีและเศรษฐีได้เหมือนกัน กฎหมายจะเป็นธรรมและศักดิ์สิทธิ์ ก็ต่อเมื่อคนรู้สึกว่าเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีฐานะเช่นใดในสังคม

         คำถามที่ท้าทายก็คือ ในสังคมไทย ภายใต้การใช้กฎหมายของตำรวจไทย กฎหมายศักดิ์สิทธิ์สำหรับคนไทยทุกคนเท่าเทียมกันหรือไม่ มีการเลือกที่รักมักที่ชัง หรือมีการใช้อำนาจมืด หรือใช้อิทธิพลนอกระบบหรือไม่ หรือกฎหมายศักดิ์สิทธิ์สำหรับคนเดินถนนที่ไม่มีเส้นสาย แต่กฎหมายอะลุ้มอล่วยให้กับเศรษฐีและผู้มีอำนาจเท่านั้น จริงหรือไม่ที่มีผู้กล่าวว่า ขอทานเก็บขนุนริมคลองหลอดกินประทังชีวิต ถูกจับเพราะลักทรัพย์ของทางราชการ แต่มหาเศรษฐีมหาศาลหรือบุคคลที่อยู่ในวงการบริหารที่โกงเงินธนาคารและประชาชนเป็นหมื่นเป็นล้าน รอดพ้นเงื้อมมือของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอย่างลอยนวล

         กระบวนการ “ยุติธรรม” จะเป็นการสร้าง “ธรรม” ที่ “ยุติ” เพราะสมมติว่าต้องยุติเพียงเท่านี้ หรือจะสร้าง “ความเป็นธรรม” ให้เกิดขึ้นจริงในหัวใจ และการยอมรับของคนทุกคนในสังคม

         ประการที่สี่ กระบวนการยุติธรรมต้องเป็น “อิสระ” ทั้งจากภายนอกและจากภายใน

         อิสระจากภายนอก หมายถึง อิสระจากอำนาจการเมืองและอำนาจบังคับบัญชา โดยเฉพาะศาลนั้น ต้องอิสระทั้งจากฝ่ายบริหาร และต้องอิสระจากตุลาการด้วยกันเองด้วย ดังนั้น แม้ว่าฝ่ายบริหารบงการผู้พิพากษาไม่ได้ แต่ถ้าผู้พิพากษาด้วยกันเองยังบงการผู้พิพากษากันได้ ก็ถือว่าไม่มีอิสระ หรือถ้าตำรวจเองยังบงการตำรวจกันเองก็ถือว่าไม่มีอิสระ รัฐธรรมนูญแยกศาลจากฝ่ายบริหารและคุ้มครองผู้พิพากษาจากการครอบงำของ ก.ต. ก็เพราะเหตุนี้เอง แม้ตำรวจหรืออัยการก็เหมือนกัน โดยเฉพาะส่วนหนึ่งของการใช้กฎหมายไม่เท่าเทียมกัน เพราะ “นายสั่ง” ใครเป็นนาย หรือเข้าถึงนายได้ ก็คือผู้กุมความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไปในตัว

         อะไรคืออิสระจากภายใน อิสระจากภายใน ในที่นี้หมายถึง อิสระจากอคติในใจของผู้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม คืออิสระจากความรู้สึกอคติ (bias) เพราะรัก เพราะโลภ เพราะโกรธ หรือเพราะหลง อันทำให้การใช้กฎหมายขาดความเที่ยงธรรม คนเราแม้อิสระจากภายนอกจะสูงเพียงใด แต่ถ้าภายในใจไม่อิสระ ก็คงเป็นการยากที่จะอำนวยความยุติธรรมให้สังคมได้

         ประการที่ห้า กระบวนการยุติธรรมที่ดี ต้องมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ภาษิตกฎหมายบทหนึ่งกล่าวว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า” คือ “การปฏิเสธความยุติธรรม” (justice delayed, justice denied) เพราะความล่าช้าเป็นที่มาของความไม่แน่นอน ความไม่แน่นอนเป็นที่มาของความไม่แน่ใจ คือไม่แน่ใจในความยุติธรรมที่จะได้ นอกจากนั้นความล่าช้ายังเป็นที่มาของค่าใช้จ่ายที่สูงมหาศาล จนกระบวนการยุติธรรมถูกล้อว่า โจทก์ จำเลย พิพาทแย่งโคนมกัน ชิงกันไป ชิงกันมา ไม่มีใครได้กินนม นอกจากตำรวจและทนาย อันนี้ผมจำคนเขามานะไม่ได้คิดเอง

         ประการสุดท้าย กระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใสและถูกตรวจสอบได้ คนในกระบวนการยุติธรรมก็คือคน ไม่ใช่พระอรหันต์ที่หมดกิเลส หากไม่มีระบบที่โปร่งใสตรวจสอบจากคนภายนอก และคานการใช้อำนาจกันเองให้ดี ก็ย่อมใช้อำนาจในทางที่ผิดได้ เหตุนี้รัฐธรรมนูญจึงกำหนดระบบตรวจสอบ ทั้งตำรวจ อัยการ และศาลทั้งระบบ

         ตำรวจจะจับคน ต่อไปนี้ต้องมีหมายจากศาล เว้นแต่มีเหตุให้จับได้โดยไม่มีหมาย เช่นทำผิดซึ่งหน้า จับแล้วต้องนำตัวไปศาลภายใน ๔๘ ชั่วโมง ตามมาตรา ๒๓๗

         และเมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้อง ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือผู้มีส่วนได้เสีย ขอตรวจสอบพยานหลักฐานพร้อมความเห็นของตำรวจ อัยการได้ เพื่อตรวจสอบการทำงานของอัยการ

         ศาลต้องนั่งพิจารณาครบองค์คณะ เพื่อให้ผู้พิพากษามากกว่าหนึ่งนาย คานการใช้อำนาจของผู้พิพากษาอื่น

         ระบบเหล่านี้มีขึ้น เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมไทย คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนในสังคม และคุ้มครองสังคมไทยได้อย่างเป็นธรรม คือ สร้างการ “ยุติ” ที่สมมติโดยกฎหมายให้ “เป็นธรรม” ในความรู้สึก ในการยอมรับของคนในสังคมและนอกสังคม ไปสู่วงการต่างประเทศและระหว่างประเทศ

         ท่านผู้มีเกียรติครับ ท่านอาจจะรู้สึกว่าทำงานลำบากขึ้นกว่าเดิม และผมก็ต้องขอยอมรับว่าในบางกรณี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็อาจจะสร้างปัญหาให้กับฝ่ายตำรวจได้เช่นเดียวกัน ผมเองไม่ได้เป็นคนรอบรู้ และไม่ได้เป็นคนเขียนยกร่าง เป็นเพียงแต่ประธาน มันเป็นไปได้ครับว่าบางครั้งบางคราวในบางกรณี ในบางฐานะ และในบางพื้นที่ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจจะสร้างปัญหาพอสมควร แต่ผมคิดว่าปัญหาเหล่านี้มันเป็นเรื่องของการท้าทายที่เราจะต้องพยายามแก้ปัญหาต่อไป เราอาจจะมีความลำบากมากขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่เพราะที่ผ่านมาเราชินกับความ “ง่าย” เราชินกับวิธีการเก่า ๆ เราชินกับประเพณีเก่า ๆ แต่เราต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าสังคมได้เปลี่ยนไป ความคิดของสังคมเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะยากลำบากที่สุดสำหรับตำรวจไทย ผมว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตราใดมาตราหนึ่งในรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายที่เราเรียกว่ากฎหมายลูกสร้างปัญหาในทางปฏิบัติ แต่สิ่งที่ยากที่สุดในการที่จะยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และในการนำไปใช้ปฏิบัตินั้นคือว่า หลายสิ่งหลายอย่างนั้นเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดของเรา วัฒนธรรมของความคิดเดิมนั้นต้องเปลี่ยน

         เมื่อตอนต้นปาฐกถา ผมเอ่ยถึงการต้องเปลี่ยนความคิด ผมพูดถึงเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผมอ้างถึงมาตรา ๒๖ และผมกล่าวว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลัก เป็นตัวตั้ง ส่วนการใช้อำนาจของรัฐไปกระทบสิทธิเสรีภาพดังกล่าวเป็นเพียงข้อยกเว้น ในอดีตวิธีความคิดของเราคือ อำนาจเป็นหลัก สิทธิเสรีภาพเป็นตัวรอง เป็นข้อยกเว้น ฉันใดฉันนั้น เมื่อเรามีกฎหมายพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร อันนั้นก็เป็นการเปลี่ยนวิถีวิธีความคิดของคนไทยเหมือนกัน ในอดีตนั้นข้อมูลข่าวสารของรัฐปกปิดหมด การเปิดเผยเป็นข้อยกเว้น วิธีคิดใหม่ในสังคมปัจจุบันที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและความต้องการของสังคมก็คือข้อมูลข่าวสารของรัฐต้องเปิดเผยทั้งหมด ข้อยกเว้นคือ ปกปิดในบางกรณี อันนี้แหละครับเป็นสิ่งที่ยาก ผมว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่มาตราใดมาตราหนึ่ง ปัญหาอยู่ที่ว่าสังคมไทยเราพร้อม ผู้ใช้อำนาจพร้อมหรือยัง ที่จะเปลี่ยนวิถีคิดของตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้รัฐธรรมนูญกำหนดไม่ได้ รัฐธรรมนูญจะไปบอกให้เปลี่ยนความคิดอย่างนี้ไม่ได้ อันนี้เป็นวัฒนธรรมที่ค้างมาช้านาน ต้องพยายามเปลี่ยน ต้องพยายามศึกษา ต้องพยายามฝึกฝน และต้องพยายามเข้าใจกระแสความคิดของสังคม และถ้าเผื่อเราสามารถเปลี่ยนวิถีคิดไปได้ เปลี่ยนวิธีการคิดไปได้ ผมแน่ใจครับ ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญก็ดี หรือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยก็ดี จะเปิดโอกาสให้เรามีความสามารถหรือโอกาสที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้เร็วและได้ดีกว่าในอดีต สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มันจะต้องแลกเปลี่ยนกัน จะต้องสลัดความเคยชินในความ “ง่าย” ของการทำงานในอดีต เพื่อแลกกับสิทธิเสรีภาพ และการยอมรับของสังคม ผมคิดว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า อาจจะยาก ยุ่งยาก สับสนในขั้นต้น แต่ระยะกลาง ระยะยาว จะเป็นประโยชน์กับทั้งตำรวจและประชาชน

         ข้อสำคัญประการหนึ่งก็คือ ท่านก็เป็นพลเมืองคนไทยคนหนึ่ง และก็จะเป็นตลอดไปตั้งแต่เกิดจนตาย ตัวท่านเองท่านก็จะได้ประโยชน์ด้วย ความเป็นข้าราชการตำรวจ อัยการ หรือศาล ที่มักทำให้เราลืมความเป็นพลเมือง ย่อมหมดไปเมื่อเราออกจากราชการ อำนาจที่เราเคยมีก็หมด บริวารว่านเครือก็หาย ตอนนั้นนะครับ เมื่อเราเหลือแต่ความเป็นพลเมือง ความเป็นประชาชนที่ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจ รัฐธรรมนูญและกระบวนการยุติธรรมที่ดีที่รัฐธรรมนูญพยายามวางไว้ ก็จะเป็นโล่คุ้มกันเราจากการใช้อำนาจโดยมิชอบ

         เราต้องถอดหมวกตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษาเข้าสักวันหนึ่ง แต่เราไม่สามารถถอดหมวกความเป็นประชาชนหรือพลเมืองคนไทยได้

         รัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างกระบวนการยุติธรรมที่สร้าง “ธรรม” ให้ “ยุติ” สำหรับประชาชนพลเมือง ซึ่งรวมถึงท่านทุกท่าน ณ ที่นี้ และรวมถึงตัวกระผมเองด้วย

    หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    ปาฐกถาพิเศษในการประชุมทางวิชาการเพื่อแนะนำชุดโครงการวิจัย
    เรื่อง “การปฏิรูปกฎหมายเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล
    และการแข่งขันที่เป็นธรรมในภาคธุรกิจ”
    โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
    อดีตนายกรัฐมนตรี
    จัดโดยโครงการพัฒนาระบบกฎหมายไทย
    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
    ร่วมกับคณะกรรมการนโยบายสังคมแห่งชาติ (กนส.)
    วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๒ ณ โรงแรมเดอะแกรนด์

    ท่านผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

    ผู้แทนธนาคารโลก และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

    แม้ผมจะไม่ได้เรียนกฎหมายมาอย่างจริงจังคือเรียนมาบ้างเล็กน้อยเท่านั้น เพราะฉะนั้นตัวเองก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักกฎหมายในลักษณะที่แท้จริง หรือเป็นผู้ที่รอบรู้เกี่ยวกับกฎหมาย อย่างไรก็ตามที่ได้มีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสเกี่ยวกับกฎหมายในหลาย ๆ ฐานะ ประสบการณ์ทั้งหลายเท่านั้นเหล่านั้นทำให้ผมได้เห็นภาพของระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทยหลายมุม ผมจึงรู้สึกยินดีถ้าหากจะได้มีโอกาสมีส่วนช่วยให้ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทยได้พัฒนาไปในแนวทางที่ดีขึ้น

    ที่ผมรับเชิญมาในวันนี้ เหตุผลสำคัญก็คือ ต้องการที่จะสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้แก่คณะผู้วิจัยและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการวิจัยเพื่อปฏิรูปกฎหมายนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เนื้อหาที่พูดวันนี้อาจจะไม่ตรงกับหัวข้อนักเพราะรายละเอียดตามหัวข้อนั้นในวันนี้ทั้งวันก็จะมีผู้เชี่ยวชาญมาคุยกันอย่างละเอียดลึกซึ้งอยู่แล้ว ผมคงจะเพียงแต่จะให้มุมมองของผมในภาพกว้าง ๆ ในฐานะที่เคยบริหารราชการแผ่นดินที่เกี่ยวกับความเกี่ยวพันของกฎหมายในการที่จะเสริมสร้างธรรมาภิบาลเท่านั้น

    คำว่า ธรรมาภิบาลหรือ Good governance นั้น แม้จะยังไม่แน่ใจว่าจะใช้คำอะไรดีระหว่าง “ธรรมรัฐ” “สุประศาสนาการ” หรือ “การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี” ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ว่าวันใดวันหนึ่งในอนาคตที่สังคมจะเลือกใช้คำใดเป็นคำถาวร ในระยะนี้ดูเหมือนว่าเริ่มจะเป็นแนวคิดที่พอจะรู้จักกว้างขวางมากขึ้นในเมืองไทย

    ลักษณะที่สำคัญของคำว่าธรรมาภิบาล คือการที่ทุกฝ่ายในสังคมไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และส่งเสริมซึ่งกันและกันผลักดันให้สังคมเกิดการพัฒนาที่เป็นธรรมและยั่งยืน ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าวนั้น จำเป็นต้องอยู่ภายใต้หลักการที่สำคัญดังต่อไปนี้

    1. คือความรับผิดชอบในการตัดสินใจของตน และมีเหตุผลที่อธิบายได้ อันเป็นคำอธิบายยาว ๆ จากคำภาษาอังกฤษที่เรียกว่า accountability
    2. ต้องมีส่วนร่วมของประชาชน
    3. จะต้องมีการคาดการณ์ได้ คือสิ่งที่เรียกว่า predictability นั้น หมายความว่า ในสังคมมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน มีกฎเกณฑ์ที่คนพอจะไม่ใช่เดา แต่คนพอจะคาดคะเนได้ว่า ถ้าเผื่ออย่างนั้นอย่างนี้แล้ว จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ กฎหมายที่แน่นอน สัญญาที่แน่นอน หลักการที่แน่นอน สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญในสังคม
    4. จะต้องมีความโปร่งใส คือ transparency
    5. จะต้องมีความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบทั้ง ๔ องค์ประกอบนี้

    ในการดำเนินการภายใต้หลักการดังกล่าวนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ให้แนวทางเอาไว้แล้ว กล่าวคือภาครัฐต้องมีการปฏิรูปการเมือง ทำระบบการเลือกตั้งให้ดีขึ้น ทำให้รัฐบาลมีประสิทธิภาพดีขึ้น และในขณะเดียวกันก็มีเสถียรภาพมากขึ้นด้วย โดยทั้งนี้ต้องสร้างความโปร่งใสในการทำงาน ในการเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบได้มากขึ้น ทั้งจากประชาชนและองค์กรต่าง ๆ เรื่องการตรวจสอบนั้นเป็นหลักการสำคัญที่ว่าไม่ได้ตรวจสอบกันเอง ไม่ได้ตรวจสอบภายในโดยพนักงานขององค์กรเดียวกัน แต่จะต้องตรวจสอบจากที่อื่น จากคนข้างนอก

    ในส่วนภาคธุรกิจต้องโปร่งใสและถูกตรวจสอบได้เช่นกัน สร้างการประพฤติปฏิบัติที่ดีในภาคธุรกิจ ที่เรียกว่า corporate good governance ให้เกิดขึ้นให้ได้

    ในภาคประชาสังคม รัฐธรรมนูญได้เสนอแนวทางให้ภาคประชาชนมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ให้การศึกษา ให้สามารถรวมกลุ่มทำกิจกรรมได้ มีโอกาสได้ร่วมจัดสรรทรัพยากร ได้รับรู้ข่าวสารจากทางราชการ และมีส่วนในการประชาพิจารณ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นแนวทางของธรรมาภิบาลทั้งสิ้น

    ในการที่จะสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในสังคมไทยนั้น ผมเคยได้พูดหลายครั้งแล้วว่า กฎหมายเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายนั้นย่อมเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ในการจัดระเบียบของสังคมให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่พึงประสงค์ แต่อย่างไรก็ตามจะต้องตระหนักไว้เสมอว่ากฎหมายโดยตัวของตัวเองนั้น มิใช่หมายถึงความถูกต้องและเป็นธรรมเสมอไป กฎหมายมีทั้งเป็นกฎหมายที่ชอบธรรม มุ่งถึงความเป็นธรรมของสังคมและผลประโยชน์ของมหาชน และกฎหมายที่ไม่ชอบธรรมหรือกฎหมายที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของอำนาจหรือสถานภาพของบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

    กฎหมายที่จะสามารถส่งเสริมธรรมาภิบาลนั้นจะต้องเป็นกฎหมายที่จะสามารถจัดสรรประโยชน์ของบุคคลทุกคนทุกหมู่ทุกเหล่าในสังคมให้ได้อย่างเป็นธรรม หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นกฎหมายที่อยู่ภายใต้หลักนิติธรรม คือ the rule of law ซึ่งต้องมีทั้งกฎหมายที่มีความยุติธรรมต่อทุกฝ่ายในสังคมและปัจเจกชน และต้องมีผู้ใช้กฎหมายและระบบยุติธรรมที่ดีด้วย ซึ่งหลักนิติธรรมนี้ย่อมแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับกฎหมายที่เป็นเครื่องมือของรัฐในการปกครอง โดยมองในมุมมองของอำนาจ หรือที่เรียกว่า rule by law ส่วน rule of law หรือนิติธรรมนั้นมีความจำเป็นที่จะเสริมสร้างในสิ่งที่เรียกว่า predictability หรือการคาดคะเนด้วย เพราะถ้าเผื่อมี rule of law หรือมีหลักนิติธรรมในสังคม ก็หมายความว่าทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ตำแหน่งใด มีอำนาจวาสนาประการใด ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายโดยทัดเทียมกัน จะเป็นสังคมที่เกิดความเสมอภาคใต้กฎหมาย เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น

    ผมอยากจะขยายคำว่าหลักนิติธรรม ตามความเข้าใจของผมเพื่อให้สามารถมีกรอบที่จะมองเห็นว่า ระบบกฎหมายของไทยมีปัญหาที่จะต้องปฏิรูปหรือไม่ และหากจะต้องปฏิรูปจะไปในทิศทางใดจึงจะสามารถสร้างธรรมาภิบาลขึ้นได้ ผมคิดว่าองค์ประกอบของหลักนิติธรรมต้องมีดังนี้

    1. ต้องมีกฎหมายที่เป็นธรรม กฎหมายที่เป็นธรรมกับสังคม กฎหมายที่เป็นธรรมกับคนทุกคนในสังคมได้อย่างเป็นธรรม มิใช่เป็นกฎหมายที่ปกป้องประโยชน์หรือเอื้อประโยชน์ให้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ดังที่เป็นมาในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้
    2. การที่จะมีกฎหมายเป็นธรรมได้นั้น กระบวนการในการออกกฎหมายต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายในสังคม ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น มีกระบวนการที่โปร่งใส มีเหตุผลที่ชัดเจนที่จะอธิบายว่าทำไมจึงต้องมีกฎหมายฉบับนั้น
    3. จะต้องมีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงอำนาจจากภายนอกรวมทั้งภายในด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องมีระบบตรวจสอบ accountability ที่เหมาะสม มิให้สามารถครอบงำกันเองจากภายใน อันจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างยุติธรรม
    4. บุคลากรในวงการกฎหมายต้องมีจริยธรรมและคุณธรรม อันจะทำให้การตีความการใช้กฎหมายเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ถูกต้อง
    5. จะต้องมีสื่อที่อิสระ และไม่รับเงินจากกลุ่มธุรกิจหรือนักการเมืองหรือผู้อื่นใด สื่อจะต้องอิสระที่จะสามารถเข้ามาตรวจสอบได้ เพื่อให้แน่ใจว่ากฎหมายและการบังคับใช้มีความยุติธรรม แต่ถ้าสื่อไม่อิสระและสื่อเป็นทาสขององค์กรหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งแล้ว การตรวจสอบก็ย่อมจะไม่มีเกิดขึ้น

    สำหรับประเทศไทยนั้น แม้จะเป็นประเทศที่มีกฎหมายมากไม่แพ้ประเทศอื่น แต่กฎหมายที่มีมากนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นสิ่งที่ดี ความจริงแล้วผมคิดว่าปัญหาส่วนหนึ่งของประเทศที่เกิดขึ้น เป็นเพราะกฎหมายและนักกฎหมายบางคนที่มุ่งรับใช้อำนาจรัฐมากกว่าพิทักษ์ผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม อันเป็นการสวนทางกับหลักนิติธรรมดังที่กล่าวมา จากประสบการณ์ของผมในหลายฐานะที่ต้องเข้ามีส่วนพัวพันเกี่ยวกับกฎหมาย ผมมีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับระบบกฎหมายไทยดังนี้

    ข้อ ๑     กระบวนการร่างกฎหมายในประเทศในอดีตที่ผ่านมา เป็นกระบวนการการร่างกฎหมายที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักนิติธรรมดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เพราะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐและข้าราชการแต่เพียงฝ่ายเดียว และเป็นที่ทราบกันอยู่ว่า ข้าราชการของรัฐและหน่วยงานของรัฐนั้นมีวัฒนธรรมความคิด วัฒนธรรมในการแสดงความคิดออกมาเป็นกฎหมายที่ไม่สื่อความเป็นธรรมกับสังคมเท่าใดนักในอดีต พร้อมที่จะร่างตามความต้องการของผู้มีอำนาจโดยไม่ได้มีความเข้าใจหรือตระหนักถึงความจำเป็นของกฎหมายนั้น ๆ แต่แนวคิดของภาครัฐส่วนใหญ่ก็คือ แนวคิดที่จะควบคุม ดูได้จากชื่อของกรมการปกครอง เริ่มต้นก็จะปกครองกันแล้ว เมื่อมีการปกครองก็จะต้องมีผู้ใหญ่และเด็ก เหมือนอย่างปกครองในโรงเรียน ฉันใดฉันนั้น ลักษณะกฎหมายที่ออกมาในอดีตเป็นจำนวนไม่น้อยที่ออกมาเป็นผลสะท้อนถึงความคิดว่าจะต้องเข้าไปปกครอง ปกครองคน ปกครองนักธุรกิจ ทัศนคตินี้ย่อมทำให้กฎหมายขาดหลักนิติธรรมและยังขัดกับหลักมาตรา ๘๗ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่รัฐจะต้องยกเลิกหรือละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และจะต้องไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน ยกเว้นแต่จะมีข้อยกเว้น ซึ่งหมายความว่ากฎหมายที่ออกมาจึงเป็นกฎหมายที่จะมุ่งควบคุมแทนที่จะเป็นการกำกับดูแลและส่งเสริม ที่จะแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับประชาชนเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบธุรกิจสามารถทำธุรกิจได้สะดวก และได้รับความสนับสนุนจากภาครัฐ

    นอกจากควบคุมแล้วในทางตรงกันข้าม ลักษณะของกฎหมายไทยมุ่งที่จะกำหนดลงโทษโดยสันนิษฐานว่าผู้ประกอบการหรือประชาชนมีเจตนาที่จะเลี่ยงกฎหมาย ให้ความสำคัญในการควบคุมการลงโทษมากกว่า ซึ่งผลก็คือประชาชนผู้ประกอบธุรกิจที่สุจริตไม่เคยคิดที่จะหลีกเลี่ยงกฎหมายต้องได้รับผลกระเทือน ผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นการออกกฎหมายที่จะควบคุมคนผิด คนไม่ดี แต่ในสังคมคนผิดคนไม่ดีนั้นไม่ว่าจะออกกฎหมายอะไรมา ฝ่ายทุจริตจะไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการตีความที่มุ่งตัวอักษรเป็นหลัก หรือยอมใช้เงินเพื่อซื้อความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นความจริงในสังคมไทย และก่อนที่จะเริ่มต้นปฏิรูประบบกฎหมาย จะต้องเริ่มต้นด้วยการยอมรับข้อเท็จจริงนี้เสียก่อน ถ้าหากไม่ยอมรับข้อเท็จจริงนี้ แล้วยังปฏิเสธอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นการกล่าวหา จะไม่มีทางเริ่มต้นกระบวนการปฏิรูปในทิศทางที่ถูกต้อง ปัญหาของคนและปัญหาของสังคมนั้นเริ่มต้นด้วยการที่เรายอมรับว่าเรามีปัญหา ไม่ใช่เป็นของน่าอาย ไม่ใช่เป็นของที่เราจะต้องปกปิดตลอดชีวิต การเปิดเผยนั้นเหมือนกับ therapy ชนิดหนึ่ง ได้พูดได้แสดงมองเข้าหาตัวเองหาจุดบกพร่อง และเมื่อพบว่ามีตำหนิที่ไหน มีจุดอ่อนที่ใดจะได้แก้ปัญหาให้ถูกต้องด้วย เรารอช้าไปไม่ได้เพราะสังคมของเรานั้นจำเป็นจะต้องปฏิรูปทุก ๆ ด้าน และด่านแรกก็คือการปฏิรูประบบกฎหมาย เพราะสิ่งนั้นเป็นรากฐานของสังคม

    ข้อ ๒      ควรจะมีการปฏิรูปการร่างกฎหมายโดยเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมในกระบวนการร่างกฎหมาย ซึ่งคงจำต้องไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะเจ้าพนักงานของรัฐ ฝ่ายการเมือง หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ควรเปิดให้มีการร่างกฎหมายโดยประชาชน หรือประชาสังคม มีส่วนร่วมให้เอกชนที่มีความรู้ความชำนาญในด้านธุรกิจ เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างกฎหมาย แต่แน่นอนว่าจะต้องให้ความรู้ว่าผู้ที่มาร่วมร่างกฎหมายนั้น จะเป็นผู้ที่มีความสำนึกและเข้าใจความหมายของคำว่า conflict of interest ถ้าผู้นั้นมีส่วนได้ส่วนเสียจะต้องถอนออกจากกระบวนการคำถามที่ต้องถามอยู่เสมอคือ คนไทยรู้จักหรือไม่ว่าเมื่อไรมีส่วนได้ส่วนเสีย ถ้าหากยังไม่รู้ว่ามีส่วนได้ส่วนเสียหรือแกล้งไม่รู้ หรือรู้แต่ไม่สนใจว่าคนอื่นจะพูดว่าอย่างไร ยังคงจะนั่งอยู่ในกระบวนการนั้นต่อไป กระบวนการการร่างกฎหมายที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น จะต้องมั่นใจว่าผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้อยู่ภายใต้กฎหมาย สามารถเป็นคนดีในสังคมได้ไม่ต้องถูกเบียดเบียนจากการใช้อำนาจโดยไม่ชอบของผู้บังคับใช้กฎหมาย

    ข้อ ๓     ที่สำคัญต่อมาคือการตีความกฎหมาย ผมเคยพูดหลายหนว่าเมืองไทยมีศรีธนญชัยมากมาย นอกจากประเทศไทยจะมีกฎหมายมากมายแล้ว ยังมีนักกฎหมายบางประเภทที่ตีความโดยมุ่งแต่ตัวอักษรหรือตัวหนังสือเป็นหลัก ไม่ได้ดูเจตนารมณ์ของกฎหมาย ผมไม่อยากที่จะเอ่ยถึงกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ แม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับการปฏิรูปเศรษฐกิจโดยตรง แต่จะเห็นได้ว่าการตีความกฎหมายของตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ผู้วินิจฉัยกฎหมายหรือตุลาการรัฐธรรมนูญมุ่งจะเล่นถ้อยคำหรือตีความตามถ้อยคำ โดยละทิ้งเจตนารมณ์ของมาตราในรัฐธรรมนูญนั้น ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการปฏิรูปหรือการออกกฎหมายใดมาก็ตาม ถ้าหากยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแนวความคิดให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผมยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่จะพบว่าจะปฏิรูปกฎหมายกันอย่างไร

    ข้อ ๔     กระบวนการยุติธรรมของไทยยังมีปัญหาอยู่มาก ปัจจุบันมีการรับรู้ในระดับหนึ่งว่ามีปัญหาอยู่มากทั้งในแง่ของการจัดสรรอำนาจขององค์กรที่เกี่ยวข้อง คือ ตำรวจ อัยการ และศาล ยังไม่เหมาะสมทำให้ขาดการตรวจสอบ ขาดการถ่วงดุลอำนาจระหว่างกันและกัน และที่สำคัญที่สุดคือ ขาดการตรวจสอบจากประชาชน นอกจากนี้กระบวนการยุติธรรมยังขาดการกำหนดนโยบายในการประสานงานร่วมกัน ทำให้การทำงานขาดเอกภาพ มีความซับซ้อน อันส่งผลถึงปัญหาในการบังคับใช้ด้วย

    ข้อ ๕     นอกจากนี้ประเทศไทยยังขาดกระบวนการระงับข้อพิพาทนอกระบบศาล หรือที่เรียกว่า alternative dispute resolution ที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในทางการค้า commercial arbitration ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในโลกธุรกิจในปัจจุบัน แม้กระทรวงยุติธรรมของไทยจะพยายามดำเนินการอยู่แต่คงยังต้องมีการพัฒนาอีกมาก

    ข้อ ๖     สุดท้ายนี้มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงการศึกษากฎหมายของไทยให้สามารถผลิตบุคลากรที่มีมุมมองต่อกฎหมาย ในฐานะเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สังคมตามหลักนิติธรรม และบุคลากรในวิชาชีพกฎหมายต้องมีความรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงโลกสมัยใหม่ ทำให้สามารถจะแข่งขันในเวทีโลกได้ด้วย เรื่องการพัฒนาคนนี้สำคัญที่สุด เพราะหากมีนักกฎหมายที่ดี ที่มีคุณธรรม จริยธรรม และมีความสามารถแล้วย่อมสามารถสร้างหลักนิติธรรมให้เกิดขึ้นได้

    จากสภาพปัญหาที่ยกขึ้นมาโดยสังเขปนี้ อาจทำให้ท่านทั้งหลายได้มองเห็นความจำเป็นในการที่จะต้องปฏิรูปกฎหมาย เพื่อให้กฎหมายสอดคล้องกับหลักนิติธรรมและจะเป็นการส่งเสริมธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้น การปฏิรูปกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ลำบากยากยิ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ผมจึงรู้สึกยินดีที่ได้ทราบว่ามีความคิดเริ่มที่จะปฏิรูปกฎหมายขึ้น ผมเชื่อว่าความพยายามในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แม้ว่าคงจะไม่อาจคาดหวังผลสำเร็จที่สมบูรณ์ได้ในเวลาอันใกล้ แต่อย่างน้อยกระบวนการของการปฏิรูป ก็ได้ถูกจุดประกายขึ้นแล้วและคงจะต้องเดินต่อไป นอกจากการศึกษาวิจัยที่จะได้ดำเนินการกันแล้ว ผมยังอยากเห็นการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมอันจะนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายอย่างจริงจังด้วย ความจริงแล้วรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้นำเสนอหลักการใหม่ ๆ หลายประการที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปฏิรูปการเมือง ซึ่งการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยกฎหมายมากมาย ทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกต่าง ๆ ผมคิดว่าในท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ มีความจำเป็นที่อาจจะต้องจัดตั้งหน่วยงานอิสระ ไม่ขึ้นกับสำนักนายกฯ หรือขึ้นกับส่วนราชการทางฝ่ายบริหาร ในรูปของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งประเทศอื่นก็มี กล่าวคือ Law Reform Commission ให้มีหน้าที่ในการจัดทำร่างกฎหมาย และดำเนินการตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย เพราะในช่วงเวลาเช่นนี้คงไม่สามารถจะใช้องค์กรที่มีอยู่ในปกติได้

    สุดท้ายนี้ผมขอแสดงความชื่นชมและขอเป็นกำลังใจให้แก่คณะวิจัย และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่ต้องการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ผมหวังว่าการศึกษาคราวนี้จะได้รับการสืบสานต่อโดยผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรง ทางอ้อม เพราะว่าจะปฏิรูปกฎหมายให้เกิดผลสำเร็จนั้น ต้องมีบุคคลทุกฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง กล่าวคือต้องไม่ใช่เฉพาะเพียงภาครัฐบาล สมาชิกรัฐสภา และนักการเมืองเท่านั้น ยังต้องรวมถึงการมีส่วนร่วมของภาคสังคมและภาคธุรกิจ ทั้งนี้เพื่อให้ระบบกฎหมายในบ้านเมืองเป็นระบบกฎหมายที่อยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม สามารถส่งเสริมการสร้างธรรมาภิบาล การแข่งขันที่เป็นธรรมในทางธุรกิจ เพื่อที่ประเทศไทยจะมีความเข้มแข็งไม่ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์อย่างหนักหน่วงที่ผ่านมาในระยะสองปีนี้

    หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    รัฐธรรมนูญของเรา
    โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
    อดีตนายกรัฐมนตรี
    วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๑

    รัฐธรรมนูญ มีความสำคัญอย่างไร ทำไมประชาชนจึงต้องเดินตาม

         เรามีรัฐธรรมนูญมา ๑๕ ฉบับแล้ว แต่ที่ผ่านมาในความรู้สึกของคนไทยเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นเรามักจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวเกินไป ในอดีตการเขียนรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่อยู่ในอำนาจ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับอำนาจและเป็นผู้ที่ใช้อำนาจนั้นเป็นผู้เขียน เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญในอดีตก็จะเป็นมุมมองของคนที่มีอำนาจการเขียนกติกาเพื่อตัวเองนั้นก็คงจะมีความรู้สึกบางสิ่งบางอย่างจะชักจูงในรัฐธรรมนูญในอดีตนั้นให้เกื้อกูลการมีอำนาจต่อไป แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้เป็นการเขียนจากมุมมองของสามัญชนโดยทั่วไป เป็นการเขียนจากมุมมองของคนเดินถนน คนที่อาจจะไม่มีความรู้ทางกฎหมาย ไม่มีความรู้ทางด้านการปกครองแต่อย่างน้อยเป็นมุมมองของคนที่จะต้องอยู่ภายใต้กติกา ซึ่งจะต้องใช้บังคับทั่วประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่เราอาจจะเรียกได้ว่าเป็น "รัฐธรรมนูญของประชาชน" หรือเป็น "รัฐธรรมนูญของเรา" เพราะว่ากระบวนการการเขียนนั้นเป็นการเขียนโดยอาศัยความคิดอ่านของสามัญชน จริงอยู่ผู้ร่างอาจจะเป็น ผู้ที่ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย ทางด้านการปกครอง ทางด้านรัฐศาสตร์และในส่วนหนึ่งก็เป็นตัวแทนของจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งมาจากอาชีพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทนายความ นักธุรกิจครู อาจารย์ กสิกร แต่ทุกสิ่งทุกอย่างของรัฐธรรมนูญหรือหัวใจของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนความต้องการของประชาชน

         รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของการเขียนกติกาสูงสุดของประเทศ ถ้าจะยกตัวอย่างว่ารัฐธรรมนูญมีความสำคัญอย่างไร ก็อาจจะเปรียบเทียบได้ว่าเหมือนกับการเล่นกีฬาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นฟุตบอล เล่นบาสเกตบอล เมื่อใครเข้าไปเล่น คนที่เข้าไปเล่นในเกมนั้นก็จะต้องอยู่ภายใต้กติกา อาจจะมีกรรมการตัดสิน แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีกรรมการตัดสินภายใต้กติกา ฉันใดฉันนั้น ประเทศเราก็ต้องต้องสร้างระบบทางการเมือง มีโครงสร้างทางด้าน การเมือง รัฐธรรมนูญนี้ก็สามารถจะทำให้กติกาของการบังคับใช้ พฤติกรรมของผู้ที่อาสาสมัครเข้ามาอยู่ในวงการการเมืองไม่ว่าจะทำผ่านทางเลือกตั้งก็ดี หรือจะผ่านทางการแต่งตั้งเข้าไปอยู่ในองค์กรการตรวจสอบก็ดี ทุกคนจะต้องใช้กติกาเดียวกัน และเป็นกติกาที่ตัวเองไม่ได้เขียนเอง แต่เป็นกติกาที่คนจำนวนหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากภายในประเทศ จากความหลากหลายในด้านความคิด ความหลากหลายทางด้านพื้นฐาน ความหลากหลายทางด้านประสบการณ์เอาเข้ามาผสมผสานกันให้เป็นกติกาที่เราคิดว่าเป็นธรรมกับสังคม เป็นกติกาที่สร้างสรรค์ให้สังคมทางการเมืองนั้นเป็นสังคมที่มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องมากกว่าในอดีต เป็นสังคมทางการเมืองที่จะนำพาให้รัฐบาลมีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพ และเป็นสังคมทางการเมืองที่จะพึงดูแลสิทธิและหน้าที่ของประชาชนให้อยู่ในขอบเขต ให้อยู่ภายใต้กติกา

    เมื่อได้รัฐธรรมนูญที่ดีมาแล้ว ประชาชนจะต้องมีหน้าที่อย่างไรต่อไปอีก หรือไม่

         ถึงแม้จะมีรัฐธรรมนูญที่เราคิดว่าค่อนข้างจะสมบูรณ์แล้ว แต่มิได้หมายความว่าหลายสิ่งหลายอย่างในสังคม ความไม่ดีความบกพร่องหรือความเหลวไหลจะสิ้นหรือสูญหายไปแม้รัฐธรรมนูญจะเป็นกติกาสูงสุด แต่การที่จะบังคับใช้รัฐธรรมนูญนี้ให้มีผลในทางที่สมบูรณ์ ก็ต้องอาศัยกระบวนการสิ่งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนการเขียนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ ผมต้องขอย้ำว่าต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์ไม่ใช่สอดคล้องกับถ้อยคำ ต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในขณะเดียวกันนอกเหนือจากกฎหมายประกอบ หรือกฎหมายอื่น ๆ ที่จะต้องตามมาภายใต้กติกาใหม่แล้ว องค์กรตรวจสอบที่มีการจัดตั้งขึ้น ก็จะต้องได้คนที่ดี คนที่มีคุณวุฒิ คนที่มีประสบการณ์ คนที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเข้ามาอยู่ในองค์กรตรวจสอบนั้นด้วย แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่มีความสิ้นสุด เราจะต้องอาศัยวัฒนธรรมทางการเมืองที่เราจะต้องสร้างขึ้นมาใหม่ เราจะต้องอาศัยทัศนคติของคนไทยด้วย อย่างที่ผมกล่าวตั้งแต่แรกว่า ที่ผ่านมาคนไทยส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากตนเอง ไม่มีความสำคัญกับชีวิตประจำวันของตนเอง ไม่สามารถทำให้ชีวิตของตนเองดีขึ้นมาได้ หรือเหมือนเป็นเศษกระดาษแผ่นหนึ่ง ซึ่งเขาไม่ได้ให้ความเอาใจใส่ หรืออ่านแล้วไม่รู้เรื่อง ไม่มีการติดตาม แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เราพยายามจะสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ที่จะให้คนที่อาสาเข้าไปอยู่ในทางการเมืองนั้นมีพฤติกรรมที่ดีขึ้นกว่าในอดีต มีความซื่อสัตย์สุจริต เราจะต้องพยายามติดตามกระบวนการเหล่านี้ รัฐธรรมนูญจะมีชีวิตได้ก็ต่อเมื่อคนที่ทำให้เกิดการคลอดขึ้นมา คนที่ให้ความคิด คนที่มีส่วนร่วมในการร่าง คนที่มีส่วนร่วมในการความคิดอ่านต่าง ๆ ที่ไปปรากฎเป็นหลักฐานอยู่ในรัฐธรรมนูญนั้น กระบวนการเหล่านี้จะต้องสืบต่อไป ไม่ใช่ว่าเขียนรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็เสร็จไปคนไทยมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องติดตามกระบวนการเหล่านี้ ติดตามให้เห็นว่า สิ่งที่ตามมาเพื่อทำให้รัฐธรรมนูญของเรานั้นเป็นฉบับที่สมบูรณ์มากกว่าในอดีต ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ดี กฎหมายต่าง ๆ ก็ดีที่เกิดมาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ องค์กรตรวจสอบสิ่งเหล่านี้คนไทยจะต้องติดตาม ติดตามเป็นกระบวนการที่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ไม่รู้จบ ทัศนคติ เก่า ๆ ที่เราเคยมีจะต้องเปลี่ยนไป วัฒนธรรมทางการเมืองต่าง ๆ ที่เคยอยู่ในเกมส์การเมืองในอดีตที่เป็นพฤติกรรมของนักการเมืองที่เป็นพฤติกรรมของประชาชนโดยทั่วไปก็จะต้องเปลี่ยนไปด้วย เพราะฉะนั้นทุกอย่างจะต้องมีวิวัฒนาการ ผมมีความค่อนข้างจะมั่นใจว่าสังคมไทยน่าจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งนี้เป็นผลจากการที่เราทำให้คนไทยตื่นตัวในการเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้คนไทยตื่นตัวของการมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้คนมีส่วนร่วมในกระบวนการปกครองของภาครัฐ กระบวนการที่จะควบคุมการใช้อำนาจของผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจเหล่านี้ เป็นกระบวนการที่เราทุกคนจะต้องพยายามสืบต่อเจตจำนงและดูแลว่ากติกาใหม่นั้นที่จะนำไปใช้นั้นเป็นกติกาที่มีผลบังคับใช้ด้วยความเป็นธรรม

         เรียบเรียงจากการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๑ และได้นำออกอากาศในรายการสารคดีให้ความรู้ประชาชน เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ชุด “รัฐธรรมนูญของเรา” จัดทำโดย สถาบันกฎหมายอาญาร่วมกับสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง ๑๑

     

    หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    คำปาฐกถา
    เรื่อง ทัศนะและความคาดหวังต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
    โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
    อดีตนายกรัฐมนตรี
    วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ เวลา ๐๙.๑๕ – ๐๙.๔๕ น.
    ณ ห้องประชุม ชั้น ๑๑ สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

    ท่านอัยการสูงสุดและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

         การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ อันเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างกว้างขวางที่สุดนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของประเทศชาติและประชาชนไทย ในฐานะที่เป็นรอยต่อของการเมืองไทยในปัจจุบันกับอนาคตและในฐานะที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาของคนไทย ซึ่งสะสมประสบการณ์ วิวัฒนาการและทัศนาการ จากอดีตถึงปัจจุบันเพื่อสร้างสรรค์สู่วิถีทาง ที่คาดหวังว่าจะเป็นคุณประโยชน์ที่สุดสำหรับประเทศไทยในอนาคตด้วย

         ในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ผมมีความดีใจเป็นอย่างยิ่งที่สังคมไทยได้มีโอกาสที่จะได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญซึ่งประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างขึ้นมาแม้หลายคนจะมีความไม่มั่นใจในรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างกันนี้ว่า จะสามารถแก้ปัญหาของสังคมไทย หรือเป็นกุญแจสู่การปฏิรูปการเมืองอย่างที่หวังกันไว้ แม้หลายคนจะยังไม่พอใจนักกับวิถีทางหรือที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่สำหรับผม ผมคิดว่ากระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังเกิดขึ้นนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีของสังคมไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่กระบวนการในการสร้าง "จิตวิญญาณ" ให้กับรัฐธรรมนูญได้เกิดขึ้น

         รัฐธรรมนูญนั้น หากมิได้เป็นการรวบรวมไว้ซึ่งเจตจำนงร่วมกันของมหาชนในสังคมนั้น ก็คงเป็นเพียงตราสารที่เขียนขึ้นโดยขาดจิตวิญญาณ ซึ่งทำให้ความศักดิ์สิทธิ์หรือคุณค่าที่แท้ของรัฐธรรมนูญขาดหายไป ดังนั้นกระบวนการตรงนี้ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะนำไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดที่แต่ละคนใฝ่ฝันหรือไม่ ก็เป็นกระบวนการที่เริ่มนำพาสังคมไทยไปถูกทางแล้ว

         ด้วยความรู้สึกดังกล่าวนี้เอง ผมจึงรู้สึกมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่สำคัญนี้ และพร้อมเสมอที่จะอุทิศเวลาให้กับกิจกรรมนี้ ไม่ว่าผมจะอยู่ในฐานะและหน้าที่อย่างไร

         ในทัศนะของผม แม้ว่าความเป็นมาของการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่มีพื้นฐานจากกระแสการเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปการเมือง จนดูคล้ายกับว่าจะเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหาอันเรื้อรังของระบบการเมืองไทยเป็นหลักก็ตาม แต่เราต้องไม่ลืมว่าระบบการเมืองในความหมายที่แท้จริง ย่อมมิได้ผูกขาดหรือจำกัดความสัมพันธ์กับเพียงผู้มีบทบาทหน้าที่ทางการเมือง เพราะการเมืองเป็นเรื่องของการจัด การให้สังคมเป็นสุขและเกิดสภาพเอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ทุกคนในสังคม รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศโดยเป็นแม่บทของกฎหมายทุกฉบับ และเป็นรากฐานแห่งกติกาทุกประการในสังคม จึงมีความหมายที่แท้จริงเป็นอย่างเดียวกันกับความหมายที่แท้จริงของการเมืองนั่นเอง

         ดังนั้น ความคาดหวังต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จึงเป็นเรื่องเดียวกันกับความปรารถนาที่จะเห็นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ มีแนวคิดและกระบวนการที่จะทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ปรากฎความหมายที่แท้จริงด้วย แนวคิดและกระบวนการดังกล่าวอาจได้แก่

         ประการที่หนึ่ง แม้ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตยในระบบสากล จะมีทั้งแบบที่เป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรและกำหนดให้เป็นกฎหมายสูงสุด อันมีต้นแบบจากประเทศสหรัฐอเมริกา และที่เป็นจารีตประเพณีทางการปกครองผสมผสานกับกฎหมายในรูปพระราชบัญญัติอันมีต้นแบบจากประเทศอังกฤษ แต่เป็นที่สังเกตว่า ไม่ว่าจะเป็นแบบใดดังกล่าว กฎหมายรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นรากฐานการพัฒนาทุกด้านของประเทศ และเป็นกติกาแห่งการปกครองที่สื่อถึงเจตจำนงของประชาชาติ การกำหนด คุ้มครอง และเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และบทบาทหน้าที่ของทุกองคาพยพในสังคมล้วนอ้างอิงและสอดประสานถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่วนนี้ยังไม่เคยปรากฎอยู่ในแนวความคิดและวัฒนธรรมของชาติไทยแม้ว่าในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและใช้รัฐธรรมนูญมา ๕ ฉบับแล้วก็ตาม แต่บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาดูเหมือนจะถูกใช้เพียงเพื่ออ้างอิงถึงในบรรดาผู้มีบทบาทหน้าที่ทางการเมืองสำหรับการใช้อำนาจทางการเมืองส่วนเรื่องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ล้วนต้องอนุวัตรไปตามกฎหมายระดับรองทั้งสิ้น จึงคาดหวังว่าในกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จะคำนึงถึงการหามาตรการให้การคุ้มครองสิทธิภาพเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน มีความสำคัญอย่างแท้จริงในสังคมไทยและเป็นรูปธรรมที่ปรากฎรายละเอียดชัดเจนขึ้น

         ประการที่สอง เรื่องจำเป็นและความจะต้องดำเนินการให้สำเร็จในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้เรื่องหนึ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะเป็นสาเหตุสำคัญให้ต้องมีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ คือการปฏิรูปการเมือง โดยกำหนดจัดวางระเบียบใหม่เพื่อสังคายนาระบบการเมืองไทยที่เป็นอยู่ ซึ่งกัดกร่อนความศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยอยู่นั้น ให้เป็นระบบที่มหาชนมีความศรัทธายอมรับ ดังที่ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านเคยอธิบายถึงว่า จะต้องจัดวางระบบใหม่ให้คนที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบการเมืองได้ และเมื่อเข้าสู่ระบบการเมืองแล้ว ระบบจะต้องเอื้ออำนวยให้บุคคลนั้นสามารถมีศักยภาพที่จะจัดการสังคมให้เป็นสุขอย่างมีประสิทธิภาพได้ และที่สุดจะต้องมีระบบตรวจสอบเพื่อควบคุมมิให้บุคคลที่เข้าสู่ระบบการเมืองแล้วนั้น ดำเนินบทบาทหน้าที่ในทางมิชอบธรรมได้ อันจะทำให้กติกาทางการเมืองที่จะกำหนดขึ้นใหม่ มีทั้งความชอบธรรม (Legitimacy) ประสานไปกับการมีประสิทธิภาพ (Effectiveness)

         ประการที่สาม แม้ว่าเรื่องปฏิรูปการเมืองโดยจัดวางกติกาทางการเมืองใหม่ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ก็มีปัจจัยพื้นฐานของสังคมที่ไม่อาจละเลยได้ในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ ได้แก่ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองสิทธิของผู้ด้อยโอกาสในฐานะเป็นมนุษย์ในสังคม ซึ่งล้วนเป็นบทบาทหน้าที่สำคัญของรัฐอันพึงมีต่อประชาชน และเป็นมาตรฐานของทุกประเทศในประชาคมโลก เพราะประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานแห่งความสงบสุขของสังคมไทย และเป็นปัจจัยย้อนกลับมาเกื้อหนุนมาตรฐานทางการเมืองของไทยต่อไปด้วย

         ประการที่สี่ หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์การกำเนิดรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๕ ฉบับที่ผ่านมา จะเห็นว่าเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐด้วยวิถีทางที่ไม่ใช่ปกติธรรมดาของระบบรัฐสภา อีกทั้งคณะบุคคลที่ยกร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละฉบับในอดีตก็มิได้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้น การที่รัฐสภาไทยยินยอมพร้อมใจให้แก้ไขมาตรา ๒๑๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ แทนที่จะหวงแหนอำนาจไว้ที่รัฐสภาเอง ย่อมแสดงถึงความใจกว้างและปรารถนาดีต่อประเทศ อันเป็นจังหวะก้าวใหม่ ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ประกอบกับกระแสความตื่นตัวของประชาชนที่จับตามองการทำงานของสภาร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในขณะนี้ จึงควรอย่างยิ่งที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจะสนับสนุนให้เกิดการระดมความคิดจากประชาชนทุกหมู่เหล่าทุกวงการและทุกภูมิภาคทั่วประเทศเกี่ยวกับแนวทางที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปประมวลและสังเคราะห์ให้รัฐธรรมนูญที่จะยกร่างขึ้นนี้มาจากเจตจำนงของมหาชนประสานไปกับมาตรฐานแห่งหลักวิชาการและประเพณี เพื่อให้เกิดคุณประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ แต่ทั้งนี้ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องสามารถดำเนินการโดยอิสระปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำจากอิทธิพลใด ๆ และต้องตระหนักถึงประสิทธิภาพที่จะต้องดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญให้สำเร็จภายใน ๒๔๐ วัน ตามกฎหมายด้วย

         ประการสุดท้าย ยังต้องทำความเข้าใจว่า การมีรัฐธรรมนูญใหม่แม้อาจได้กติกาที่จัดวางระบบทางการเมืองในแนวทางใหม่ ๆ แต่ก็ยังไม่ได้หมายความว่าประเทศชาติจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในวิถีทางที่งดงามทั้งหมด เพราะยังต้องอิงอาศัยกระบวนการอื่น ๆ อีกมากที่จะมารองรับหรือบังคับให้การเป็นไปตามรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นกฎหมายประกอบ ตลอดจนวัฒนธรรมและทัศนคติของคนในสังคมไทยที่จะสำนึกถึงคุณค่าของระบอบประชาธิปไตยนั้น การติดตามเฝ้ามองจากสาธารณชนจึงไม่ควรจะยุติเพียงการยกร่างรัฐธรรมนูญสำเร็จ หากแต่ควรถือเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมกันสร้างสรรค์ระบอบการปกครองนี้ให้เป็นของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงต่อเนื่องไปอย่างยั่งยืนด้วย

         รัฐธรรมนูญนี้จะยกร่างขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะมีอะไรใหม่ และไม่ว่าจะเกิดผล อย่างไร ย่อมเป็นสิ่งที่สื่อถึงภูมิปัญญาของคนไทย วัฒนธรรมและอารยธรรมของสังคมไทย ตลอดจนเจตจำนงของประชาชาติไทยที่จะเป็นหลักฐานจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย และเป็นมรดกตกทอดไปยังลูกหลานไทยของเราในอนาคต

    หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    ความคาดหวังของประชาชน ต่อบทบาทของกระบวนการยุติธรรม
    ในการแก้ปัญหาคอรัปชั่น
    วันพุธที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๓
    ณ โรงแรมเดอะแกรนด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

         คอรัปชั่นเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาเป็นเวลาช้านาน และเป็นปัญหาที่มีอยู่ในทุกกลุ่มชนไม่ว่าประเทศนั้นจะพัฒนาเจริญก้าวหน้าไปเพียงไหน จะต่างกันก็แต่เพียงขนาดปัญหาว่ามีมากน้อยกว่ากันเท่าใด แต่ไม่มีสังคมใดที่ปราศจากการคอรัปชั่นโดยเด็ดขาด คำไทยที่ว่า “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” เป็นคำที่ใช้เรียกขานการคอรัปชั่นในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ซึ่งปรากฏจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและยังมีเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้ และยังแพร่ขยายไปถึงพฤติกรรมในองค์กรภาคธุรกิจต่าง ๆ ด้วย อาจกล่าวได้ว่าปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินที่เราประสบในช่วงเวลา ๓ ปีที่ผ่านมา ก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการจัดระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ขาดประสิทธิภาพ นำมาซึ่งโอกาสในการคอรัปชั่นทั้งในภาครัฐและเอกชน ซึ่งหากเราไม่สามารถแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง โอกาสจะฟื้นจากวิกฤตคงเป็นไปได้ยาก และคงมีความเป็นไปได้สูง ที่จะเกิดปัญหาการล้มละลายทางเศรษฐกิจเช่นนี้อีกซ้ำแล้วซ้ำอีกได้

              ปัญหาคอรัปชั่นมีทั้งในระดับล่าง (Petty corruption) ที่เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ระดับล่างเรียกรับสินบนเพื่อปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือระดับสูง (Grand corruption) ซึ่งเป็นการคอรัปชั่นในระดับผู้บริหารระดับสูงของประเทศ ที่มีผลตอบแทนเป็นพัน ๆ ล้าน แต่ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะใดคอรัปชั่นเป็นเสมือนมะเร็งร้าย ที่นำความเสื่อมโทรมมาสู่บ้านเมืองและสังคมเสมอ การคอรัปชั่นในระดับล่างนำไปสู่การเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม และความเสื่อมศรัทธาต่อระบบกฎหมายและภาครัฐ การคอรัปชั่นในระดับสูงไม่ว่าจะเป็นการกินตามน้ำ ในการจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement kickback) การจ่ายสินบนเพื่อผูกขาดกิจการสัมปทาน การทุจริตในการประมูลโครงการ การทุจริตการจ่ายภาษี ฯลฯ ล้วนเป็นการทำให้ประเทศชาติสูญเสียรายได้ที่พึงมี เป็นการทำลายกลไกการตลาด อันเป็นผลร้ายต่อธุรกิจการลงทุน เป็นการเหนี่ยวรั้งการพัฒนาของประเทศ การทุจริตคอรัปชั่นที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสันถึงขั้นเป็นธุรกิจการเมือง โดยอาศัยโอกาสของการแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้เหล่านี้ ยิ่งเป็นเสมือนเป็นเหลือบที่ทำลายสังคม และถือเป็นการปล้นชาติปล้นแผ่นดินเลยทีเดียว

         อย่างไรก็ตาม ความพยายามใด ๆ ในการแก้ปัญหาคอรัปชั่นนั้น คงต้องเริ่มต้นด้วยความตระหนักถึงความซับซ้อนของปัญหา และข้อเท็จจริงที่ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกและมีกลุ่มบุคคลระดับสูงในทุกภาคเข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นโยงใยทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างยากลำบาก ทัศนคติของสังคมที่วางอยู่บนพื้นฐานของระบบอุปถัมภ์และความชาชินของสังคมที่เห็นพฤติกรรมคอรัปชั่นว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชิวิตที่ต้องยอมรับ ก็ยิ่งทำให้ความพยายามในการปราบปรามและลดปัญหาคอรัปชั่นเป็นไปได้ยาก

              ในระยะหลังที่ปัญหาคอรัปชั่นแพร่ขยายมากขึ้น ทำให้เกิดความสนใจในการศึกษาปัญหานี้อย่างจริงจังจากองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศหลายองค์กร และมีการมองกันว่าการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นนั้น คงจะไม่ได้อยู่ที่กฏหมายและกระบวนการในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามคอรัปชั่นแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองว่าปัญหาคอรัปชั่นเป็นปัญหาอันสืบเนื่องมาจากระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ไม่มีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาคอรัปชั่นอย่างได้ผลเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น แม้กระบวนการยุติธรรมจะเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ก็จำเป็นต้องมองภาพรวมหรือมองโดยองค์รวม (Holistic approach) ถึงความเป็น “ธรรมาภิบาล” (good Governance) ตั้งแต่ระบบการเลือกตั้งที่ดีที่นำมาสู่นักการเมืองที่มีคุณภาพ ระบบการสร้างความโปร่งใสและการตรวจสอบที่ดี การเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมสามารถเข้ามามีสิทธิมีเสียงและมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการบ้านเมืองได้มากขึ้น เป็นต้น การมองปัญหาการบริหารจัดการประเทศในภาพรวมว่าจะเป็นกุญแจไปสู่การแก้ปัญหาคอรัปชั่น ก็เป็นแนวทางที่องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ให้การสนับสนุน โดยมองถึง “ระบบความน่าเชื่อถือของประเทศ” (National Integrity System) ซึ่งก็เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและเป็นแนวทางที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ พยายามที่จะนำเสนอด้วย

         สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นหัวข้อของการสัมมนาในวันนี้นั้น แม้จะไม่ใช่เป็นองค์ประกอบข้อเดียวในการแก้ปัญหาคอรัปชั่น แต่ก็เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะหากเราสามารถทำให้การคอรัปชั่นเป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงในการที่จะถูกจับและถูกลงโทษ ก็อาจจะส่งผลในเชิงยับยั้งพฤติกรรมในการคอรัปชั่นได้ การปรับปรุงและพัฒนากระบวนการยุติธรรมซึ่งในที่นี้คงมิได้หมายความถึงองค์กรตำรวจ อัยการและศาลเท่านั้น แต่หมายความถึงหน่วยงานที่มีภารกิจในการบังคับใช้กฎมายเพื่อปราบปรามคอรัปชั่นทั้งหมดด้วย จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบดำเนินการ

         ในทัศนะของผมซึ่งเป็นคนนอกวงการกระบวนการยุติธรรม แต่เป็นความเห็นของประชาชนคนหนึ่งที่อยากจะเห็นกระบวนการยุติธรรมของไทยสามารถจัดการกับปัญหาคอรัปชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ดังนี้

    1. ในการปราบปรามคอรัปชั่นให้ได้ผลนั้น กระบวนการยุติธรรมเองต้องเป็นกระบวนการที่เชื่อถือได้และปราศจากคอรัปชั่น คุณสมบัติข้อนี้เป็นคุณสมบัติข้อแรกที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากองค์กรที่มีหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายที่จะปราบปรามคอรัปชั่นกลับเป็นองค์กรที่ก่อปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบเสียเองแล้ว ก็ย่อมไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนในการปราบคอรัปชั่นได้ ปัญหาการคอรัปชั่นในองค์กร ในกระบวนการยุติธรรมเองเป็นปัญหาใหญ่ ที่กระบวนการยุติธรรมของหลายประเทศเผชิญอยู่ หากสามารถแก้หรือลดปัญหาการคอรัปชั่นในระบบยุติธรรมได้สำเร็จ ก็จะเป็นการลดปัญหาการคอรัปชั่นได้ในระดับหนึ่ง และยังจะช่วยแก้ปัญหาการเลือกปฏิบัติและความด้อยประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย อันมีสาเหตุสืบเนื่องมาจากการคอรัปชั่นได้อีกด้วย

         อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ยากในการแก้ไข ต้องมีการแก้ไขปรับปรุงทั้งที่คุณภาพของบุคลากรและระบบการบริหารจัดการด้วย ตั้งแต่การต้องเลือกบุคลากรที่จะมาเป็นเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมในองค์กรต่าง ๆ ต้องมิใช่คัดเลือกประเภทอำนาจนิยมและเข้าเพื่อแสวงหาประโยชน์ ค่าตอบแทนและสวัสดิการต้องเพียงพอให้สามารถดำรงชีพได้ตามฐานานุรูป ระบบการให้ความดีความชอบและแต่งตั้งต้องอยู่บนพื้นฐานของผลงาน ระบบการทำงานต้องมีความโปร่งใสและถูกตรวจสอบจากคนนอกได้ เป็นต้น การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธานั้น เป็นปัจจัยแรกที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จในเรื่องอื่น ๆ เพราะความศรัทธาของประชาชนจะนำมาซึ่งความช่วยเหลือและความร่วมมือ ตลอดจนจะนำมาซึ่งความสำเร็จ ในการผลักดันมาตรการทางกฎหมายใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการปราบคอรัปชั่น

    1. กระบวนการยุติธรรมต้องมีความอิสระ เนื่องจากปัญหาคอรัปชั่นในระดับใหญ่มักจะมีส่วนเกี่ยวโยงมาสู่นักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หรือผู้ใช้อำนาจรัฐในระดับสูง หรือไม่ก็ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรนั้นเอง เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีหลักประกัน ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอิสระ ไม่ถูกครอบงำทั้งจากทางการเมือง และจากผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของตนเองในทางที่ไม่ถูกไม่ควร การสร้างหลักประกันความอิสระให้กับองค์กรในกระบวนการยุติธรรม แต่ในขณะเดียวกันมีระบบที่สามารถถูกตรวจสอบได้ตามแนวทางของระบบประชาธิปไตย จะเป็นพื้นฐานสำคัญให้กระบวนการยุติธรรม มีความเข้มแข็งที่จะจัดการกับปัญหาคอรัปชั่น

    ตัวอย่างการที่อัยการประเทศญี่ปุ่นก็ดี ประเทศเกาหลีก็ดี หรือ Magistrates ของอิตาลีสามารถฟ้องอดีตผู้นำประเทศที่มีหลักฐานว่าคอรัปชั่นได้ ก็ด้วยการมีหลักประกันความอิสระดังกล่าวนี้เอง

    1. กระบวนการยุติธรรมต้องมีศักยภาพที่เพียงพอในการแก้ปัญหาคอรัปชั่น เนื่องจากปัญหาคอรัปชั่นเป็นปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อน แม้ว่าจะมีกระบวนการยุติธรรมที่มีความอิสระและมีความตั้งใจจริงที่จะจัดการกับปัญหานี้ ก็มิใช่ว่าจะทำได้โดยง่าย ผมคิดว่าจะต้องมีการเสริมสร้างศักยภาพ (Capacity building) ของกระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง ทั้งในแง่ของการมีตัวบทกฎหมายที่ยุติธรรมทันสมัยและมีประสิทธิภาพ มีบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมและมีความเชี่ยวชาญ ตลอดจนมีระบบรองรับการทำงานที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ
    2.      ดังที่เป็นที่ทราบกันดีว่า พฤติการณ์ในการคอรัปชั่นนั้นจะมีการปิดบังซ่อนเร้น และจะมีความสลับซับซ้อนอย่างมาก กฎหมายในการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีหน้าที่ในการปราบปรามคอรัปชั่น ให้สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น หลายประเทศจึงต้องมีการอนุญาตให้สามารถใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ในการดำเนินการ เช่น การดักฟังโทรศัพท์ เป็นต้น แต่ทั้งนี้จะต้องมีกฎระเบียบที่รัดกุมและแน่นอน มิใช่ดำเนินการโดยพละการหรือเอกเทศ นอกจากนี้บุคลากรที่ใช้ในการปราบปรามคอรัปชั่น ก็ไม่ควรจะเป็นเฉพาะนักกฎหมายหรือผู้ที่ถูกฝึกวิชาด้านตำรวจมาแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรจะต้องมีนักบัญชี และผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบหลักฐานการเคลื่อนไหวด้านการเงินต่าง ๆ (ผู้เชี่ยวชาญด้าน Forensic Accounting) ตลอดจนควรจะต้องมีระบบในการทำงานที่มีความทันสมัยรองรับ เช่นระบบฐานข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีระดับสูงต่าง ๆ เป็นต้น

    3. กระบวนการยุติธรรม ต้องส่งเสริมความร่วมมือจากประชาชน ในการแก้ปัญหาคอรัปชั่น พลังความร่วมมือจากประชาชนนับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุด ที่จะช่วยให้การแก้ปัญหาคอรัปชั่นประสบความสำเร็จ การเสริมสร้างพลังประชาชนทั้งในแง่เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานของกระบวนการยุติธรรม และทั้งในแง่ของการรณรงค์ต่อต้านการคอรัปชั่นในรูปแบบต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ

         กระบวนการยุติธรรมต้องพัฒนาแนวทางที่จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นให้ดีขึ้น โดยต้องมีระบบการรักษาความลับของผู้เปิดเผยข้อมูล ระบบการคุ้มครองช่วยเหลือพยานที่ดีด้วยบางประเทศ เช่น สิงคโปร์ จะมีหน่วยงานรับข้อมูลโดยตรง รวมทั้งบัตรสนเท่ห์ ข้อมูลในบัตรสนเท่ห์ตรวจสอบได้ไม่ยากว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นการกล่าวหา หรือกลั่นแกล้ง

         สำหรับในส่วนของภาคประชาชนนั้น ก็ต้องมีการรณรงค์กันอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่การสร้างทัศนคติที่จะไม่ยอมรับและไม่ยกย่องคนโกง และต้องถือว่าพฤติกรรมการคอรัปชั่นเป็นพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้ ต้องมีการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย เพื่อต่อต้านคอรัปชั่นกันอย่างจริงจัง ส่งเสริมให้มีองค์กรเฝ้าระวัง (Watchdog) ส่งเสริมให้สื่อมวลชนทำหน้าที่ในการขุดคุ้ย ติดตามพฤติกรรมการคอรัปชั่นให้มากขึ้น หน่วยงานของรัฐก็มีหน้าที่ในการที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐอย่างเปิดเผย โปร่งใสและเข้าถึงได้ง่ายด้วย

         การรวมตัวของพลังประชาชนและสื่อมวลชนที่เป็นกลาง ที่ติดตามศึกษาและเปิดเผยแพร่ข้อมูลของหน่วยงานที่ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับการคอรัปชั่นเป็นพิเศษ ตลอดจนรณรงค์ต่อต้านปัจเจกชนและเอกชนที่มีส่วนร่วมในการคอรัปชั่น อันเป็นการกำหนดบทลงโทษทางสังคม จะมีส่วนสำคัญในการลดทอนปัญหาคอรัปชั่นลงได้อย่างแน่นอน

    1. จากประสบการณ์ขององค์กรต่อต้านคอรัปชั่นในประเทศที่ประสบความสำเร็จเช่น Independent Commission Against Corruption (ICAC) ของฮ่องกง ได้สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาคอรัปชั่น ไม่สามารถทำได้โดยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว ICAC ได้ดำเนินกลยุทธ์การปราบคอรัปชั่นแบบ ๓ ประสาน (3 pronged attack) โดยดำเนินการควบคู่กันไปทั้งในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ด้านการป้องกัน และด้านการให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับปัญหาคอรัปชั่นซึ่งเป็นตัวอย่างที่องค์กรในกระบวนการยุติธรรมของเราและขององค์กรในการปราบปรามคอรัปชั่น เช่น ป.ป.ช. สมควรที่จะนำมาปรับใช้

         ในด้านการป้องกันนั้น ควรมีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังถึงปัญหาคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งมีส่วนสำคัญมาจากการจัดระบบบริหารงานของหน่วยงานนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดจากกฎระเบียบที่ให้กรอบดุลพินิจที่กว้างเกินไป ระบบการทำงานที่มีขั้นตอนมากและล่าช้า การขาดการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงสิทธิของตน เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้อาจมีการศึกษาวิจัยให้เห็นถึงโอกาสของการคอรัปชั่นและแนวทางในการอุดช่องว่างเหล่านั้น เพื่อนำไปปรับปรุง ลดโอกาสของการคอรัปชั่นได้

         นอกจากนี้การรณรงค์ต่อต้านคอรัปชั่นอย่างจริงจังในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น การรณรงค์ตั้งแต่ในสถานศึกษาต่าง ๆ ในหลักสูตรการเรียนการสอนตลอดจนการรณรงค์สร้างทัศนคติ ให้สังคมโดยรวมเห็นถึงพิษภัยของคอรัปชั่น และต่อต้านการคอรัปชั่นอย่างจริงจัง ก็จะสามารถช่วยลดปัญหาคอรัปชั่นอย่างได้ผลและยั่งยืน

         ในท้ายที่สุดนี้ ผมเห็นว่าในขณะที่เราทั้งหลายคาดหวังอย่างสูงจากกระบวนการยุติธรรม ในการแก้ปัญหาคอรัปชั่นนั้น เราต้องตระหนักด้วยว่าการจะแก้ปัญหาคอรัปชั่นให้ได้ผลนั้น พวกเราทุกคนก็ถูกคาดหวังด้วยว่าจะทำหน้าที่ในส่วนของตน ที่จะไม่เพิกเฉยและนิ่งดูดายกับปัญหาคอรัปชั่น แต่จะรวมพลังในการที่จะไม่ยอมรับ ตั้งข้อรังเกียจ ประณามและไม่ยกย่องผู้ที่คอรัปชั่น พร้อมทั้งให้ความร่วมมืออย่างจริงจังต่อกระบวนการยุติธรรม ในการปราบปรามคอรัปชั่นให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทยอันเป็นที่รักของเราทุกคน

    หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    คำกล่าวบรรยายพิเศษ
    ในการประชุมวิชาการ
    เรื่อง “ความสำเร็จและบทเรียนของประเทศต่าง ๆ ในการสร้างธรรมาภิบาล
    และการป้องปรามทุจริตคอรัปชั่น”
    โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
    ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
    วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓
    ห้องพิมานเมฆ โรงแรม เดอะ แกรนด์ กรุงเทพฯ

    Mr. Robert England ท่านวิทยากร และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

         ผมรู้สึกยินดีที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ UNDF และกรมวิเทศสหการ ได้จัดการสัมมนาเพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการสร้างธรรมาภิบาลและการป้องกัน ตลอดจนแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นขึ้นในวันนี้

         การสัมมนาในลักษณะนี้และการที่การสัมมนาได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมการสัมมนา ส่งสัญญาณที่ดี เพราะแสดงว่า หนึ่ง เราตระหนักว่า ธรรมาภิบาลเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งเสริมสร้างให้มีขึ้นในสังคม สอง เรายอมรับว่าการทุจริตคอรัปชั่นในสังคมไทยเป็นปัญหา และถึงเวลาแล้วที่ปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

         ผมเกิดปี ๒๔๗๕ ก่อนรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑ ของราชอาณาจักรไทยประมาณ ๔ เดือน ตลอดชีวิตของผม ผมเห็นรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๕ ฉบับ ซึ่งในอดีตมักจะถูกเขียนขึ้นและถูกฉีกทิ้งได้ง่าย ๆ สาเหตุการเขียนและการฉีกรัฐธรรมนูญแต่ละครั้ง ก็มักเป็นไปเพื่อรักษาอำนาจเฉพาะกลุ่ม แต่กระนั้น ชีวิตของคนไทยก็ยังดำเนินต่อไปอย่างปกติ แม้จะมีการท่องจำกันขึ้นใจว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

         ประชาธิปไตยแบบนี้ผมขอเรียกว่าประชาธิปไตยตีตรา คือตีตราไว้เฉย ๆ ให้รู้ว่าบ้านเมืองนี้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยในรูปแบบ แต่ในสาระและกระบวนการยังเคยชินอยู่กับรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่ง ไม่มีใครร่างไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่บังคับใช้กันอยู่ทั่วไป เป็นกติกาที่ว่าด้วยการมีพรรคพวก การอุปถัมภ์ค้ำจุนที่เกินขอบเขตระหว่างผู้มีอำนาจทางการเมือง ข้าราชการ และกลุ่มนักธุรกิจระดับบน เป็นระบบสัมพันธ์ที่คนนอกวงจรอำนาจไม่มีส่วนรู้เห็น เอื้อต่อการใช้อำนาจโดยมิชอบ

         ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า การที่สังคมหนึ่งสังคมใดจะพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องและยั่งยืนนั้น ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลจะต้องเป็นขาทั้งสองข้างที่พาเดินไปด้วยกัน ประชาธิปไตยที่ขาดธรรมาภิบาล ยากที่จะเข้าถึงสาระของประชาธิปไตยและทุกข์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง และถ้าไม่มีประชาธิปไตยก็ยากที่จะให้ธรรมาภิบาลเกิดขึ้นหรืองอกงามได้

         การเป็นประชาธิปไตยแต่ในรูปแบบทำให้เราเสียโอกาสที่จะใช้คุณประโยชน์จากความเป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ ประชาธิปไตยในตัวของมันเองเป็นแนวคิดที่เห็นคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน จึงให้สิทธิและให้อิสรภาพ ให้ทุกกลุ่มได้แสดงความต้องการ ทำให้สังคมมีโอกาสพูดคุย แสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง รับรองช่องทางที่จะประสานข้อขัดแย้งขจัดความไม่ยุติธรรมในสังคม

         การขาดธรรมาภิบาลทำให้เราขาดกลไกและเครื่องมือที่จะใช้คุณประโยชน์จากการเป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างจริงจัง การขาดความโปร่งใสตรวจสอบได้ ขาดกฎหมายและระบบยุติธรรมที่อิสระ ทันสมัย ปฏิบัติใช้เท่าเทียมกันสำหรับทุกคน ขาดเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความรับผิดชอบ ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกภาค สิ่งเหล่านี้ทำให้การพัฒนาไม่ได้ประสานประโยชน์ของคนทุกกลุ่ม จึงนำไปสู่ข้อขัดแย้งและความไม่สมดุล

         สำหรับผมสิ่งที่น่ากลัวสำหรับสังคมไทย ก็คือการที่เราขาดกระบวนการทางสังคมที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไข ยุติข้อขัดแย้งและความไม่ยุติธรรมซึ่งการทุจริตคอรัปชั่นก็นับเป็นความขัดแย้งและความไม่ยุติธรรมในระบบรูปแบบหนึ่ง ผมเชื่อว่าถ้าสังคมไทยสามารถผสมผสานคุณประโยชน์ของประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลได้อย่างลงตัวแล้ว สิ่งที่น่ากลัวสำหรับผมนี้ก็น่าที่จะบรรเทาเบาบางลงไป

         แม้ว่าสังคมไทยจะมีระเบิดเวลาฝังอยู่ค่อนข้างมาก แต่เรื่องหนึ่งที่ผมยินดีก็คือการเกิดรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นตัวอย่างของการประสานประชาธิปไตยกับธรรมาภิบาล ทั้งในกระบวนการร่างและในสาระ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเกิดจากการเรียกร้องของภาคประชาชน ผ่านกระบวนการทางรัฐสภา ระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งที่เน้นมากที่สุดก็คือกระบวนการที่เปิดเผย และการมีส่วนร่วมของประชาชน มีการสัญจรไปทั่วประเทศ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มคนที่หลากหลาย ว่าเขาขาดอะไรและเขาต้องการอะไร จากการใช้ชีวิตทุก ๆ วันอยู่ในสังคม

         ในสาระรัฐธรรมนูญวางรากฐานของธรรมาภิบาลไว้เต็มที่ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่บัญญัติรับรองเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม มีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูล ร่วมตัดสินใจ ร่วมตรวจสอบและร่วมรับผล เป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าการปกครองจากประชาธิปไตยที่ผ่านตัวแทนมาเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ไม่เคยมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ประชาชนสามารถเข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมาย ที่มีการวางกฎเกณฑ์ให้รัฐบาลสามารถขอทราบความเห็นชอบจากประชาชนได้ด้วยการลงประชามติ ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนกำหนดไว้เป็นเงื่อนไขให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมให้ข้อคิดระดับนโยบายอย่างเป็นทางการผ่านองค์กรที่ไม่เป็นของรัฐ เช่น สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่นอย่างอิสระ ให้สิทธิกับชุมชนในการจัดการศึกษา การบำรุงรักษาจารีตประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ส่งผลดีต่อการพัฒนาอย่างน้อย ๒ ด้าน คือ ด้านที่หนึ่ง เป็นการปรับโครงสร้างอำนาจและความสัมพันธ์ที่กระจุกตัว ให้มีอำนาจของภาคประชาชนมาคานไว้ การรวมกลุ่มในภาคประชาชนจะนำไปสู่ผลดี ด้านที่สอง นั่นคือการบ่มเพาะภาคประชาสังคมซึ่งยังอ่อนแอในสังคมไทย

         รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสร้างความโปร่งใสและกำหนดให้การเปิดเผยตรวจสอบได้เป็นคุณค่าและกติกาสำคัญในการบริหารปกครอง การรับรองสิทธิของบุคคลในอันจะได้รับข้อมูลข่าวสารสาธารณะ และได้รับคำชี้แจงเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐ เป็นการสร้างความโปร่งใสที่ชัดเจนมาก พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารปี ๒๕๔๐ ทำให้เรามีสิทธิเรียกร้องข้อมูลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การใช้สิทธิขอรับทราบคะแนนสอบเข้าโรงเรียนสาธิตเกษตร โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจมาก เพราะเป็นเรื่องที่เราทุกคนอาจมองข้ามได้ง่าย ๆ กติกาด้านความโปร่งใสในลักษณะนี้เป็นทางเลือกให้คนที่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถหาข้อมูลและสร้างความเป็นธรรมต่อไปได้ อีกประเด็นหนึ่งที่หลายประเทศยังถกเถียงกันอยู่ แต่ประเทศไทยบังคับใช้แล้ว ก็คือการแสดงบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน และ ภ.ง.ด. ๙ ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่งสำคัญ ๆ ความโปร่งใสเต็มรูปแบบอย่างนี้ไม่เคยปรากฏให้เห็น และความสามารถตรวจสอบได้ก็จะนำไปสู่การบังคับให้ต้องมีคนรับผิดชอบในสังคม

         หากพิจารณาในภาพรวมก็จะเห็นได้ว่ากติกาในรัฐธรรมนูญ เหมือนรูปต่อขนาดใหญ่สถาบันหนึ่งเกิดได้ก็ด้วยอีกสถาบันหนึ่ง แต่ละสถาบันก็มีการคานอำนาจและตรวจสอบกันอยู่ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. มีอำนาจ มีความเป็นอิสระเต็มที่ แต่ก็ได้รับการแต่งตั้งและมีสิทธิถูกถอดถอนโดยวุฒิสภา ผู้เลือกตั้งวุฒิสมาชิกก็คือประชาชน ในความเป็นอิสระ ปปช. ยังต้องอาศัยกลไกวุฒิสภาหรือศาลรัฐธรรมนูญในการเอาผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และหากระบบเกิดสมยอมกัน ไม่มีการคานอำนาจหรือตรวจสอบอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว ประชาชนก็ยังมีช่องทางที่เป็นทางการสำหรับรับร้องทุกข์ เช่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา หรือแม้แต่จะเข้าชื่อกัน ๕๐,๐๐๐ คนยื่นเสนอให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับสูง การใช้สิทธิตรวจสอบและร้องขอความรับผิดชอบนี้เกิดขึ้นแล้วนะครับ ในกรณีการทุจริตยาแต่ก็จบลงไม่สวยงามเท่าไหร่

         รัฐธรรมนูญสร้างระบบผู้พิพากษาและตุลาการที่เป็นอิสระ มีการแยกอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองและศาลยุติธรรม จัดโครงสร้างคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมให้ตรวจสอบได้ และมีตัวแทนจากผู้พิพากษาทุกระดับชั้น หน่วยธุรการของศาลก็เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

         ผมเชื่อว่าการสร้างธรรมาภิบาลและการสร้างประชาธิปไตย สามารถลดโอกาสความไม่ยุติธรรมในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการทุจริตคอรัปชั่นได้ แน่นอนครับในเรื่องนี้ยังมีมาตรการอีกมากที่จำเป็นต้องนำมาใช้ ซึ่งก็เป็นโจทย์ของทุกท่าน แต่การเปิดเผยข้อมูล การติดตามตรวจสอบจากสื่อมวลชน การมีระบบตรวจสอบถอดถอนอย่างเป็นทางการ ก็ช่วยลดแรงจูงใจและเพิ่มความเสี่ยงไปได้ส่วนหนึ่ง เวลานี้ผมเชื่อว่าคนไทยหลายคน กำลังจับตามองบทบาทของ ปปช. ปปป. เคยถูกวิจารณ์ว่าเป็นเสือกระดาษ บัดนี้ ปปช. ก็ได้มีอิสระ มีอำนาจที่มิได้จำกัดอยู่เพียงการชี้มูล แต่มีอำนาจไต่สวน สั่งหาพยานเอกสารและบุคคล เป็นผู้ควบคุมกลไกที่สร้างขึ้นใหม่เกี่ยวกับการแสดงบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน และ ภ.ง.ด. ๙ จะเห็นว่า ปปช. มีอำนาจมากขึ้น แต่ก็มีหน้าที่มากขึ้นด้วย ความคาดหวังจากผู้คนก็สูงขึ้น ผมคิดว่าสิ่งสำคัญในระยะต่อไปคือการที่ ปปช. จะต้องสามารถสร้างและดำรงความศรัทธาจากผู้คนให้ได้ ผมอยากเห็น ปปช. มีบทบาทในเชิงรุกไม่ใช่รุกในเชิงปราบปรามเท่านั้น เป็นเชิงรุกในการพยายามเข้าใจสภาพปัญหาในการป้องกัน ในการประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจกับคนหมู่มาก ว่าการกระทำอย่างใดคือคอรัปชั่น และผลเสียที่จะสะท้อนกลับมากระทบถึงผู้ให้สินบนคืออะไร คนหลายคนทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับเขาไม่รู้นะครับว่าสิ่งที่เขาทำคือการคอรัปชั่นแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ผมก็ไม่สิ้นหวังว่าเรื่องนี้จะต้องเป็นปัญหาถาวรในสังคมของเรา

         รัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นและไม่ใช่จุดสิ้นสุด เป็นเพียงแต่ส่วนประกอบสำคัญส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างธรรมาภิบาล ยังมีอีกหลายมิติที่ผมคิดว่าสังคมไทย ซึ่งก็คือเราทุกคนน่าจะใส่ใจเพื่อให้กระบวนการได้สานต่อไปอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

         ประการแรก เราต้องเริ่มสร้างความเข้าใจในสิทธิหน้าที่และศักดิ์ศรี ที่รัฐธรรมนูญได้รับรอง ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลเป็นเรื่องสองทางนะครับ ถ้าจะรอให้มีคนอื่นมาให้สิทธิแต่คนในสังคมไม่อาศัยหนทางใช้สิทธิที่หยิบยื่นให้ ยังไปแอบอิงกับระบบอุปถัมภ์ที่ไม่เป็นทางการ เราก็จะเป็นผู้เสียสิทธิเอง เพราะในระบบเช่นนั้นไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าเรามีศักดิ์ศรีและจะได้รับสิทธิอย่างที่เราพึงได้รับ

         ประการที่สอง เราต้องสร้างเงื่อนไขกระจายให้คนหมู่มากเข้าใจว่าสิทธิและช่องทางที่มีคืออะไร เงื่อนไขนี้ก็คือการศึกษา การยกระดับเศรษฐกิจของคนที่ด้อยโอกาสให้ทัดเทียมกับคนอื่น ๆ ในสังคม การให้ทางเลือกในการทำมาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต การยกระดับสาธารณสุข ระดับการอ่านออกเขียนได้ ทั้งหมดนี้เป็นโอกาสให้ทุกคน ทุกกลุ่ม และทุกภาค เป็นอิสระทั้งทางความคิดและการตัดสินใจ

         ประการที่สาม เราต้องสร้างความเข้าใจให้ถูกต้องว่าในสังคมนี้อะไรถูกอะไรผิด ดีหรือเลว สำคัญหรือไม่สำคัญ สิ่งที่ผมเห็นว่ามีค่ายิ่งกว่าการไม่กล้าทำผิด ก็คือความรู้สึกลึก ๆ ในใจว่าทำไม่ลง ทำแล้วมันละอายใจเอง เพราะการต่อสู้ในใจคนเป็นเรื่องสำคัญมาก และเป็นเครื่องมือกลั่นกรองการกระทำในด่านแรก การเร่งส่งเสริมระบบคุณค่าจึงเป็นสิ่งจำเป็น สังคมต้องเร่งสร้างทัศนคติและพฤติกรรมใหม่ ของบางอย่างไม่ต้องตราไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ก็อยู่คงทน สิ่งที่ผมอยากจะเห็นคือการปฏิบัติตามคุณค่าที่ถูกต้องโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ อย่างในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เขาปลูกฝังระบบผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามาเป็นเวลาหลายสิบปี ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ไม่มีอำนาจสั่งการก็จริง แต่ก็เป็นที่เกรงใจเพราะสามารถสร้างศรัทธาจากสังคมได้ ระบบคุณค่าจึงเป็นเรื่องสำคัญ จะสามารถนำไปสู่การสร้างจิตวิญญาณของสังคมมีอิทธิพล แม้ในการกำหนดนโยบายของประเทศ วิธีการนำนโยบายไปปฏิบัติหรือแม้แต่ทิศทางการพัฒนา

         ประการสุดท้าย ผมคิดว่าระยะนี้เราต้องติดตามตรวจสอบการนำกติกาหลักมาบังคับใช้ตอนนี้ฟันเฟืองต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญกำลังเริ่มทยอยปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม เรากำลังจะมีองค์กรอิสระจัดสรรคลื่นความถี่ เรามีคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีศาลรัฐธรรมนูญ และกำลังจะมีวุฒิสภา ความแตกต่างข้อวิพากษ์วิจารณ์ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี ผมชอบคุยกับคนที่เขาคิดอะไรไม่เหมือนผม สำหรับผมความขัดแย้งจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่วิธีการแก้ไขข้อขัดแย้งสำคัญกว่า ผมคาดหวังว่าในสังคมไทยยุคต่อไปไม่น่าจะมีคำว่าทางตัน เพราะมีทางออกที่กำหนดไว้แล้วในกติกาหลัก ซึ่งสำหรับผมเป็นกติกาที่ดีควรค่าแก่การรักษาไว้

         สิ่งที่ผมตั้งความหวังไว้กับประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลก็คือ การเห็นโครงสร้างของอำนาจกระจายตัวออกมาจากกลุ่มฐานอำนาจเดิม ไปสู่กลุ่มคนทุกกลุ่มในประเทศอย่างแท้จริง ให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงอำนาจการตัดสินใจระดับสูง ไม่ใช่ “สูง” เพราะคนทั่วไปเอื้อมไม่ถึง แต่สูงเพราะมีความสำคัญ ทั้งธรรมาภิบาลและประชาธิปไตย ไม่ใช่ปลายทางในตัวเอง แต่เป็นกระบวนการที่จะนำไปสู่สาระที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่คนทุกกลุ่ม ทุกชั้น จะมีโอกาสและมีอำนาจต่อรอง โต้แย้ง และประสานประโยชน์กันอย่างสันติ ถ้าเรามีช่องทางให้กระบวนการนี้เกิดขึ้น นั่นหมายความว่าเราได้สร้างความพอดี เพราะจะไม่มีกลุ่มใดได้ทุกอย่าง และไม่มีกลุ่มใดเสียทุกอย่าง ทุกคนในสังคมจะมีโอกาสเท่ากัน มือยาวเท่ากัน ได้มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่ศักยภาพ ทุกคนจะมีศักดิ์ศรีอย่างที่ควรจะเป็น และสังคมจะเกิดความเสมอภาค สมดุลจนบรรลุเป้าหมายของธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง

    หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ ▲ กลับขึ้นด้านบน

    ปาฐกถาพิเศษ
    เรื่อง ธรรมรัฐกับการจัดการป่าไม้ไทยให้ยั่งยืน
    โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
    ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
    พิธีเปิดงาน “ป่าเฉลิมพระเกียรติ: ป่ายั่งยืน”
    จัดโดย กรมป่าไม้
    การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
    วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑
    ณ อาคารสำนักงานใหญ่ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย

    ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

    ผมมีความยินดีมากที่ได้มาพบกับทุกท่านในวันนี้ และจะดีใจเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากการประชุมครั้งนี้จะมีผลให้เกิดมีการผลักดันให้การจัดการป่าไม้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี สำหรับสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ นับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อทุกท่าน ซึ่งผมถือว่ามีหน้าที่และส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการป่าไม้ของประเทศ ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องโดยหน้าที่รับผิดชอบของการงาน หรือโดยหน้าที่ของประชาชนตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


    เมื่อพูดถึงเรื่องของการจัดการป่าไม้ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม เนื่องจากระบบการจัดการป่าไม้ของเรานั้นผูกติดอยู่กับระบบการเมืองการปกครองอันเป็นรอยต่อของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสังคม ดังนั้นการที่จะรื้อหรือเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการป่าไม้ที่ดำเนินการโดยรัฐมากว่า ๑๐๐ ปี นั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่าย ๆ


    การจัดการป่าไม้แบบรวมศูนย์ของรัฐ


    ในอดีต สำหรับประเทศมหาอำนาจตะวันตกนั้น ป่า คือ แหล่งรายได้หลักของรัฐ ที่สามารถตอบสนองงบประมาณประจำปีของรัฐได้ต่อเนื่อง ป่าจึงถูกจัดการโดยการแบ่งพื้นที่ป่าออกเป็นแปลงขนาดเท่า ๆ กัน จำนวนแปลงจะขึ้นอยู่กับจำนวนปีที่คาดว่าไม้นั้นจะโตพอที่จะตัดขายได้ เมื่อมีการล่าอาณานิคมในช่วงศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗ ความคิดในการจัดการป่าไม้ในลักษณะนี้ได้แผ่ขยายเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ในแถบอเมริกาใต้ แอฟริกา และเอเซีย ซึ่งเป็นดินแดนของป่าฝนเขตร้อนของโลกที่อุดมสมบูรณ์ และเต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ


    ในกรณีของประเทศไทยนั้น เมื่อเริ่มของยุคการจัดการป่าไม้สมัยใหม่คือ พ.ศ. ๒๔๓๙ นั้น มร. เอช. สเลด (Mr. H. Slade: อธิบดีกรมป่าไม้คนแรกของไทย) ได้มีจดหมายตั้งข้อสังเกตความบกพร่องของการจัดการป่าไม้ของไทย ถึงสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยไว้ว่า

    การป่าไม้ทั้งหมดอยู่ในความยึดถือครอบครองของเจ้านายเจ้าของท้องที่แทนที่จะได้อยู่ในความดูแลและควบคุมของรัฐบาลกลาง และ

    การทำป่าไม้เท่าที่เป็นอยู่นั้นยังไม่เป็นระเบียบที่ถูกต้อง กล่าวคือ ขาดหลักการเกี่ยวกับการคุ้มครองรักษาป่าไม้ให้อำนวยผลอย่างถาวร


    ข้อสังเกตดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของแนวความคิดเกี่ยวกับการจัดการป่าของมหาอำนาจตะวันตกต่อนโยบายและการจัดการป่าไม้ของประเทศไทย กล่าวคือ ป่าไม้เป็นของรัฐและป่าไม้เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐด้วย


    ดังนั้น การรวมศูนย์เพื่อจัดการป่าไม้โดยรัฐ ก็คือภาพสะท้อนของการปฏิรูปการปกครองของรัฐที่รวมศูนย์อำนาจการคลัง และการปกครองเข้าสู่ส่วนกลาง สร้างระบบราชการสมัยใหม่ (Modern Bureaucracy) และกองทัพประจำการ (Regular Army) ขึ้นมา ซึ่งท้ายที่สุดก็มีผลทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมเปลี่ยนไป โดยรัฐเป็นฝ่ายลอยตัวขึ้นอยู่เหนือสังคมกลายเป็นองค์กรจัดตั้งของเจ้าหน้าที่ประจำการ (Career Officials) ซึ่งร่วมกันใช้อำนาจปกครองสังคมตามบรรทัดฐานที่สร้างขึ้นใหม่ โดยผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ภายหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงจากรัฐ สมบูรณาญาสิทธิ-ราชย์สู่ยุคประชาธิปไตย รัฐก็ยิ่งผนวกเอาหน้าที่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม การบริการสังคม รวมทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเข้ามาเป็นหน้าที่หลักของรัฐ ทำให้บทบาทและหน้าที่ของรัฐเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก


    จุดจบของป่า และการปรับตัวของรัฐและสังคม

    ในการจัดการป่าไม้ภายใต้การควบคุมและการใช้ประโยชน์จากรัฐตลอด 100 กว่าปีที่ผ่านมา มีผลให้พื้นที่ป่าไม้ของประเทศ มีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ จนเกือบจะเรียกได้ว่าอยู่ในขั้นวิกฤติในปัจจุบัน การลดลงของพื้นที่ป่าไม้อย่างมากมายนี้ย่อมสะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพของรัฐในการจัดการป่าไม้ และอาจจะกล่าวได้ด้วยว่าทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ และทรัพยากรชายฝั่งทะเลก็อยู่ในสภาพคล้ายคลึงกัน ระบบการจัดการป่าไม้เท่าที่ผ่านมาจึงถือได้ว่าล้มเหลว


    จากความล้มเหลวดังกล่าวนี้ จึงได้เกิดมีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขึ้น โดยในยุคเทคโนโลยีการสื่อสารนี้ ประชาชนได้มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ได้รับบทเรียน และรับทราบทางออกในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ มากขึ้น “ภาคสังคม” ซึ่งเคยเฉื่อยชาจึงถูกกระตุ้นและได้มีความตื่นตัวมากขึ้นตามลำดับ เริ่มต้นจากภาคเอกชน (Private Sector) ที่เข้าไปมีบทบาทในโครงสร้างการตัดสินใจของรัฐ การก่อกำเนิดขององค์กรอาสาสมัครเอกชน (Voluntary Association) และหรือองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) จนเกิดเป็นเครือข่ายที่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างรวดเร็วและใกล้ชิดด้วยระบบการติดต่อสื่อสาร ตัวอย่างที่เห็นได้ก็คือ ประชาชนจำนวนมากได้ลุกขึ้นมารับผิดชอบต่อตัวเองในการแสดงออกมาซึ่งสิทธิและหน้าที่โดยการรวมตัวกันเป็นกลุ่มต่าง ๆ เป็นกลุ่มออมทรัพย์ และกองทุนชุมชน ที่สามารถจัดสรรผลประโยชน์เพื่อการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชนยังมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผ่านมาด้วย


    ในขณะเดียวกัน กระแส “ประชาสังคม” (Civil Society) ก็เป็นแรงกระตุ้นที่ผลักดันให้ภาคสังคม มีบทบาทและมีส่วนร่วมกับรัฐมากขึ้น ถือได้ว่าประชาสังคมเป็นการเคลื่อนไหวที่มีส่วนในการจำกัดขอบเขตอำนาจรัฐ ลดภาระหน้าที่ของรัฐ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยเฉพาะในด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


    บทบาทของประชาชน ชุมชน และองค์กรเอกชนในรูปแบบต่าง ๆ นั้นจะมีมากขึ้นอย่างแน่นอน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็มีแนวทางที่ชัดเจนในเรื่องนี้


    ในโอกาสนี้ จะขอสรุปถึงบางประเด็นและบางมาตราของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิและหน้าที่ของประชาชนและชุมชน


    ประการแรก

    ในด้านสิทธิและหน้าที่ของประชาชนและชุมชน ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า


    - บุคคลมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการคุ้มครอง ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (มาตรา ๕๖) และสำหรับบุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมก็มีสิทธิดังกล่าวต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนเช่นกัน รวมทั้งสิทธิอนุรักษ์และฟื้นฟู จารีต ประเพณี ศิลปและวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น (มาตรา ๔๖)


    นอกจากนี้ บุคคลยังมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจงเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐและมีสิทธิเสนอความเห็นเกี่ยวกับโครงการหรือกิจกรรมใด ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นที่เกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่นก่อนที่จะมีการอนุญาต หรือดำเนินการ (มาตรา ๕๙) และมีสิทธิฟ้องหน่วยงานของรัฐทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น หากไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


    ประการที่สอง

    ในด้านหน้าที่ของรัฐ ก็ได้ระบุไว้ว่า

    สำหรับหน้าที่ของรัฐนั้น จะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล ตลอดจนควบคุมและกำจัดภาวะมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน (มาตรา ๗๙)

    ส่วนองค์กรท้องถิ่นก็มีอำนาจหน้าที่ ในการส่งเสริมและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่ (มาตรา ๒๙๐)


    จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ประชาชนและชุมชน รวมทั้งองค์กรท้องถิ่นได้มานั้น มีทั้งสิทธิและหน้าที่ซึ่งถือได้ว่าเป็นการได้มาเพราะการเรียกร้อง และเป็นความพยายามของหลาย ๆ ฝ่ายที่พยายามผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบการบริหารจัดการของรัฐ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรท้องถิ่น ได้รับสิทธิและอำนาจในการคุ้มครอง การรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่ก็อยากจะชี้ให้เห็นว่าหากประชาชนเองยังไม่พัฒนาตนเอง ขาดความสำนึกและความเข้าใจ และขาดความรับผิดชอบ โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการป่าไม้ให้เกิดประสิทธิภาพและยั่งยืนคงจะเกิดขึ้นไม่ได้


    ธรรมรัฐกับการจัดการป่าไม้ไทย


    แนวคิดของ “ธรรมรัฐ” (Good Governance) ที่มุ่งเน้นให้เกิดรัฐที่เป็นธรรมนี้ ได้มีการกล่าวถึงกันมากในปัจจุบันนี้ หากจะให้ชี้แจงถึงองค์ประกอบกันอีกครั้งหนึ่งนั้น ขอสรุปว่า จะต้องประกอบด้วย (๑) ความรับผิดชอบและความมีเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ (๒) การมีส่วนร่วมของประชาชน (๓) ความสามารถที่จะคาดการณ์ได้ (๔) ความโปร่งใส และ (๕) ความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบทั้งสี่ข้างต้น และขอเพิ่มเติมอีกบางประการที่คิดว่าธรรมรัฐจะขาดเสียไม่ได้ นั่นก็คือ การมีระบบกฎหมายที่มีความยุติธรรมต่อทั้งสังคม และปัจเจกบุคคล และจะต้องมีผู้ใช้กฎหมายที่มีคุณธรรม จึงจะเห็นได้ว่าธรรมรัฐจะเกิดขึ้นได้นั้น นอกจากการมีรัฐบาลและระบบการบริหารที่ดีแล้ว จำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบของภาคสังคมที่มีคุณภาพและมีความเข้มแข็งด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีส่วนเป็นอย่างมากเพราะได้ให้ทั้งอำนาจและหน้าที่แก่ประชาชนและชุมชน โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งทรัพยากรป่าไม้ด้วย ดังนั้น จึงอยู่ที่เราในฐานะประชาชน จะลุกขึ้นมาร่วมพลังกันเพื่อช่วยปฏิรูปสังคมให้เกิดการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต่อไป


    ในสถานการณ์ปัจจุบัน คงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปที่จะถกเถียงกันว่า ธรรมรัฐจะรักษาและคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้ของประทศได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมา การที่มีรัฐทำหน้าที่เป็นเจ้าของป่าไม้ และพยายามจัดการป่าไม้เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ แต่ก็ประสบความล้มเหลวและยังได้สร้างปัญหาที่ซ้ำซาก และยุ่งยากมานาน ซึ่งสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ระบบการจัดการป่าไม้ที่ขาดประสิทธิภาพ และขาดความโปร่งใส รวมทั้งปัญหาคอรัปชั่นซึ่งดูเหมือนจะไม่ยอมเหือดหายไปจากสังคมไทย ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ต้องยอมรับว่า ธรรมรัฐมิใช่เป็นเพียงแนวคิดหรืออุดมการณ์เท่านั้น แต่จะต้องเป็นแนวปฏิบัติที่จำเป็นที่จะต้องให้เกิดขึ้นให้ได้ในระบบโครงสร้างของการจัดการป่าไม้ของประเทศ


    สิ่งที่เราจะต้องพยายามให้เกิดขึ้นให้ได้ก็คือ การจัดการป่าไม้ที่อาศัยความร่วมมือกันระหว่างประชาชน ชุมชนกับรัฐ คือประชารัฐ และจะต้องปฏิรูปและโครงสร้างการจัดการป่าไม้ให้มีความชัดเจน ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองไปถึงอนาคตของลูกหลาน และที่สำคัญจะต้องเป็นระบบที่เอื้อต่อการร่วมทำและการตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ บนหลักวิชาการของการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืน บนผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติ ทั้งในด้านชีวภาพ กายภาพ สังคม และเศรษฐกิจโดยรวม


    ผมอยากจะเรียนว่าในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากนั้น มิได้จำกัดอยู่ที่ปัจเจกชนเท่านั้น แต่ยังมีองค์กรเอกชน กลุ่มชุมชนอื่น ๆ รวมทั้งหน่วยธุรกิจเหล่านี้ล้วนถือได้ว่า เป็นรากฐานของธรรมรัฐทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างกระแสประชาสังคม (Civil Society) ให้เกิดขึ้นในกระบวนการจัดการป่าไม้ด้วย ซึ่งอาจจะเริ่มต้นจากหมู่บ้าน หรือชุมชนเล็ก ๆ จนขยายและให้เกิดเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางต่อไป เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นได้ก็จะช่วยเสริมสร้างให้เกิดธรรมรัฐในการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืนได้


    ผมอยากจะเน้นด้วยว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนจะเกิดขึ้นได้อย่างกว้างขวางและยั่งยืนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างสิ่งจูงใจให้แก่ชาวบ้าน หรือประชาชน จะเป็นในรูปแบบของผลตอบแทนที่เป็นรายได้หรือตัวเงิน หรือการเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตของชุมชน เพราะจะเป็นไปได้ยากที่ผู้ที่ยังมีปัญหาเรื่องปากท้อง หรือไม่มีอะไรจะกินจะมาร่วมคิดร่วมทำในการอนุรักษ์ป่าไม้


    เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมจะขอยกตัวอย่างโครงการพระราชดำริโครงการหนึ่งที่เชียงใหม่ ซึ่งได้ไปพบเห็นมาและเกิดความประทับใจมาก คือ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการนี้มุ่งศึกษาการพัฒนาป่าไม้ในพื้นที่ต้นน้ำลำธารโดยหลักการว่า “ต้นทางเป็นการศึกษาด้านป่าไม้ ปลายทางเป็นการศึกษาด้านประโยชน์ที่จะเกิดกับราษฎรอย่างแท้จริง” สำหรับงานด้านการป่าไม้นั้นก็มีการศึกษาวิจัยแบบครบวงจร ตั้งแต่การป้องกันพื้นที่ การปลูกและการบำรุง รวมถึงการวิจัยด้านสัตว์ป่า และด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ ส่วนงานอีกด้านหนึ่งซึ่งก็ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ก็คืองานด้านการสนับสนุนทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน โดยเฉพาะด้านการจ้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน พืช สัตว์ และการประมง ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนโดยรอบของศูนย์ฯ จนในปัจจุบันประชาชน มีความอยู่ดีกินดี มีอาชีพที่มั่นคง และไม่ต้องบุกรุกทำลายป่า แต่มีส่วนช่วยดูแลรักษาป่าให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น


    ผมมีความประทับใจในโครงการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ก็เพราะเชื่อว่า สิ่งที่เราควรจะทำในการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืน ก็คือการปกป้องรักษาและฟื้นฟูป่าไม้ที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ป่าที่เหลืออยู่นี้มีความสำคัญต่อสภาวะสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะส่วนใหญ่เป็นป่าในพื้นที่ต้นน้ำ การที่จะรักษาป่าดังกล่าวนี้ได้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือของชาวบ้าน และชาวบ้านจะร่วมมืออย่างจริงจังก็ต่อเมื่อเรามีสิ่งตอบแทนที่จะทำให้เขามีอยู่มีกินโดยไม่จำเป็นต้องไปเบียดเบียนป่า


    แต่โครงการปลูกต้นหรือปลูกป่าก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความสำคัญ อย่างไรก็ตาม บทเรียนในอดีตที่ชี้ถึงข้อบกพร่องในเรื่องนี้มีอยู่มาก ผมจะไม่กล่าวถึงรายละเอียด เพียงแต่อยากจะชี้ว่าได้มีการปรับปรุงแก้ไขกันมาโดยตลอด ความพยายามครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น ก็คือ โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งถือเป็นการปฏิรูประดับปฏิบัติการครั้งสำคัญ โดยรัฐเองได้เปลี่ยนบทบาทจาก ผู้ปฏิบัติและผู้หยิบยื่น (Provider) มาเป็น ผู้สนับสนุน (Supporter) โดยสร้างทางเลือกและสร้างการมีส่วนร่วมให้กับประชาชน สิ่งที่น่าปรารถนาที่สุดคือ รัฐต้องปรับบทบาทมาเป็น ผู้เสริมสร้างพลัง (Empower) ซึ่งถือเป็นการกระจายอำนาจและจะเสริมสร้างพลังให้องค์กรประชาชน และภาคีที่เกี่ยวข้องให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการป่าอย่างจริงจัง และในที่สุดก็จะเกิดเป็นพลังทางสังคมโดยรัฐได้เป็นเพียงผู้ให้การสนับสนุนในด้านการให้ความรู้และคำแนะนำ การจัดเตรียมกล้าไม้ และการลดหย่อนภาษีสำหรับภาคเอกชนที่เข้ามาสนับสนุน ดังนั้น ภาคสังคมที่ไม่ค่อยมีบทบาทและปล่อยให้รัฐจัดการป่าไม้โดยลำพังก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่ภาคธุรกิจเอกชนเข้ามาให้การสนับสนุนเงินงบประมาณ และภาคประชาชนเองก็เข้ามามีส่วนร่วมในการปลูกและดูแลป่าในพื้นที่ป่าทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม รูปแบบของการจัดการป่าไม้เช่นนี้ก็ยังคงประสบปัญหาการดำเนินการ และเท่าที่ผ่านมาก็มักจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้


    ไม่ว่าจะจัดการป่าไม้ในลักษณะไหนก็ตาม สิ่งที่เราจะต้องให้ความสำคัญก็คือ บทบาทและความร่วมมืออย่างจริงจังและยั่งยืนของประชาชนและชุมชน เรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยเครื่องมือทางกฎหมายเข้ามาช่วยด้วย นั่นคือ เราจะต้องช่วยกันผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชนให้ออกมาให้ได้ การเคลื่อนไหวเรื่องพระราชบัญญัติป่าชุมชนในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา ถือเป็นการปฏิรูปในระดับนโยบาย ที่เป็นกระบวนการหนึ่งของการพัฒนาประชารัฐที่ชัดเจน ในปัจจุบันร่างพระราชบัญญัตินี้ได้ผ่านการตีความจากสำนักงานกฤษฎีกาไปแล้ว และอยู่ในขั้นตอนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องนำเสนอแก่คณะรัฐมนตรีเพื่อขอมติเห็นชอบจาก ครม. จึงจะใช้เป็นกฎหมายต่อไปได้ กรณีของกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นความพยายามที่สร้างสรรค์ และเป็นแนวดำเนินการใหม่ในการทำร่างกฎหมาย โดยในกระบวนการร่างพระราชบัญญัตินั้น ภาครัฐโดยกรมป่าไม้ และคณะกรรมการนโยบายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค (กนภ.) ซึ่งมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นเลขานุการ ได้เปิดให้มีการรับฟังความเห็นจากสาธารณะ หรือทำประชาพิจารณ์อย่างกว้างขวางเพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน เนื้อหาที่ปรากฏในร่างกฎหมายนั้นได้แสดงให้เห็นความพยายามที่จะทำให้เกิดความร่วมมือในการจัดการและดูแลป่า ตลอดจนการตรวจสอบการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคสังคมอยู่ในเกือบทุกมาตรา เมื่อกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้น น่าจะคาดหวังได้ว่าการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืนโดยประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจะประสบผลสำเร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว


    รูปธรรมของความร่วมมือของหลาย ๆ ฝ่ายที่เกิดขึ้นนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาใช้ยืนยันว่า “ป่า”จะไม่ถูกทำลายลงไปอีก แต่สิ่งที่จะยืนยันได้ก็คือสังคมจะมีกระบวนการจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีกลไกการแก้ไขปัญหาที่ใช้ปัญญาและใช้ความร่วมมือกันมากกว่าการใช้กำลังและใช้อำนาจอย่างที่เคยเกิดขึ้น


    อย่างไรก็ตาม คงจะต้องระลึกไว้เสมอว่า ธรรมรัฐ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาคสังคม หรือจากประชาชนและชุมชน ซึ่งในที่สุดแล้ว “รัฐจะเป็นธรรม” หรือ “ภาคสังคมจะเข้มแข็ง” ได้นั้นย่อมมิอาจเกิดขึ้นได้จากการเพ้อฝัน และย่อมมิใช่จะอยู่แต่ในภาวะแห่งอุดมคติ หรืออุดมการณ์ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือของกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่ง หากแต่จะต้องเป็น “จิต” และ “วิญญาณ” ที่แทรกเข้าไปในวิถีชีวิตและวิถีปฏิบัติของทุกคน และทุกหมู่เหล่าที่เกี่ยวข้อง ธรรมรัฐจะต้องเกิดให้ได้ เพื่อการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืน และเพื่อความอยู่รอดของสังคมไทย

    หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ ▲ กลับขึ้นด้านบน

    ถอดเทปคำสนทนา
    เรื่อง GOOD GOVERNANCE (ธรรมรัฐ)
    โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
    วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑
    ณ ภูหลวง


    ธรรมรัฐแปลจาก GOOD GOVERNANCE ธรรมรัฐคืออะไร คือการปกครองบ้านเมือง การบริหารที่มีประสิทธิภาพเที่ยงธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม


    ทำไมตื่นตัว คำนี้ปรากฏในระบบการปกครองมานานแล้ว ซึ่งสื่อมวลชนก็ไม่เข้าใจถ้าเราดูประวัติศาสตร์การเมืองสังคมของโลก หลายศตวรรษที่ผ่านมา เป็นการต่อสู้จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ การต่อสู้ในเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง ไม่ว่าออกมาในรูปของระบอบทุนนิยมหรือระบอบคอมมิวนิสต์ ต่อมาถึงทุนนิยมรู้สึกว่าใช้คำว่า “ทุนนิยม” มีความหมายเป็นทางลบ ขณะเดียวกันฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็รู้สึกว่าคำว่าคอมมิวนิสต์มีความหมายเป็นทางลบ ทุกคนบอกฉันไม่ใช่คอมฯ แต่เป็นโซเชียลลิสต์ นี่ก็เป็นความผันแปรหรือวิวัฒนาการทางความคิด


    ทุนนิยมกลายเป็น MARKET ECONOMY ใช้กลไกทางการตลาด ระบอบคอมมิวนิสต์เป็น CENTERED PLAN ECONOMY คือกำหนดโดยรัฐบาลกลาง ด้านหนึ่งใช้กลไกการตลาด อีกด้านเขียนแผนพัฒนาโดยใช้รัฐบาลเป็นศูนย์กลาง มีสงครามร้อน มีสงครามเย็น มีการแข่งขันกัน ใช้กลไกของรัฐบาลเป็นตัวกำหนดแผนเศรษฐกิจสังคม ต่อมาวิวัฒนาการว่า ระบบสังคมนิยมนำเอากลไกการตลาดไปใช้มากขึ้น ระบบทุนนิยมหรือระบบ (สังคมนิยม?) …ให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น หมายถึงผลประโยชน์ทางสังคมควบคู่ไปกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องคอยเรียนรู้ติดตามความผันแปรด้านความคิดด้านการเรียนรู้ของเรา…เป็นโซเชียลลิสต์เป็นได้แต่ต้องมี HUMAN FAITH


    ระยะ ๗๐ - ๘๐ ปีที่ผ่านมา ภายใต้สงครามร้อน สงครามเย็น พัฒนาการทางความคิดของคนได้เดินมาหาจุดร่วมกัน ขณะนี้ยังไม่มีจุดร่วมกันโดยสมบูรณ์ แต่ความใกล้เคียงกันมีมากจนขณะนี้ไม่รู้แล้ว ถ้าไปถามจีนว่าปกครองโดยระบบใด เขายังบอกว่าปกครองโดยโซเชียลลิสต์อยู่ ถ้าไปถามอเมริกัน อเมริกันก็ไม่อยากบอกว่าใช้ระบบทุนนิยม เพราะปัจจุบันชาวอเมริกัน … รัฐบาลก็เป็นภาพให้บริการทางการแพทย์ การศึกษา เป็นสวัสดิการต่อประชาชน


    เราจะเป็นได้ว่า ณ วันนี้ ณ จุดนี้ จะเห็นได้ว่าอุดมการณ์ทางการเมืองไม่ค่อยมีความหมายเท่าไร สิ่งสำคัญคือว่ารัฐบาลใดจะเรียกชื่อตนเองว่าอะไรก็ตาม ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน สามารถทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีการศึกษา มีความสุขสมบูรณ์ มีวัฒนธรรมและมีมาตรการต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ประชาชนในประเทศของตนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม การมีโอกาสที่จะมีความเข้าใจหรือมีความเพลิดเพลินกับศิลปะวัฒนธรรม


    มาถึง ณ วันนี้ ณ จุดนี้ อุดมคติทางการเมืองไม่ค่อยมีความหมาย เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาสิทธิคอมมิวนิสต์ แม้แต่ลัทธินิยมในประเทศต่าง ๆ ที่พังไป มันไม่ได้พังเพราะอุดมคติทางการเมือง ไม่ได้พังไปเพราะลัทธิทุนนิยม … มันพังเพราะเป็นเผด็จการ ไม่ว่าเผด็จการฝ่ายขวาหรือฝ่ายซ้าย การฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่ง ๒ ตัวนี้ทั้งเผด็จการก็ดี คอรัปชั่นก็ดี มีอยู่ในประเทศที่ใช้ระบอบทุนนิยม และในประเทศที่ใช้ระบบสังคมนิยม นับจริง ๆ แล้วการปกครองหรือการบริหารราชการแผ่นดิน หรือการบริการโดยทั่วไปแล้วทำอย่างไรจึงจะตอบสนองความต้องการของราษฎรที่ยากจนได้


    คำตอบคือไม่ใช่ลัทธิ อยู่ที่ว่าสามารถปกครองสามารถบริหารราชการแผ่นดินและสามารถดำเนินการบริหารธุรกิจภาคเอกชนเป็นที่พอใจของประชาชน เราจะเห็นว่ามีการพูดกันเสมอ ในเรื่องตะวันตก - ตะวันออก ในเรื่องของอุดมการณ์ โดยมีผู้เสนอให้ใช้กลไกทางตลาดเป็นหลัก เช่น ฟิลิปปินส์ ไทย สำหรับจีน เวียดนามก็มีการเปลี่ยนแปลงไป


    ทำไมสิงคโปร์เป็นประเทศที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่มีการจัดการทุกอย่างได้ดีที่สุดประเทศหนึ่งในโลกนี้ ทั้ง ๆ ที่ผู้มีอุดมการณ์ในระบอบประชาธิปไตยจะตักเตือนนายลีกวนยู หรือรัฐบาลสิงคโปร์ตลอดเวลา จริง ๆ แล้วสิงคโปร์ไม่ได้ใช้ระบอบประชาธิปไตย เขาอาจจะมีเลือกตั้งแต่เขามีกำหนดกฎเกณฑ์ หรือสร้างสิ่งจำกัดต่าง ๆ นานา ทำให้คนสนับสนุนสิงคโปร์ ไม่มีสิทธิเสรีภาพในการออกความคิดเห็นเท่ากับอารยะประเทศตะวันตกหรือแม้แต่ประเทศไทย


    คำตอบมีอยู่ว่าไม่ว่าสิงคโปร์จะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ แต่ก็เป็นรัฐบาลที่ดี มี GOOD GOVERNANCE เป็นรัฐบาลที่ดูแลทุกข์สุขของราษฎรอย่างแท้จริง เขาเป็นประเทศที่เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้วมีอาชญากรรม มีคอรัปชั่น มีข้อบกพร่องต่าง ๆ ในระบบไม่น้อยกว่าประเทศไทย แต่จากการที่เขามีรัฐบาลที่ซื่อสัตย์สุจริต มีประสิทธิภาพ เพราะเขามีบุคคลในคณะรัฐมนตรีที่มีความรู้มีประสบการณ์ มีความตั้งใจดี มองถึงผลประโยชน์ส่วนรวม สืบเนื่องจากการที่เขามีบุคคลในภาคเอกชน ไม่ว่าในรูปธุรกิจ ด้านการอุตสาหกรรม ค้าขาย ตรวจสอบบัญชี และยังมีระบบตุลาการที่เป็นอิสระ มีบุคคลในวงการตุลาการที่ได้รับความเชื่อถือในความเที่ยงตรงในความยุติธรรม

    ข้อบกพร่องในระบอบประชาธิปไตย คือเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน เขาอ้างว่าเขาใช้ค่านิยมของคนพื้นถิ่น ซึ่งไม่ได้ขัดต่อระบอบประชาธิปไตย แต่เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ด้านสิทธิเสรีภาพของกลุ่มบุคคล


    สรุปแล้วสิงคโปร์ยังได้รับความเชื่อถือเชื่อมั่นจากประเทศส่วนใหญ่ นอกเหนือจากคนที่หยิบเอาปัญหาประชาธิปไตยมาเป็นประเด็น สิงคโปร์เป็นประเทศที่มี GOOD GOVERNANCE เป็นหัวใจของการปกครอง การบริหารประเทศในทศวรรษข้างหน้าเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองไม่แตกต่างกันแล้ว คนที่ชอบหรือนิยมนับถือระบอบที่เรียกว่าทุนนิยมหรือกลไกการตลาด ก็คงสามารถบอกได้ว่าอุดมคติทางด้านการเมือง และอาจพาดพิงไปในด้านสังคมนิยมมากกว่า เพราะอุดมคติด้านการเมืองของสังคมนิยมต้องการความเสมอภาค ไม่ต้องการเห็นความแตกต่างด้านความร่ำรวย…ต้องการให้มีการกระทำในเรื่องที่จะมีโอกาสทางการศึกษา การรักษาพยาบาล


    ณ วันนี้ ระบอบทุนนิยมก็ไม่ได้ปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ คนเวียดนาม คนจีน หรือแม้แต่ประเทศในแอฟริกา แทนซาเนีย อีกไม่ช้าคิวบา ก็จะออกจากวงจรนี้ เข้าสู่วงจรโลก เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้ว แต่ละประเทศต้องการอะไร คำตอบไม่ได้อยู่ที่ทุนนิยม สังคมนิยม มันกลมกลืนไปหมดแล้ว ลัทธิการเมืองจะหมดความหมายไปทุกวันในระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่ประชาชนเรียกร้อง…ก็เช่นเดียวกัน อันนี้เป็นสิ่งที่แน่นอน อุดมคติทางการเมือง ลัทธิทางการเมือง จะหมดความหมายลงไปทุกวัน ๆ สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือว่าในระบอบประชาธิปไตยที่มีความแตกต่างในลำดับชั้น ในดีกรี สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องต่อไปคือว่า จะต้องมี GOOD GOVERNANCE อันนี้เป็นสิ่งที่ผมเริ่มพูดเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว และอาจารย์ธีรยุทธเสริมขึ้นมา มันสืบเนื่องมาจากความต้องการของประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตย และประชาธิปไตยในที่นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือมีผลลัพธ์โดยตรงว่า จะต้องมีการเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่ง แต่การเป็นประชาธิปไตยหรือการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับเริ่มต้นด้วยส่วนร่วมของการมีส่วนรู้เห็น การเข้าถึงข้อมูลและข้อเท็จจริง หมายความว่าตั้งแต่นี้ต่อไปรัฐบาลจะทำอะไรโดยที่ประชาชนไม่รู้เรื่องไม่ได้ จริงอยู่อาจมี ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่อ้างเป็นราชการลับหรือความมั่นคงแห่งชาติ แต่สิทธิในการเข้าถึงเอกสาร ข้อเท็จจริง เป็นกระแสที่หยุดยั้งไม่ได้ และจะต้องมีกฎหมายรองรับ


    ขั้นต่อมาคือว่าไม่ใช่เพียงว่าประชาชนสามารถเข้าถึงเอกสาร ข้อเท็จจริง แต่เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงเหล่านี้ด้วย หายนะที่เห็น ๆ เพราะธนาคารชาติปกปิดข้อเท็จจริงส่วนหนึ่ง ความหายนะทางเศรษฐกิจของไทยเพราะบริษัทเอกชนปกปิดข้อเท็จจริง เราไม่มีบริษัทตรวจสอบบัญชีที่เราสามารถให้ความเชื่อถือ มาตรฐานการตรวจสอบบัญชีของเราเป็นมาตรฐานที่สังคมที่เจริญแล้วยอมรับไม่ได้ เพราะบริษัทตรวจสอบบัญชีจะเอาใจลูกค้า ถ้าลูกค้าไม่อยากให้เปิดเผยเอกสารหรือข้อเท็จจริงใดที่ควรต้องเปิดเผยต่อประชาชน เพราะเขากลัวว่าถ้าทำตรงไปตรงมาตามมาตรฐานสากลแล้ว บริษัทนั่นจะไม่ว่าจ้าง มันก็โยงไปถึงจริยธรรม เราจะมีจริยธรรมในอาชีพของเรามากน้อยแค่ไหน จริง ๆ แล้วจริยธรรมในวิชาชีพต้องมีในทุกแขนง


    สิ่งที่เข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริง หน้าที่ของรัฐจะต้องเปิดเผยโดยสมบูรณ์ ถัดมาคือรัฐบาลจะตัดสินใจอะไร ประชาชนต้องการมีส่วนร่วมในการรู้เห็นและออกข้อคิดเห็นด้วย ซึ่งอันนี้ในประเทศไทยยังขาดมาก เพราะแม้แต่ในชั้นเรียนที่ครูสอน ครูยังไม่สนใจว่าเด็กมีความคิดเห็นอย่างไร ไม่มีที่ไหนในโลกในประเทศที่เขาสอน ๔๕ หรือ ๕๐ นาที ที่ครูพูดคนเดียว เมื่อไรคนไทยยังไม่เคยคิดว่าการเข้าไปสอนคือการเข้าไปสนทนาการไปชี้แนะชี้นำ คนไทยจะไม่รู้ว่าการมีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นมันมีความสำคัญอย่างไรในเรื่อง GOOD GOVERNANCE


    จะย้อนไปถึงสิทธิของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ถ้าสิทธิการมีส่วนร่วมคือการออกความเห็น เราต้องไม่ปิดกั้นการตัดสินใจด้วย ปัญหาท่อก๊าซเป็นปัญหาที่ไม่ควรเกิดขึ้น ถ้ามี GOOD GOVERNANCE มันไม่เกิดรวมทั้งปัญหาของสมัชชาคนจน อะไรต่ออะไรอีกหลายอย่าง


    ปัญหามิได้แต่สามารถจัดการได้ สังคมไทยนับวันสิ่งที่ยากสุดคือการจัดการหรือแก้ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐ ถ้าแก้ไม่ตกไม่มีกลไกแก้ ปัญหานี้ก็ต้องเรียก BAD GOVERNANCE รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นของการมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น และการมีความร่วมทุกระดับ โดยเฉพาะวงการที่มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์


    ปัญหาของการบริหาร … คือปัญหาทำอย่างไรให้คนหันหน้าเข้าหากัน และพูดจากัน เพราะปัญหาขั้นมูลฐานซึ่งจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ได้มีการเปลี่ยนแปลงในตัวอักษรแล้ว ในรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับผู้ใช้อำนาจรัฐ เพราะเท่าที่ผ่านมาวิธี GOVERNANCE ของเมืองไทย เอะอะอะไรก็อ้างว่าอันนี้เป็นมติ ครม. ปตท. ก็ติดอยู่ในระบบเก่า ทุกขั้นตอนที่ ปตท. ทำเสนอ ครม. ทุกขั้นตอน


    แต่ฝ่ายอนุรักษ์ส่วนใหญ่ไม่ได้คัดค้านโครงการนี้ เขาอาจคัดค้านเรื่องทิศทางการวางท่อ หรือในประเด็นอื่น ๆ แต่มีส่วนน้อยมากที่บอกไม่ต้องการโครงการนี้ แต่สิ่งที่เขาทนไม่ได้ และเป็นสิ่งที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย คือรัฐต้องฟังเขา เขาจะผิดเขาจะถูก เขาจะทำโดยเหตุผลใด รัฐต้องฟังเสียงประชาชนไม่ว่าเสียงนั้นจะเป็นเสียงเล็ก เสียงน้อย รัฐบาลหมายถึงคนอยู่ในระบบการเมืองและราชการ


    เป็นที่น่าเสียดายที่นักการเมืองมักชอบพูดเสมอว่า ผมเป็นจากคนพื้นที่ ผมเป็นลูกชาวนา ผมเกิดมาไม่มีเงิน ผมผ่านอุปสรรคในชีวิตมาต่าง ๆ นานา แต่คำถามที่เราต้องถามด้วยคือ เมื่อเขามาเป็นผู้แทนแล้ว เขาเป็นผู้แทนที่ดีของคนที่ตกยากจริงหรือเปล่า ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีการเถียงกันมากว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนชาวไทย หรือมาจากปวงชนชาวไทย คำว่าประชาธิปไตยก็บอกแล้วว่าอธิปไตยเป็นของประชาชน ในภาคปฏิบัติไม่มีความหมายแตกต่าง จะเป็น “มาจาก” หรือ “เป็นของ”


    แต่สิ่งที่ระบบราชการ ทั้งด้านการเมืองและราชการที่พูดจำใส่ใจไว้ก็คือ อำนาจนี้ไม่ใช่อำนาจของระบบราชการ และนักการเมืองต้องใส่ใจด้วยว่า บางครั้งบางคราวตนเองอยู่ในหน้าที่ ในตำแหน่ง ใช้อำนาจนี้แทนปวงชนชาวไทย แต่อำนาจนี้ไม่ใช่อำนาจของตัว เป็นอำนาจที่ประชาชนมอบหมายมา เราจะเห็นว่าวัฒนธรรมการเมืองของไทย ต้องเปลี่ยน เรามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรามีระบบใหม่ เรามีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ออกมาเป็นตัวอักษรใหม่ การปฏิรูประบบไม่พอเวลาที่เราพูดถึง GOOD GOVERNANCE ไม่ใช่พูดแต่เรื่องระบบอย่างเดียวเท่านั้น ต้องเริ่มด้วยการปฏิรูปตัวเองด้วย ปฏิรูปองค์กรและปฏิรูประบบ


    เพราะฉะนั้น GOOD GOVERNANCE หรือธรรมรัฐ ไม่ใช่การมีรัฐบาลที่ซื่อสัตย์อย่างเดียว ไม่ใช่การมีรัฐบาลที่ทำงานเก่งอย่างเดียว แต่จะต้องเป็นรัฐบาลที่เข้าใจลึกซึ้งถึงปัญหาทุกปัญหา และเมื่อมีการตัดสินใจหรือข้อยุติ ข้อตัดสินใจนั้นต้องอยู่บนมูลฐานของ

    ข้อมูลที่สมบูรณ์และถูกต้อง ซึ่งประชาชนมีสิทธิรับรู้

    อยู่บนมูลฐานของกฎหมาย ซึ่งอันนี้ใช้กันเสมอ แต่สิ่งที่ขาดคือในอดีตต้องอยู่ในจิตสำนึกของผู้ใช้อำนาจ คือว่าข้อยุติการตัดสินใจนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความชอบธรรม อยู่ที่จริยธรรมของผู้ใช้อำนาจ ระบอบประชาธิปไตยอยู่ได้อย่างไร อยู่ได้โดยการมีตัวแทนของปวงชนโดยการมีสื่อมวลชนอิสระ สื่อที่รับผิดชอบ อยู่ได้ต่อเมื่อมีตุลาการเป็นอิสระ อยู่ได้เมื่อมีกฎหมายที่ชอบธรรม (RULE OF LAW) แต่สิ่งเหล่านี้ไม่พอระบอบประชาธิปไตยอยู่ได้ต้องมี GOOD GOVERNANCE ด้วย

    สิ่งที่สำคัญที่สุดนับวัน ๆ จะมีความสำคัญมากขึ้นคือตัวบทกฎหมายเอง มติครม. หรืออะไรต่าง ๆ ที่เราสร้างไว้ในอดีต ความสำคัญจะลดน้อยลง แต่ความสำคัญที่จะมีมากขึ้น ๆ ทุกวัน นั่นคือ ความชอบธรรมของตัวเอง ของกระบวนการความชอบธรรมของระบบและความชอบธรรมของการตัดสินใจ


    และสิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดไม่เฉพาะเรื่องของรัฐเท่านั้น แต่หมายถึงภาคเอกชนทั้งหมดด้วย บริษัทธุรกิจทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม หรือทำการค้า การเงินและทั้งหมดจะทำได้ไหมในสังคมไทย ผมว่าต้องพยายามทำให้ได้ ผมว่าต้องมีการพูดคุยกันแบบนี้ให้มีความเข้าใจว่า GOOD GOVERNANCE คืออะไร เราคุยกันให้เข้าใจเสียก่อนและไปคุยกันต่อไป ไปเผยแพร่ความคิดนี้ต้องจัดสัมมนา เสวนาคุยกันเรื่องปรัชญาความคิด ทิศทางของความคิด แต่แค่นี้ไม่พอ แต่ต้องพยายามปรับแนวความคิดออกมาเป็นมาตรการที่ออกมาเป็นรูปธรรม ไม่ว่าเรื่องปฏิรูประบบราชการของเรา วิธีการบริหารของเราต้องปฏิรูปตุลาการ ปฏิรูประบบการศึกษาอีก


    เพราะฉะนั้นผมแน่ใจใน ๑๕ ปี ๒๐ ปี เรายังพูดเรื่องธรรมรัฐอยู่ เพราะกระบวนนำไปสู่ธรรมรัฐหรือการมี GOOD GOVERNANCE ของเมืองไทยนี้ ผมคิดว่าในชีวิตนี้ผมไม่เห็น แต่เราต้องพยายามสร้างกระบวนการนี้ ให้เป็นกระบวนการที่ไปในทิศทางที่ถูกต้อง มีความต่อเนื่องและมีความยั่งยืน เพราะผมเชื่อว่าอันนั้นเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ประเทศไทยนอกจากจะรอดแล้ว ยังเป็นประเทศที่พวกเราทุกคนจะมีความสุข

    หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    ธรรมรัฐ: GOOD GOVERNANCE
    ในทัศนะของนายอานันท์ ปันยารชุน
    อดีตนายกรัฐมนตรี

     

    เป็นการถอดความโดยสรุปจากการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ธรรมรัฐกับสังคมไทย” เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ที่ผ่านมาของนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งสาระสำคัญในการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อดังกล่าว ก็คือ ธรรมรัฐและ GOOD GOVERNANCE เป็นเรื่องเดียวกันและทางเดียวที่จะเกิดขึ้นได้ ก็คือจิตสำนึกของประชาชนทั่วประเทศที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง มิใช่กิจการเขียนบทบัญญัติหรือข้อบังคับต่าง ๆ จิตสำนึกของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองคือหัวใจสำคัญของธรรมรัฐ หากไร้ซึ่งการมีส่วนร่วมของประชาชนก็ไม่อาจเกิดธรรมรัฐได้

    Good Governance ปัจจุบันก็ยังหาคำแปลได้ไม่ถูกต้อง อาจมีอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี คนหนึ่งที่มีความกล้าที่เสี่ยงเสนอคำว่าธรรมรัฐ ในขณะเดียวกันในกลุ่มที่ผมกำลังทำงานร่วมอยู่ด้วย พูดเรื่อง Good Governance ที่สถาบันทีดีอาร์ไอ มีคนเสนอใช้คำธรรมาภิบาล ในขณะเดียวกันมีนักวิชาการหลายท่านกำลังคิดค้นคำ ๆ นี้อยู่ สุดท้ายนี้ยังไม่ทราบว่าคำไหนจะสอบผ่านราชบัณฑิตยสถานเมือนคำว่าโลกาภิวัตน์หรือคำว่าโลกานุวัตร ฉันใดก็ฉันนั้น

         เรามีคำว่าธรรมรัฐแล้ว เราจะมีคำว่าธรรมาภิบาลซึ่งมาจากคำว่าธรรมและอภิบาล คำสุดท้าย สุประศาสนการ สุแปลว่าดีงาม ประศาสนแปลว่าการปกครอง ถูกรวมกันเข้าเป็นสุประศาสนการจึงหมายความถึงการปกครองที่ดี

         Good Governance เมื่อ ๑๕ - ๒๐ ปี จะไม่ได้ยินใครใช้คำนี้เท่าไร ทั้งที่เป็นศัพท์ที่มีรากฐานมานานแล้ว เหตุผลหนึ่งก็คือหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเด็นถกเถียงกันคือประเด็นที่มีการสงครามต่อสู้กันนั้น ไม่ใช่ประเด็นของเรื่อง Good Governance กลายเป็นประเด็นทางด้านการเมือง โดยระบุการเมืองหรือระบบอุดมการณ์ทางการเมืองนั้นฝ่ายไหนจะดีกว่ากัน ฝ่ายทุนนิยมหรือฝ่ายที่ใช้กลไกตลาดจากฝ่ายสังคมนิยม หรือฝ่ายที่ใช้การวางแผนจากรัฐบาลกลาง เราไม่ได้ยินคำว่า Good Governance ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองก็ดี สงครามเวียดนามก็ดี

         ศัพท์คำนี้เพิ่งมาเริ่มใช้สักระยะไม่เกิน ๑๐ ปีที่ผ่านมา นำมาใช้ครั้งแรกเมื่อ ๓ ปีแล้ว ผมได้รับเชิญไปพูดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และผมได้ไปพูดในที่ต่าง ๆ ต่อมาก็มีคนพูดกันมากขึ้น ๆ ศัพท์นี้เป็นศัพท์ที่แปลยากและอธิบายก็ไม่ใช่ง่ายนัก

         Good Governance คือผลลัพท์ของการจัดการกิจกรรมซึ่งบุคคลและสถาบันทั่วไปภาครัฐและเอกชนมีผลประโยชน์ร่วมกัน ได้กระทำลงไปในหลายทางมีลักษณะเป็นขบวนการที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่การผสมผสานประโยชน์ที่หลากหลายและขัดแย้งกันได้ นั่นเป็นการนิยามคำ Good Governance ในลักษณะหนึ่ง ซึ่งสาระและใจความไม่แตกต่างกันเท่าไร ส่วนธนาคารโลกได้ให้คำนิยามคำ Good Governance คือ ลักษณะและวิถีทางของการที่อำนาจได้ถูกใช้ในการจัดการทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อการพัฒนา

         ไม่ว่าจะใช้คำนิยามอะไร อาจแตกต่างกันไปบ้างในเรื่องของความหมาย แต่ในสาระจริง ๆ แล้ว Good Governance คือสิ่งที่ผ่านมาในระบบประชาธิปไตย ระบบพรรคการเมือง ระบบรัฐสภา เราพูดถึงความโปร่งใส ความกล้าหาญในการรับผิดชอบ การขัดผลประโยชน์กัน อาจพูดอะไรได้หลายอย่าง แต่ทั้งหมดถือเป็นเรื่องย่อย

         ปัจจุบันนี้ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ในรัสเซีย ยุโรปตะวันออก เอเชีย ละตินอเมริกา มักจะพูดว่าวิถีทางที่ถูกต้อง คือวิถีทางประชาธิปไตย แต่คำว่าประชาธิปไตยก็มีขั้นตอนแตกต่างกันไป มีรูปแบบแตกต่างกันไป แต่อย่างน้อย ใจจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตย จุดขายของประเทศขณะนี้คือการเป็นประชาธิปไตย อันนี้เป็นการสู่ยุคใหม่ เพราะทุกคนไม่ว่าเป็นรัสเซีย ปัจจุบันอาจจะเหลือ ๒ ประเทศเท่านั้น คือเกาหลีเหนือและคิวบาที่ยังยึดถือกับระบบเก่าอยู่ ประเทศอื่น ๆ ในระบบสังคมนิยม ระบบคอมมิวนิสต์ไม่ได้แตกสลายไปเพราะความไม่ดีของลัทธิความคิด แต่ที่ต้องถึงจุดจบก็เพราะว่ารัฐหรือรัฐบาลที่อ้างสังคมนิยมก็ดี อ้างคอมมิวนิสต์ก็ดี ปกครองประเทศนั้นถึงความหายนะเพราะเป็นรัฐบาลเผด็จการ และเป็นรัฐบาลที่ไม่สามารถจัดการบริหารประเทศชาติด้วยความยุติธรรม ด้วยจริยธรรมหรือเป็นรัฐบาลเผด็จการ และเป็นรัฐบาลที่ไม่มี Good Governance

         อันนี้เป็นสัจธรรม ผมเองมีความเคารพในแง่ความคิดของอุดมการณ์ทางการเมืองของทั้งสังคมนิยมและลัทธินิยม ความเคารพในความบริสุทธิ์ ในความตั้งใจดีของวิถีทางอุดมการณ์ แต่ในขณะเดียวกันความหายนะที่เกิดขึ้นกับอุดมการณ์นั้น ไม่ใช่เพราะด้วยอุดมการณ์เอง แต่เป็นเพราะวิธีการปกครอง คือใช้ระบบเผด็จการมีคอรัปชั่นและใช้ระบบที่ไม่มี Good Governance

         เราจะอ้างว่าเรามีรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเราคิดและหวังว่าดีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับเก่า ๆ แต่ถ้าคนของสังคม คนไทยเราไม่ปฏิรูปตัวเอง ไม่สังคายนาตัวเอง การอ้างอิงว่าเรามีรัฐธรรมนูญดีกว่าที่อื่น ดีกว่ารัฐธรรมนูญ ๑๕ ฉบับที่ผ่านมา เรามีกลไกการคานอำนาจกันและกัน มีความโปร่งใส มีการตรวจสอบ จะพอหรือไม่ คำตอบคือไม่พอ เราต้องเรียกร้องสิ่งที่มีมากกว่านั้น รัฐธรรมนูญนั้นกินทันทีไม่ได้ รัฐธรรมนูญจะออกผลออกดอกมาก็เป็นระยะไกล แต่ประชาธิปไตยหรือระบบประชาธิปไตยถ้ามีควบคู่ไปกับ Good Governance แล้วผลผลิตจะออกมาทันที อ้นนี้เป็นจุดสำคัญเป็นจุดสำคัญที่เราพูดเรื่องการปฏิรูปการเมืองของไทย

         การเขียนรัฐธรรมนูญของไทยฉบับใหม่ การยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การนำรัฐธรรมนูญใหม่ไปใช้ อันนี้เป็นจุดหนึ่งของการเริ่มต้นการปฏิรูปเพื่อให้สังคมไทยปฏิรูปทางการเมือง แต่ยังไม่พอ สังคมไทยต้องปฏิรูปประเทศชาติ และการจะปฏิรูปประเทศชาติได้ก็ต่อเมื่อเรายึดหลักอะไรบางอย่าง ซึ่งเป็นรากฐานของรัฐธรรมนูญฉบับนี้

         สาระของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตัวหัวใจของรัฐธรรมนูญนี้คืออะไร เราอาจจะมีรัฐธรรมนูญ ๓๓๖ มาตรา ต่อไปอาจคิดเพิ่มขึ้นอีกหรืออาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่หัวใจและรากฐานรัฐธรรมนูญนี้คืออะไร หัวใจและรากฐานรัฐธรรมนูญนี้มีอยู่ ๒ จุด จุดแรกคือการใช้อำนาจรัฐ ที่ผ่านมาการใช้อำนาจรัฐในสังคมไทย เป็นการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตเป็นการใช้อำนาจโดยตัวแทนที่อาจไม่มีคุณลักษณะที่เป็นตัวแทนที่แท้จริงของประชาชน เป็นการใช้อำนาจโดยรวมอยู่ที่จุดศูนย์กลาง เป็นการใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคล เป็นการใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน เป็นการใช้อำนาจโดยไม่มีการคานอำนาจซึ่งกันและกัน ไม่มีการตรวจสอบและไม่มีระบบที่ทำให้โปร่งใส ที่นำไปสู่ความรับผิดชอบ เป็นการใช้อำนาจโดยคนกลุ่มหนึ่ง โดยการยินยอมของคนกลุ่มใหญ่ที่ไม่รู้เรื่อง

         สอง หัวใจของรัฐธรรมนูญนี้ คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ผ่านมาเราเพียงแต่บ่น แต่คำว่าเขายื้อแย่งอำนาจเราไปแล้วเขาไปใช้อำนาจในทางไม่ถูก คำถามที่คนไทยต้องถามตัวเองว่าใครที่ยอมให้เขายื้อแย่งอำนาจไป ตบมือข้างเดียวไม่ได้ เสียงจะไม่ดัง คนไทยเราเอง สังคมไทยเราเองในระยะ ๖๕ ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าประชาชนที่นั่งอยู่ที่นี้และที่อื่น ๆ นั้น ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย ไปนั่งด่านักการเมืองตลอดเวลา มันเป็นไปไม่ได้ เขาผิด มีข้อบกพร่อง แต่ตัวประชาชนเองก็ผิดและมีข้อบกพร่อง และนี่คือประชาชนที่ผิด มีข้อบกพร่องจะไปโทษชาวไร่ชาวนาไม่ได้ เพราะรากฐานการมีระบบประชาธิปไตย คือด้านการศึกษา เราจะไปโทษชาวไร่ชาวนาที่การศึกษาไม่ถึง ความจริงความผิดก็ตกอยู่กับคนที่ผ่านรั้วมหาวิทยาลัย ที่ทำงานเป็นผู้บริหาร เป็นนักธุรกิจ บุคคลชั้นกลางของสังคมไทย คนที่มีการศึกษา คนที่มีแต่บ่นด่าแต่ไม่ทำอะไร

         ระบบประชาธิปไตยอยู่ไม่ได้ ถ้าอาศัยการตรวจสอบเฉพาะที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ระบบประชาธิปไตยจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีการตรวจสอบอยู่ในใจของตัวเอง ใช้ความคิดวิจารณญาณ แล้วหาความจริงฝักใฝ่ในความจริง และนับถือความจริง เพราะโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีรากฐานมีสาระหัวใจ ๒ ประการ คือการใช้อำนาจรัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ฉันใดก็ฉันนั้น การปกครองบริหารที่ดีของประเทศชาติต้องยึดถือ หลักนี้ Good Governance หรือจะเรียกว่าธรรมรัฐ ธรรมาภิบาล สุประศาสนการก็แล้วแต่ แต่สิ่งเหล่านี้จะเปิดฉากใหม่ เรากำลังเรียนรู้ปรัชญาความคิดใหม่ เรากำลังมาเรียนรู้ถึงแนวทางความคิดที่ใช้เป็นประโยชน์ในสังคมอื่นมาแล้ว เรากำลังมาเรียนว่าสังคมไทยจะรับช่วงความคิดนี้ และนำไปปฏิบัติต่อไปได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสังคมไทยว่าเรามีความต้องการ เรามีความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้พอเพียงหรือไม่ที่จะไปเปลี่ยนสภาพแนวความคิดให้ออกมาเป็นรูปปฏิบัติให้ออกมาเป็นรูปธรรมไม่ใช่ทิ้งไว้เป็นนามธรรมเก็บไว้บูชาเล่น

         องค์ประกอบของ Good Governance จำเป็นต้องมี

      1. Accountability คือความรับผิดชอบและมีเหตุผลที่อธิบายได้
      2. ต้องมีการมีส่วนร่วมของประชาชน
      3. จะต้องมีการคาดการณ์ได้
      4. จะต้องมีความโปร่งใส
      5. จะต้องมีความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบทั้ง ๔ องค์ประกอบนี้

    ถ้าจะให้ผมเติมว่า Good Governance ต้องมีองค์ประกอบอีกสองสามอย่าง ที่คิดว่าธรรมรัฐจะขาดไม่ได้ จะเป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องหาทางออกให้ได้ ก็คือการมีระบบกฎหมายที่มีความยุติธรรมต่อทั้งสังคมและปัจเจกบุคคล และจะต้องมีผู้ใช้กฎหมายไม่ว่าจะเป็นตุลาการ อัยการ ตำรวจ ผู้ใช้กฎหมายจะต้องเป็นผู้มีคุณธรรมและมีความเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง สังคมที่เราอยากจะสร้างคือสังคมขาดระบบกฎหมายที่ดีไม่ได้สังคมที่เข้มแข็งเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Good Governance

    การที่จะบอกว่ามี Civil Society นอกจากจะต้องมีระบบกฎหมายที่ดีแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดจะต้องมีตุลาการที่เป็นอิสระไม่ขึ้นต่อผลประโยชน์หรืออำนาจ โดยเฉพาะอำนาจทางการเงินของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นอกจากนั้นจะต้องมีสื่อที่เป็นอิสระและรับผิดชอบ

    ถามว่าถ้ามีธรรมรัฐ หรือ Good Governance แล้ว สังคมไทย สังคมในอนาคตจะมีปัญหาอีกหรือไม่ คำตอบก็คือปัญหายังมีอยู่ ปัญหาของประเทศชาติ ของสังคมมันก็ยังไม่หมดไป อย่าไปคิดว่ามีธรรมรัฐ ปัญหาจะหมดไป ไม่มีทาง ฉันใดก็ฉันนั้น มีทั้งระบบประชาธิปไตย มีทั้งธรรมรัฐ มีทั้งพรรคการเมืองที่ดี มีทั้งรัฐบาลที่ดีก็ยังมีปัญหาอยู่ อันนี้จะเป็นสัจธรรมที่เราจะต้องรับ ไม่มีอะไรที่จะแก้ไขปัญหาหมดไปได้ แต่สิ่งที่เราต้องการก็คือว่าปัญหาที่มันไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะปัจจัยอื่นโดยเฉพาะปัจจัยภายนอก ภัยอันตราย หรือความหายนะ มันจะลดน้อยลงไป

    เราไม่ได้พยายามที่จะขวนขวายหาสังคมที่บริสุทธิ์ผุดผ่องเสียจนไม่มีปัญหาอะไรในโลก ประเทศหลายประเทศในยุโรป แม้ที่อื่น ๆ ที่เขามี Good Governance มีระบบประชาธิปไตยที่ดี เขาก็ยังมีปัญหามากมาย แต่อย่างน้อยปัญหาที่เคยมีในอดีต มันจะลดบรรเทาความรุนแรงลงไป และปัญหาที่เคยมีมาในอดีตบางปัญหาจะไม่เกิดขึ้น

    สิ่งที่สำคัญคือเมื่อเรามีธรรมรัฐ เราต้องเริ่มสร้างชุมชน เริ่มสร้างประชาสังคมทั้งในเมืองและชนบท Good Governance จะมีไม่ได้ แม้จะมีการปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปกรมตำรวจ ปฏิรูประบบการศึกษา อาจพยายามเปลี่ยนค่านิยมของสังคม

    แต่รากฐานของรัฐธรรมนูญฉบับนี้และรากฐานของการมีธรรมรัฐก็คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ไม่ใช่ลักษณะของการมีส่วนร่วมแต่ละไม้แต่ละมือ แต่ต้องมีส่วนร่วมโดยองค์กรเอกชน ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ คุณลักษณะของเขาหรือตามประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชนที่อยู่ตามซอกซอย เพราะทั้งชุมชน และประชาคมทั้งในเมืองและชนบทจะเป็นรากฐานที่สำคัญของธรรมรัฐ

    ทิศทางอนาคตของเมืองไทยของสังคมไทย นอกจากเป็นระบบประชาธิปไตยแล้ว จะต้องไปในทิศทางของการมีธรรมรัฐ โดยได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากฐานของประชาชน องค์กรอิสระ องค์กรเอกชนทุกอย่างในยุคใหม่นี้ ชุมชนและประชาสังคมจะต้องเกิดขึ้นให้ได้ และไม่ได้เกิดขึ้นจากการจัดตั้ง จะเกิดขึ้นจากการที่ประชาชนรู้สึกว่ามีส่วนร่วมมากขึ้น ในการตัดสินใจพิจารณาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการกระจายอำนาจและงบประมาณออกไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น

    ไม่มีที่ไหนในโลกที่ทุกครั้งที่มีปัญหาของชาติ ซึ่งเป็นปัญหาของพื้นที่ เป็นปัญหาของคนบางกลุ่มจะต้องเดินขบวนมาที่ทำเนียบรัฐบาลตลอดเวลา อันนี้เป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของสังคมไทย เมื่ออำนาจรวมอยู่ที่ศูนย์กลาง คือ ที่ทำเนียบรัฐบาลข้อโต้แย้งขัดแย้งในสังคมนั้นจะมีต่อไปเรื่อย ๆ อันนี้เป็นชีวิตประจำวันของคนที่มีความเห็นไม่ตรงกัน แต่ถ้าเราไม่สร้างระบบการแก้ไขปัญหาขัดแย้งของคนในสังคม ไม่สร้างระบบ ไม่สร้างวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้แล้ว ทุก ๆ ครั้งปัญหาจะมาสู่ที่ทำเนียบฯ และเมื่อมาถึงทำเนียบฯ เมื่อไรการที่จะแก้ไขปัญหานั้นตามข้อเท็จจริง ตามเหตุผลที่ถูกต้องมันจะน้อยลงไป เพราะเมื่อถึงทำเนียบฯ เมื่อไรแล้วมันจะกลายเป็นเรื่องของทางการเมืองไปเสียหมด เมื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นปัญหาจริง ๆ ของสังคม โดยใช้ปัจจัยทางการเมืองอย่างเดียว ปัญหานั้นจะไม่สิ้นหายไป ปัญหานั้นจะเลื่อนไปอีก ๖ เดือนหรือ ๑ ปี เพราะฉะนั้นระบบที่เราอยากจะสร้างขึ้นมา คือธรรมรัฐนั้น ส่วนหนึ่งปัญหาของชาติไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะเป็นเรื่องการเมืองหมด ปัญหาท้องถิ่นมันไม่ใช่เรื่องการเมืองเท่านั้น สิ่งเหล่านี้เราอยากจะเห็นว่าอะไรก็ตามที่เป็นปัญหาทางการเมือง ก็แก้ทางด้านการเมือง แต่ถ้าปัญหาของสังคม ซึ่งต่อไปนับวันจะเป็นปัญหาความขัดแย้งทางด้านสังคมมากขึ้น ถ้าใช้วิธีการแก้ปัญหาทางการเมืองอย่างเดียว มองเห็นแต่ผลประโยชน์ผลได้ผลเสียทางด้านการเมืองอย่างเดียวนั้น ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาในวิธีการที่ถูกต้อง และปัญหานั้นจะกลับมาสู่ตัวเองตลอดเวลา

    หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    ปาฐกถาพิเศษ
    เรื่อง ความโปร่งใสและธรรมรัฐ
    โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
    ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย
    (TI – Thailand)
    ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๒
    ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม
    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ท่านอธิการบดี คณาจารย์ นักศึกษา และท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย

         ระหว่างพักอยู่ในห้องรับรอง ผมได้เรียนถามท่านอธิการบดี (อาจารย์จุรี) ว่าวันนี้อยากให้ผมพูดเรื่องอะไรและในทำนองไหน ผมเป็นคนมีกรรมอยู่อย่าง คือชอบได้รับเชิญไปพูด แล้วถ้าดูชีว ประวัติของผมแล้ว ผมเป็นคนไม่พูดเท่าไรในอดีต อาจจะเริ่มนิสัยเสียตอนมาประจำเป็นคณะทูตถาวรสหประชาชาติ ทำงานอยู่ในคณะทูตถาวรแล้ว ต่อมาเป็นผู้แทนถาวรไทย ความจำเป็นต้องพูดทั้งในห้องประชุมและนอกห้องประชุมมีอยู่เสมอ นิสัยเสียครั้งที่ ๒ เกิดขึ้นตอนรับเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เกิดอุบัติเหตุอีก ความจำเป็นต้องพูดตามที่ต่าง ๆ พูดไปพูดมาคนนึกว่าผมพูดได้ทุกเรื่อง ในฝ่ายที่ผมเป็นรัฐบาลนั้น การพูดไม่ใช่เป็นเพียงแค่ศิลปะเท่านั้น แต่การไปพูดนั้นจะมีความสำคัญต่อชีวิตของคนเรา และชีวิตของสังคมมาก เพราะการไปพูดคือการสื่อความเข้าใจ การสื่อความหมาย การสื่อวิธีความคิด และการสร้างความเข้าใจ เช่น การสร้างความเข้าใจระหว่างสามีภรรยา การสร้างความเข้าใจระหว่างพ่อแม่และลูก ระหว่างเพื่อนฝูง ระหว่างบุคคลในสังคม แต่การพูดมีหลายเรื่องด้วยกัน พูดในเรื่องที่เป็นสาระ และพูดในเรื่องที่ไม่เป็นสาระ

         สมัยผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่มีฐานอำนาจไปสู้กับทหารก็ไม่ได้ ไปสู้กับกระบวนการทางการเมืองก็ไม่ได้ ผมมาตัวเปล่าและก็ได้อาศัยสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ มหาวิทยาลัย ที่ผมจะไปสื่อความคิด ความเข้าใจของผม วิธีการบริหารของผม แนวทางของนโยบายของรัฐบาลของผม อันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ผู้บริหารงานการเมืองของประเทศชาติในขณะนั้น เป็นทั้งหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องสื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจว่า รัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ กำลังคิดอะไรอยู่ กำลังวางแผนอะไรอยู่และประชาชนมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูล ถึงแนวทางความคิด ถึงวิธีการ ถึงกระบวนการ และวัตถุประสงค์บั้นปลายของนโยบายต่าง ๆ ระยะนั้นเกิดคำใหม่ขึ้นมา คือคำว่า “โปร่งใส” อันนี้ก็เหมือนกันคือตัวนายกฯ มาโดยอุบัติเหตุ คำว่า “โปร่งใส” ก็มาโดยอุบัติเหตุเหมือนกัน เพราะบางครั้งบางคราว ภาษาไทยเราไม่สามารถหรือเราไม่เคยมีคำบางคำที่มันถ่ายทอดความหมายของวิธีคิด หรือวัฒนธรรมความคิดของต่างประเทศฉันใดฉันนั้น ก็มีคำไทยหลายคำที่สะท้อนถึงความหมายความเข้าใจ วิธีการคิดและวัฒนธรรมความคิดของเมืองไทยซึ่งต่างประเทศไม่มี อันนั้นคือความแตกต่างของวัฒนธรรมและวิธีการคิด แต่ในโลกที่เราอยู่นั้นถ้าเราพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งเราต้องถือว่าเป็นสิทธิสากลแล้ว มันต้องเลิกเถียงกันได้แล้วว่าสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นที่ไหนจังหวัดใดของประวัติศาสตร์ของโลก มาจากฝ่ายตะวันออกหรือตะวันตก มาจากทางเหนือหรือทางใต้

         แต่กระบวนการสร้างความคิดและสร้างความเข้าใจ ให้ความคิดของหลาย ๆ วัฒนธรรมเข้ามาสู่จุดเดียวกัน เข้ามาอยู่ขอบเขตหรือวงกรอบเดียวกันนั้นต้องใช้เวลาฉันใดฉันนั้น อะไรก็ตาม ที่มันสะท้อนถึงอารมณ์ สะท้อนถึงความรู้สึก สะท้อนถึงแนวคิดของคนในเอเชีย หรือของคนไทย โดยเฉพาะถ้าคุณค่าของเขาไม่มีว่าเขาจะเป็นผิวขาว ผิวน้ำตาล ผิวอะไร ชาวต่างประเทศเขาไม่มี หลายอย่างเขามีเราก็ไม่มี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เราขาดไปนั้นจะเป็นความบกพร่องที่เราต้องรับกรรมไปตลอดชีวิต เพราะหน้าที่ของมนุษย์และหน้าที่คนแต่ละประเทศ แต่ละสังคมคือ การเรียนรู้การใช้วิถีชีวิตและใช้วิถีความคิดนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าที่เคยมีมาในอดีตนำไปสู่สิ่งซึ่งเราไม่เคยมีมาในอดีต หรือนำไปสู่สิ่งซึ่งอาจเคยมีบ้างแล้วในอดีตในวัฒนธรรมเดิม แต่พยายามปรับปรุงแก้ไขให้มันสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและคุณค่าของสังคมนั้น ในสังคมต่างประเทศที่มีอารยธรรมบางอย่าง เขาก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สืบทอดกันมา จนบัดนี้กลายเป็นคุณค่าของสังคมทางสากลโลกแล้ว พูดแต่ดั้งเดิมความคิดเป็นประชาธิปไตย ความมีส่วนร่วมของประชาชน การมีตัวแทนของประชาชนในการปกครองก็เกิดขึ้นหลายศตวรรษทางด้านตะวันตก

         ทางด้านตะวันออกแม้แต่ในประเทศไทยก็ยังมิใช่จะไม่มีความคิดทางด้านประชาธิปไตย ความคิดด้านประชาธิปไตยของเมืองไทยก็มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ตั้งแต่สมัยสุโขทัยความคิดที่ว่าผู้บริหารต้องฟังเสียงคนอื่น ต้องรับรู้ความคิดเห็นและข้อสังเกตของผู้อื่น ตั้งแต่สมัยของพระเจ้ารามคำแหงมีการติดกระดิ่งไว้ที่หน้าพระราชวัง อันนั้นก็เป็นลักษณะการแสดงออกด้านหนึ่งของสังคมไทยที่สะท้อนให้เห็นถึงว่าแม้แต่พระเจ้าแผ่นดินเมื่อ ๗๐๐ กว่าปีมาแล้ว หรือเกือบ ๘๐๐ กว่าปีมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่มีอำนาจสูงสุด อำนาจสมบูรณาญาสิทธิราช ก็ยังเข้าพระทัยว่า การบริหารที่ดี การปกครองที่ดีนั้น ใช้อำนาจอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องรู้ถึงทุกข์สุขของประชาชน จำเป็นจะต้องฟังความคิด ข้อสังเกตและข้อเรียกร้องของประชาชน จำเป็นต้องให้ความยุติธรรมต่อสังคม จำเป็นต้องให้ความยุติธรรมต่อประชาชน และที่สำคัญที่สุดคือ จำเป็นต้องให้ประชาราษฎร์เข้าถึงพระองค์ท่าน ไม่ต้องผ่านอำมาตย์ ไม่ต้องผ่านขุนนาง ไม่ต้องผ่านเจ้านาย

         เราย้อนหลังถึงประวัติศาสตร์ไทยเราจะเห็นว่าความเฉลียวฉลาดของพระเจ้าแผ่นดินโบราณ ทั้ง ๆ ที่มีอำนาจสมบูรณ์ ทั้งที่ระบบการปกครองและความยินยอมของประชาราษฎร์นั้น พระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจสูงสุดจะทำอะไรก็ได้ แต่พระองค์ท่านยังคำนึงถึง

      1. การได้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง
      2. การปกครองด้วยความเป็นธรรม
      3. สิทธิของประชาราษฎร์ที่จะเข้าถึงผู้มีอำนาจและผู้ที่ใช้อำนาจ

    อันนี้เป็นเหตุการณ์เกือบ ๘๐๐ ปีมาแล้ว และเป็นการแสดงสะท้อนถึงความรู้สึกเป็นประชา-ธิปไตยของคนไทยในหลายศตวรรษ ที่ผ่านมาเราผ่านการปกครองสุโขทัย ศรีอยุธยา ๓๐๐ กว่าปีมาถึงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ กว่าปี วิวัฒนาการของการปกครองเปลี่ยนไป ผมไม่ค่อยให้เกียรติการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ ๒๔๗๕ เท่าไร แต่ผมให้ความสำคัญและให้ความนิยมชมชอบ ถึงวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไปที่สะท้อนถึงความรู้สึกและความหวังของประชาชน ในราชวงศ์จักรี ก็ได้มีวิวัฒนาการ เราจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ของเรา ถ้าเราไปเรียนหนังสือตามโรงเรียนจะบอกว่า เมืองไทยนั้นปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระเจ้าแผ่นดิน แต่จริงแล้วในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งท่านทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน หลังจากที่ได้ทรงบวชอยู่ในวัดมา ผมเข้าใจว่าเกือบ ๒๐ ปี รัชกาลที่ ๔ ท่านได้วางรากฐานไว้ที่นำไปสู่การปกครองการบริหารราชการแผ่นดินที่ทันสมัยมากขึ้น ท่านทรงศึกษาด้วยตัวเอง ท่านเรียนรู้ด้วยตัวเอง และการที่ท่านอยู่ในสมณเพศเป็นเวลาเกือบ ๒๐ ปี ท่านเข้าถึงประชาชน และประชาชนเข้าถึงท่าน ท่านรู้ว่าตอนนั้นอะไรเป็นอะไร ในสังคมไทยมันไม่มีม่านกั้นระหว่างพระองค์ท่าน ตอนสมัยท่านเป็นพระอยู่กับประชาชน เมื่อท่านขึ้นมาครองราชย์แล้ว ท่านเรียนรู้ต่าง ๆ นำวิทยาการมา แต่ตอนนั้นโดยเฉพาะตอนปลายรัชกาลที่ ๔ จะขึ้นรัชกาลที่ ๕ พระเจ้าแผ่นดินแทบไม่มีอำนาจ มีอำนาจแต่ในนาม แต่ในทางปฏิบัติแล้วอำนาจขี้นอยู่กับขุนนางขึ้นอยู่กับสมเด็จเจ้าพระยาต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงเป็นคนดี แต่นั่นคือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ แต่ถัด ๆ ไปพอพระเจ้าแผ่นดินในนามคือสมบูรณาญาสิทธิราชเริ่มต้นจากรัชกาลที่ ๔ นั้นพระเจ้าแผ่นดินปกครองไม่ใช่แต่เพียงสมบูรณาญาสิทธิราชอย่างเดียว

    จุดกำเนิดของการใช้ธรรมรัฐหรือธรรมาภิบาล นั้นก็เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ได้เกิดขึ้นจากเมืองนอก ไม่ได้เกิดจากสังคมข้างนอกด้วย ที่สังคมตะวันตกเขาก็เกิดขึ้นไป วิธีคิดอาจคล้ายคลึงกัน แต่ผลทางด้านปฏิบัตินั้น แตกต่างกันไป ของเราพระเจ้าแผ่นดินสมบูรณาญาสิทธิราช ตอนนั้นยังไม่มีกลไกของรัฐหรือกลไกของสังคม ที่จะเกิดการคานอำนาจซึ่งกันและกันได้ ในตอนนั้นไม่มีกลไกของรัฐหรือกลไกของสังคมที่จะก่อให้เกิดความโปร่งใสหรือให้ข้อมูลโดยสมบูรณ์ ไม่มีกลไกของรัฐในอันที่จะก่อให้เกิดความรับผิดขอบในการตัดสินใจของตนเอง ไม่ว่าการตัดสินใจนั้นจะอยู่บนมูลฐานของความตั้งใจดี หรือตั้งใจที่ไม่ดี ถ้าเผื่อตั้งใจไม่ดี ก็ต้องมีการลงโทษเข้าตะราง ถ้าเป็นความตั้งใจที่บริสุทธิ์ แต่เกิดความผิดพลาดก็ยังต้องมีความรับผิดชอบในทางด้านการเมืองและด้านอื่น เมื่อกลไกเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่ทางด้านพระเจ้าแผ่นดินนั้นได้สร้างกลไกขึ้นมา มิใช่กลไกที่เห็นเป็นรูปธรรม ไม่ได้ตั้งกรม ไม่ได้ตั้งกอง ไม่ได้ตั้งสำนักงาน ไม่ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแต่เกิดระบบที่เรียกว่าทศพิศราชธรรม

    ทศพิศราชธรรมคือ วิธีปฏิบัติตนเองของพระเจ้าแผ่นดิน ๑๐ ประการ ถ้าเราไปอ่านเรื่อง ทศพิศราชธรรมแล้วจะเห็นได้เลยว่า อันนั้นคือรากฐาน และเป็นของจริงของแท้ในสังคมไทย ไม่ได้นำเข้ามา เป็นของจริงของแท้ที่เกิดขึ้นจากจิตสำนึกของพระเจ้าแผ่นดิน ว่าการมีอำนาจและการใช้อำนาจนั้นมีความจำเป็นต้องมีเกณฑ์อะไรบางอย่างที่จะควบคุมการปฏิบัติหรือการประพฤติตนเอง ทศพิศราชธรรมอันนี้ผมถือว่าเป็นบ่อเกิด เป็นจุดเกิดของ Good Governance ในเมืองไทยที่เราอาจแปลว่า ธรรมรัฐ หรือ ธรรมาภิบาล เราอาจใช้คำว่า Royal Good Governance อันนี้มีความสำคัญมากทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ และในแง่วัฒนธรรมความคิด เพราะส่วนใหญ่ในประวัติสังคมของทุก ๆ ประเทศ ผู้ที่มีอำนาจและผู้ใช้อำนาจนั้นจะไม่ออกกฎเกณฑ์หรือตรากฎหมายอะไรก็ตามที่จะควบคุมการใช้อำนาจของตนเอง ส่วนใหญ่การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางความคิด การสร้างกลไก ใหม่ ๆ การแบ่งปันอำนาจจะไม่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ใช้อำนาจนั้นมีความเมตตา มีความกรุณาดี พอที่จะนึกถึงผลประโยชน์ของประชาราษฎร์ แต่ทศพิศราชธรรมนั้นเกิดจากเบื้องบนเพื่อมาใช้ประโยชน์กับเบื้องล่างให้เบื้องล่างได้ประโยชน์ที่สุด แต่เมืองไทยที่ผ่านมานั้นเราจะได้เห็นพระเจ้าแผ่นดินของเมืองไทยทรงปฏิบัติตัวอยู่ในทศพิศราชธรรม แต่ด้านอื่นล่ะ ทางด้านการเมือง ทางด้านธุรกิจหรือแม้แต่ทางด้านมหาวิทยาลัยเอง และคนไทยกี่คนที่ศึกษาให้ลึกซึ้งว่าทศพิศราชธรรมที่จริงคืออะไร และจะสามารถนำมาใช้ปฏิบัติกับชีวิตส่วนตัว กับชีวิตการงานของตนเองได้อย่างไร

         ตั้งแต่ผมเกิดมา ๙ สิงหาคม ๒๔๗๕ ตั้งแต่เด็กแล้ว ภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง แต่คำแรกที่ผมได้ยินในสังคมของครอบครัว ในโรงเรียน คือคำว่า คอรัปชั่น (Corruption) คุณพ่อผมซึ่งเคยรับราชการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ เคยเล่าให้ผมฟังในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ฉ้อราษฎร์บังหลวงก็มี ท่านได้เอ่ยชื่อเจ้าพระยาสองสามคนให้ผมฟังด้วย ตอนผมเด็ก ๆ ว่าพระยาสองสามคนนั้น ชื่อเสียงไม่ค่อยดีมีปัญหา พระเจ้าอยู่หัวทรงกริ้วมาก เพราะมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงและสิ่งที่ผมจะจำไว้ตลอดชีวิตคือว่าคุณพ่อผมพูด สิ่งหนึ่งว่าสมัยพ่อถ้าข้าราชการถูกพระเจ้าอยู่หัวกริ้ว หรือมีชื่อเสียงออกไปว่าฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่จำเป็นต้องมีใบเสร็จ พระยาหรือเจ้าพระยาคนนั้นจะอายขายหน้าเข้าหน้าใครไม่ติด เพียงแต่พระเจ้าอยู่หัวทรงกริ้วเท่านั้น ข้าราชการคนนั้นจะอาย ถึงได้มีศัพท์ว่า “อายเอาหน้า แทบซุกแผ่นดิน” อันนี้เป็นค่านิยมของสังคมไทยในอดีตซึ่งเป็นค่านิยมที่ดี เรามีคำว่าหิริโอตตัปปะ ความละอายใจจากการที่เราทำอะไรไม่ถูกต้อง ไม่ต้องพูดถึงว่าทำอะไรผิดกฎหมาย เพราะปัญหาคอรัปชั่นผิดแม้แต่ในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม แต่คุณค่าของสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปในระยะ ๑๐๐ ปี จากการที่เรียกว่าความละอายใจ ความที่หน้าบางไม่หน้าด้าน การมีหิริโอตตัปปะมันเปลี่ยนแปลงไปเร็วจนกระทั่งปัจจุบันนี้ พอเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นก็พูดเป็นเรื่องตลกว่า มันไม่มีบิล เช็คบิลไม่ได้ ไม่มีใบเสร็จรับเงินนั้น เป็นวิวัฒนาการที่ผมมองว่าเป็นวิวัฒนาการย้อนหลังกลับไปสู่ยุคหิน คุณค่าของสังคมดี ๆ ที่เรามีอยู่ในอดีต เราลืมไปแล้วหรือเรามองแล้วหรือว่าที่คนโกงกินเป็นคนฉลาด สังคมไทยมองแล้ว หรือว่าคนโกงกินและมีตำแหน่งคือคนที่เราต้องเคารพ ที่เราต้องไหว้ สังคมไทยปล่อยให้โรคคอรัปชั่นเป็นเนื้อร้ายที่เมื่อ ๘๐ - ๙๐ ปีอาจเกิดขึ้นที่นิ้วหรือที่ขา แต่ในปัจจุบันนี้โรคคอรัปชั่นในเมืองไทย มันเป็นเนื้อร้ายที่เข้าไปแทบทุกชิ้นส่วนของร่างกายแล้ว เราปล่อยปะละเลยเรื่องนี้มาเป็นเวลานานแล้วและประเทศไทยสังคมไทยจะอยู่รอดหรือไม่รอดก็เพราะปัญหาคอรัปชั่น เพราะประเทศใดก็ตามปล่อยให้เนื้อร้ายนี้ลามปามไปถึงหัวสมองเมื่อไร มันก็สายเกินไปที่จะแก้ไข ที่ผ่านมาเราทำอะไร คนไทยบ่น นินทา พูดเป็นเรื่องขำ ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่าคนนั้นโกง คนนั้นกิน สังคมทำอะไรบ้าง และไม่ใช่เรื่องที่เรานั่งสนทนากันในงานสังคมหรือในวงการมหาวิทยาลัยหรือตามงานอื่น ๆ ถ้าเผื่อคนในสังคมไม่ลุกขึ้นมาช่วยแก้ปัญหานี้ ปัญหาคอรัปชั่นจะไม่หมดไป และจะช่วยกันแก้ไขอย่างไร เมื่อสี่ห้าวันที่คนไทยคงจะต้องตื่นตัวบ้างนะครับ ที่เราได้รับเกียรติเป็นอย่างสูง ที่จากการสำรวจของ Transparency International ที่จัดลำดับว่าเมืองไทยนั้นมีคอรัปชั่น ต้องเรียกว่าเกือบสูงสุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคนี้ สิงคโปร์ไม่ต้องไปพูดถึง เขามีชื่อเสียงดี แต่เมื่อ ๖๐ ปีก่อน เขาก็มีปัญหาคอรัปชั่นของเขาอย่างมาก และไม่น้อยกว่าเมืองไทยแต่เขาทำสำเร็จ ฉะนั้นเราต้องตั้งต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราต้องมีจิตมุ่งมั่นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่คนสร้าง ถ้าเผื่อเป็นปัญหาที่คนสร้างเราก็ต้องแก้ได้ ใครก็ตามที่สนใจเข้ากระบวนการในอันที่จะแก้ปัญหาคอรัปชั่นให้มันน้อยลงไป ๆ ได้เรื่อย ๆ ต้องมีจิตมุ่งมั่นว่าสิ่งนี้แก้ไขได้และเป็นสิ่งที่ต้องทำ ดูตัวอย่างสิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้านเรา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์เขาดีกว่าเราทั้งนั้น มันน่าอายแค่ไหน ถ้าจัดอันดับ เมืองไทยที่ ๘ ในเรื่องนั้น ที่ ๑๒ ในเรื่องนั้น แต่นี่มีแต่ลดลงหมด สิ่งที่เคยดีเคยงามเมื่อสามสิบสี่สิบห้าสิบปีก่อน เดี๋ยวนี้ก็เสื่อมลงหมด ในความเสื่อมนั้น ความเสื่อมของสังคม มันก็เกิดขึ้นจากความเสื่อมของจิตใจ ความเสื่อมทางด้านคุณธรรมและจริยธรรม เราไปโทษใครเขาไม่ได้ ยิ่งขณะนี้ประชาชนพลเมือง ๖๑ ล้านคน ให้มีคนดี ๕๘ ล้านคน มีคนไม่ดี ๓ ล้านคน มันก็เหม็นเน่าไปทั้งกลุ่ม ไม่ใช่ว่าคนดีไม่มี ไม่ใช่ว่าคนเก่งไม่มี ไม่ใช่ว่าคนเก่งและคนดีไม่มี แต่คนไทยส่วนใหญ่มองปัญหานี้เป็นปัญหานอกตัว และถ้าตามความคิดของเราปัญหานี้ไม่ใช่ของเรา คนไหนที่โกงเขากินเขารับบาปของเขาเอง เขาต้องใช้กรรมด้วยตัวของเขาเอง แล้วมันปรากฏเห็นไหมครับ ปรากฏเห็นทันตาเหมือนกันว่าหลายคนที่เรารู้ต้องรับบาปในชีวิตนั้นเอง มันพิสูจน์อะไรบางอย่าง แต่ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้ที่โกงกินเขารับบาปหรือยัง เขารับในชาตินี้หรือรับในชาติหน้า เขารับตามสัดส่วนความผิดที่เขาทำหรือเปล่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่นี่ ประเด็นที่คนไทยจะต้องคิดก็คือว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ผมไม่มีความสุขหรือไม่มีความสบายใจ ไม่มีความสุขใจที่เห็นว่าคน ๆ หนึ่ง นาย ก โกงกินเป็นอย่างมากล้างผลาญทุกอย่างแล้วเขารับกรรมในชีวิตเขา ผมก็ยังสงสารภรรยาเขาซึ่งอาจไม่รับผิดชอบก็ยังอาจจะสงสารลูกเต้าเขา ซึ่งอาจไม่รับผิดชอบหรือรับผิดชอบด้วย แต่ก็อาจมีบางครอบครัวเลวทั้งพ่อทั้งลูกอันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาต้องรับผิดชอบส่วนตัวหรือเปล่า ประเด็นอยู่ที่ว่าโรคการกินการโกงนั้น มันเป็นโรคของสังคมที่บั่นทอนการบริหารที่ดี ที่บั่นทอนทรัพยากรของชาติที่เป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวง ในการที่ประเทศนั้น สังคมนั้น ในการที่จะแก้ปัญหาของตนเองได้ อันนั้น เป็นโจทย์ที่เขาต้องคิดอย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เราต้องถือว่ามันเป็นโรคของสังคม เป็นโรคของประเทศชาติที่ต้องได้รับการเยียวยา วิธีแก้ไข วิธีต่อต้าน วิธีป้องกันต้องเอามาคิดกัน ผมไม่มียาวิเศษ ที่จะบอกสังคมได้ว่าจะต้องต่อต้านอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำคือต้องมีการเริ่มสร้างกลไก ในระดับบริหาร เริ่มสร้างกลไกในระดับสังคม กลไกที่จะต่อต้าน กลไกที่จะควบคุมและให้เกิดการลดน้อยลงไป อะไรที่จะช่วยได้ เราดูตัวอย่างง่าย คนเราเวลาจะทำผิด ไม่อยากให้คนเห็นหรอกครับ ถ้าคนคนนั้นรู้ว่าคุณธรรมคืออะไร อะไรผิดอะไรถูก คนที่ไม่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูกนั้นมันกล้าทำทั้งนั้น ทั้งในห้องมืดและในที่โปร่งใส เพราะเขาไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรชอบหรือเขาแกล้งไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรชอบ ฉะนั้นเราจะเห็นอะไรหลาย ๆ อย่างในสังคมที่เกิดความกร่างขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเขาต้องการกร่างแต่เขามองไม่เห็นว่าสิ่งที่เขาทำ สิ่งที่เขาพูดนั้นมันบาดหมางสายตาบาดหมางน้ำใจคนไทยแค่ไหน พวกนี้เราต้องถือว่าเปลี่ยนสันดานเขาไม่ได้ แต่มีบางพวกที่อาจไม่ได้ตั้งใจที่อาจหลงทางที่อาจมีความจำเป็นในชีวิตบางครั้งบางคราว ในบางตอนที่น่าเห็นใจหรือที่อาจจะตั้งใจดีแต่ถูกนำไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง อันนั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลและก่อนที่จะสร้างกลไก ผมต้องพูดเรื่องนี้ และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะว่าให้มีกลไกดีอย่างไรถ้าคนไทยในสังคมไทยโดยเฉพาะรุ่นใหม่ ๆ ไม่รู้ว่าคุณธรรมอยู่ที่ไหน หรือจริยธรรมคืออะไร ไม่รู้ผิดไม่รู้ชอบ ไม่รู้ถูกไม่รู้ผิด ไม่มีความละอายใจ สิ่งเหล่านี้จะได้จากไหนต้องได้จากครอบครัวก่อน ต้องได้จากพ่อแม่จะได้จากการสั่งสอนรึเปล่า ส่วนหนึ่งได้จากการสั่งสอน แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดจะได้จากการที่ลูกเห็นว่าพ่อแม่นั้นปฏิบัติอย่างไร เด็กจะได้รับการประทับใจที่ลึกซึ้งที่สุดจะยืนนานที่สุด ถ้าเด็กเห็นการปฏิบัติตัวของพ่อแม่ ความประพฤติของพ่อแม่ และความสำคัญของพ่อแม่ เพราะฉะนั้นในสังคมไทย สถาบันครอบครัว ซึ่งกำลังสลายไปจะเป็นโดยเหตุผลทางธรรมชาติ เหตุผลทางเศรษฐกิจอะไรก็แล้วแต่สิ่งที่จะเสริมสร้างเรื่องคุณธรรม เรื่องจริยธรรมทางด้านครอบครัวนั้นลดน้อยลงตามลำดับ ในขณะเดียวกันพ่อแม่อาจปฏิบัติตัวไม่ดี ผมต้องขอยอมรับว่าเป็นคนหนึ่งหัวค่อนข้างโบราณในเรื่องบางเรื่อง ผมดูละครโทรทัศน์ในเมืองไทย ผมก็ดูไปด้วยความสลดใจเหมือนกัน พอไปพูดมากคนก็บอกว่าผมเป็นคนไม่เข้าใจสังคมไทย ผมถามว่าเพราะอะไรเขาบอกว่าที่คนชอบละครน้ำเน่า เพราะว่ามันสะท้อนภาพที่แท้จริงของเมืองไทย สะท้อนภาพที่แท้จริงของการวิธีการปฏิบัติระหว่างพ่อแม่และลูก ผมขอเถอะถ้าเป็นเช่นนั้น ผมขออยู่ในโลกของความโง่มากกว่าหรืออยู่ในโลกของความไม่เป็นจริง หรืออยู่ในโลกที่สมัยผมเป็นเด็ก ๆ อยู่ ผมไม่ได้ล้าสมัย ผมมีลูกมีหลาน แต่บางสิ่งบางอย่างผมทนไม่ได้

         ความทันสมัยกับสังคม ความทันสมัยในความคิดนั้น มันคนละอย่างกับความต้องการทันสมัย เหมือนอย่างวิธีปฏิบัติของสังคม ข้างนอกสังคมตะวันตกในบางสังคม แต่อย่าไปคิดว่าสังคมตะวันตก ที่เราคิดว่าเขาเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่การไปเลียนแบบเขา เราไปเลียนแบบที่ไม่ดี เราไปเลียนแบบความประพฤติของค่านิยมของชนกลุ่มน้อย ของสังคมเล็ก ๆ ในตะวันตกเท่านั้น อย่าไปคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นในหนังที่เห็นตามที่ต่าง ๆ นั้นเป็นวัฒนธรรมของเขาทั่วประเทศ ไม่ใช่แล้วเราอย่าไปเลียนแบบเขา เราต้องคิดดีพอแล้ว บางสิ่งบางอย่างที่เป็นของคนไทยในอดีตที่มันไม่ดี มันไม่งาม มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องมานิยมชมชอบในปัจจุบัน เราต้องมีวิถีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งไม่ดีเป็นสิ่งที่ดีให้ได้ ในเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมต้องเกิดขึ้นจากครอบครัว ต้องเกิดจากพ่อแม่ เกิดจากพี่น้องเกิดจากครู ผมเคยออกรายการโทรทัศน์ครั้งหนึ่งเป็นรายการทางด้านการเมืองแล้วคนถามผมว่ากินตามน้ำคอรัปชั่นไหม ผมฟังแล้วสะอึก แต่ผมเข้าใจว่าผู้ถาม ถามด้วยความตั้งใจไม่ใช่ถามเพราะความโง่ คำตอบผมคือว่ากินตามน้ำก็คอรัปชั่น เหนือน้ำก็คอรัปชั่น ใต้น้ำก็คอรัปชั่น กินคอมมิชชั่นก็คอรัปชั่น กินล่วงหน้าก็คอรัปชั่น กินให้หลังก็คอรัปชั่นทั้งนั้น ผมหวังว่าสังคมไทยคงไม่มาถามนะครับว่ากินตามน้ำคอรัปชั่นไหม แต่ตัวเราเองเราจะต้องรู้ว่าอะไรผิดอะไรชอบในการปรับปรุงตนเอง

         มาถึงการสร้างกลไกผมอ้างถึงทศพิศราชธรรมผมพูดถึงหลายสิ่งหลายอย่างสมัยการปกครองสมัยนั้นพระเจ้ารามคำแหง วิธีที่จะป้องกันคอรัปชั่นสิ่งแรกคือหลักนิติธรรม เราต้องมีระบบ Rule of Law หลักนิติธรรมคืออะไร คือต้องมีกฎหมายที่เป็นธรรม ไม่ใช่กฎหมายอย่างบางฉบับในปัจจุบัน กฎหมายจะมีความศักดิ์สิทธิ์จะต้องเป็นกฎหมาย ที่ไม่ใช่จะให้ความยุติธรรมอย่างเดียว จะต้องเป็นความยุติธรรมที่จะต้องแฝงธรรมะเข้าไปด้วย และจะต้องสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ไม่ใช่สิ่งที่ออกมาแล้วยี่สิบปีสามสิบปี ในปัจจุบันจะเป็นสิ่งที่ดี ไม่ใช่หลัก Rule of Law นี้สำคัญ และสำคัญที่สุดคือว่าทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายด้วยความเสมอภาค ถ้าเผื่อนาย ก กับนายอานันท์กระทำสิ่งเดียวกัน และนาย ก ถูกตัดสินจำคุก ๑๐ ปี แต่นายอานันท์รอดตัวมาอันนี้ไม่ถูก เพราะฉะนั้นภายใต้กฎหมาย ภายใต้ Rule of Law ภายใต้หลักนิติธรรมนั้นคนไทยทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติด้วยความเสมอภาค ตำแหน่งฐานะต้องไม่มาเกี่ยวโยง

         อันที่สองผมพูดถึงสมัยพระเจ้ารามคำแหงติดกระดิ่งนี้คือเรื่องข้อมูล เรื่องของความโปร่งใส ผมพูดถึงว่าใครก็ตามที่อยากทำผิด ก็อยากทำในที่มืด ๆ ไม่อยากให้คนเห็น บางครั้งความละอายใจก็เกิดขึ้นบ้าง ผมเคยถูกตำรวจหยุดรถผม แล้วบอกว่าคนขับรถผมขับรถผิดช่อง แล้วไถเงิน ๑๐๐ บาท พอดีผมมีปัญหาคนขับรถซื่อ ๆ หน่อย เวลาผมไปไหนผมจะต้องบอกคนขับรถเสมอว่าอย่าทำผิดกฎจราจร แล้วก็ถ้าเผื่อตำรวจเรียกหยุดรถละก็อย่ามาอ้างชื่อผม ถ้าเผื่อผมนั่งอยู่ข้างหลังผมจะไม่ช่วยเหลืออะไรเขาให้เป็นหน้าที่เขา วันนั้นผมจะต้องไปงาน ซึ่งผมไปสายไม่ได้ ก่อนหกโมงเย็นเล็กน้อยขับรถมาจากบ้านมาถึงสี่แยกที่ตัดกันระหว่างอโศกกับเพชรบุรีตัดใหม่ ซึ่งกำลังมีการซ่อมหรือมีการสร้างทางรถไฟเป็นการใหญ่ คนขับรถรู้ว่าผมต้องไปถึงสถานที่นั้นประมาณ ๑๘.๑๕ น. ขณะนั้นมีเวลาอีก ๒๐ กว่านาที พอดีเป็นวันอาทิตย์ ผมบอกว่ามีเวลาขับสบาย ๆ แต่ก็อย่างว่าเขาไปเข้าช่องผิด แทนที่จะไปเข้าช่องตรง เขาเห็นว่าทางซ้ายรถไม่ค่อยติด เขาไปเข้าช่องซ้ายซึ่งต้องเลี้ยวซ้าย ตามกฎจราจรความผิดก็เป็นของเขา พอขับผ่านสี่แยกไปก็มีตำรวจคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซด์ออกมา อันนี้เป็นการเตือนสติสถานีตำรวจที่คุมพื้นที่นั้นด้วย คนขับรถผมถูกโบกให้หยุดรถ ผมเป็นคนที่ว่าเวลาไปไหนเสื้อจะไม่ใส่ จะแขวนไว้ในรถ แล้วผมนั่งอยู่ข้างหลังเสื้อก็จะบังหน้าผม ผมสังเกตดูคนขับรถหยุดรถแล้วเปิดประตูรถออกไป ตำรวจบอกว่าผิดช่อง ช่องนี้ต้องเลี้ยวซ้ายไม่ใช่ช่องตรง ขอดูใบขับขี่ คนขับรถผมก็มีความปอด บอกว่าพี่ ๆ ตกลงได้ไหม ผมก็ฟังอยู่ตลอดเวลา ตำรวจก็คงไม่พูดอะไรมากคงพยักหน้าผมไม่เห็น เพราะมันพลบค่ำพอดีมีเสื้อผมบังหน้า ได้ยินตำรวจบอกว่าเอาใบขับขี่มา ผมก็มองเห็นอยู่ คนขับรถผมเอาเงินให้แต่คนขับรถผมไม่ชินกับการให้เงินสินบนเท่าไร ผมได้ยินเสียงตำรวจอย่างแน่ชัด ผมนึกขำอยู่ในใจ อ้าวทำไม ทำอย่างนี้ล่ะคนก็เห็นหมดซิ แล้วคนขับรถผมบอกว่าขอโทษครับพี่ คนขับรถก็เอาเงินสด ๑๐๐ บาทใส่ในใบขับขี่ แล้วตำรวจพูดว่าคราวหน้าอย่าทำอีกนะไปได้ ตอนนั้นผมเป็นนายก ๒ หน เป็นประธานกรรมการบริษัทมาหลายปี ไม่เคยมีครั้งไหนที่ผมตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไร เป็นจังหวะในชีวิตของผมที่คิดอย่างหนักว่า หนึ่ง ผมลดกระจกลงมาให้ตำรวจเห็นหน้าผมแล้วก็ขอชื่อเขาไปรายงานนายเขาแล้วก็บอกว่า อย่าทำอีกนะ หรืออาจต้องใช้เวลาอีก ๑๕ - ๓๐ นาทีแล้วทำให้ตำรวจคนนั้นตกใจมาก หรือ สอง ไม่ทำอะไรทั้งสิ้นรับรู้ในการที่คนขับรถผมให้เงินเขา ๑๐๐ บาท แล้วก็ให้เขาขับรถไปถึงงานตามกำหนดเวลา ใช้เวลาตัดสินใจอยู่นาน สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมคิดว่าปล่อยไปก่อน เพราะว่าไม่ต้องการไปงานสาย จำเป็นต้องไปถึงเวลา งานนั้น คิดว่าตำรวจไถเงิน ๑๐๐ บาท ป่านนี้เขาอาจไถได้อีกซัก ๕๐๐ บาท เขาคงไม่ได้ทุกวัน ไถเดือนละสัก ๔ ครั้ง เขาอาจได้ผลประโยชน์ไปในเดือนนั้น ๔,๐๐๐ - ๕,๐๐๐ บาท เขาอาจมีลูกหลายคน เมียเขาอาจจะเจ็บ ถ้าเกิดเล่นงานตำรวจคนนี้ ซึ่งก็น่าเล่นงานแล้วเรามองว่าคนเดินตามถนนหรือคนที่ขี่รถเบนซ์สวย ๆ หรือคนที่ใส่สายสะพายงาม ที่ปล้นราษฎรเป็นพัน ๆ ล้าน ยังลอยนวลอยู่ได้และยังเป็นที่ยอมรับนับถือของสังคมไทย ถ้าเกิดผมทำในตอนนั้นนายตำรวจคนนั้นโดยเฉพาะผมเป็นคนฟ้อง หรือตั้งข้อกล่าวหาเขา ชีวิตราชการของตำรวจคนนั้นหรือชีวิตครอบครัวเขาอาจสลายไปเลย จากการที่ผมไปจับเขาได้ว่า เขาไถเงินจากคนขับรถผมไป ๑๐๐ บาท อันนี้เป็นสิ่งที่ผมชั่งใจอยู่อย่างมากว่าจะทำหรือไม่ทำ

         อันนี้ไม่ใช่นอกเรื่องเล่าจากความจริง และความรู้สึกว่าแม้แต่คอรัปชั่นมันก็มีลักษณะที่แตกต่างกันมาก ผมไม่ได้พูดถึงคอรัปชั่นของการไถเงิน ๑๐๐ บาท ทั้งที่ผมรู้ว่ามันผิด ดังนั้น เราต้องสร้างกลไกมีหลักนิติธรรม สร้างความโปร่งใสต้องให้ข้อมูล ปัจจุบันเรามีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารแล้วประชาชนรู้ไหม ประชาชนใช้สิทธิและใช้ประโยชน์จากพระราชบัญญัตินี้หรือเปล่า การประมูลราคาก็ดี การกระทำสัญญาต่าง ๆ ก็ดี โดยเฉพาะสัญญาซื้อขายจากหน่วยราชการต่าง ๆ เราใช้ประโยชน์จากการที่ต้องได้รับข้อมูลหรือเปล่า ถ้าเผื่อประชาชนในสังคมไทยไม่ตระหนักถึงกฎหมายใหม่ ๆ ที่เรามีอยู่ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารและอื่น ๆ ที่จะตามมาอีก บ่นข้างหลังเฉย ๆ ไม่ได้หรอกครับ นินทาไม่ได้ หัวเราะไม่ได้ เราต้องใช้สิทธิของเรา สิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญ เราต้องมีส่วนรู้เห็น เราต้องกระโจนเข้าไปในเวที ในอันที่จะทำให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น ในอันที่จะทำให้เกิดการได้รับข้อมูลข่าวสารของรัฐมากขึ้น ที่ผ่านมาผมเป็นนายกฯ ครั้งที่ ๒ เป็นโชคดีของผม ครั้งแรกเราออกพระราชบัญญัติค่อนข้างจะมากหลายสิ่งหลายอย่างกระทบกระเทือนผลประโยชน์และความผาสุกของสังคม ผมเป็นคนไม่ค่อยมีรากฐานเดิมในเรื่องของการบริหาร ผมไม่รู้หรอกครับว่าหลังพระราชบัญญัติออกแล้วจะไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีกฎกระทรวงออกมา ผมกลับไปหนที่สองไปถามดูปรากฎว่า นายอานันท์ ไปแล้ว มันคงไม่กลับมาอีกแล้ว อุบัติเหตุ ๒ ครั้งในชีวิตไม่ควรจะมี ผมกลับมาปรากฏว่าพระราชบัญญัติออกไป ไม่มีกฎกระทรวงออกหรือกฎกระทรวงออกมาบิดเบือนด้วย ผมกลับไปครั้งที่ ๒ สี่เดือนหลังนั้นต้องไปเร่งหน่วยราชการต่าง ๆ ไปดูแลให้เขาออกกฎกระทรวงเป็นครั้งแรก คณะรัฐมนตรีมีมติซึ่งปัจจุบันผมไม่ทราบว่ามีการทำตามหรือเปล่าว่ากฎกระทรวงนั้น ต้องติดให้ประชาชนได้รับทราบตามอำเภอ ตามตำบล ตามหน่วยงานราชการทั้งหลาย เพราะมิฉะนั้นถ้าคนไปบอกว่าตามกฎหมายสิทธิเป็นอย่างนี้ ข้าราชการจะบ่นบอกว่ามันขัดกับกฎกระทรวง เริ่มต้นอย่าให้ราชการหลอกเราได้ว่ากฎกระทรวงนั้น ไม่ตรงกับกฎหมาย กฎกระทรวงนั้นอยู่บนมูลฐานของตัวกฎหมาย ถ้าอ้างกฎกระทรวงมาก ๆ ต้องขอดู ประชาชนต้องขอดู สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสิ่งเล็กสิ่งน้อย แต่เป็นสิ่งที่เราต้องสอนให้คนไทย สังคมไทยรู้ว่าสิทธิของเรามีอะไร สิทธิภายใต้กฎหมาย สิทธิของการเป็นมนุษยชนและเราต้องรักศักดิ์ศรีของตนไว้ เราต้องสร้างกลไก ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้สร้างกลไกขึ้นมามาก เป็นกลไกที่สร้างองค์กรอิสระที่จะตรวจสอบที่จะคานอำนาจ ที่จะให้เกิดความโปร่งใสและให้เกิดการลงโทษ รัฐธรรมนูญมีคณะกรรมการเลือกตั้ง เพื่อดูความโปร่งใส ดูความใสสะอาด ซึ่งจะดูได้มากแค่ไหน ผมไม่ค่อยแน่ใจ เรามีคณะกรรมการ ปปช. ปราบปรามคอรัปชั่น มีตุลาการรัฐธรรมนูญ อาจมีศาลปกครอง อาจจะมีคณะกรรมการการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งขับสู้อยู่มานานกว่าจะออกมาเป็นพระราชบัญญัติในปัจจุบัน เหนื่อยเพราะศรีธนญชัยเยอะเหลือเกินในเมืองไทย วิ่งกันขวักไขว่ รถติดเต็มในกรุงเทพฯ อาจยังไม่แน่นหนาในทางบางแห่งที่เป็นทางสัญจรของพวกศรีธนญชัยทั้งหลาย แต่ต้องทำและดูแลองค์กรอิสระให้เขา อิสระจริง มีคนดี ๆ เข้าไปอยู่จริง และเขาทำตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเลิกคิดเถอะครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะสามารถแก้ปัญหาของสังคมไทยทั้งหมด มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีสังคมใดที่การแก้ปัญหานั้นจะอาศัยตัวบทกฎหมายแต่อย่างเดียว อังกฤษก็เป็นประชาธิปไตยที่ค่อนข้างสูงค่อนข้างจะมากเป็นที่นิยมชมชอบ เขายังไม่มีรัฐธรรมนูญที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าเราลองคิดว่าประเทศอังกฤษ ซึ่งใช้ระบอบประชาธิปไตยที่ค่อนข้างสมบูรณ์ประเทศหนึ่งในโลกแล้ว เขาไม่มีรัฐธรรมนูญที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วมองย้อนประเทศใดก็ตามที ซึ่งมีรัฐธรรมนูญที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วทุกอย่างมันจะเรียบร้อยก็ไม่จริงเสมอไป เพราะว่าสังคมนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบอบ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวรัฐธรรมนูญอย่างเดียว มันต้องขึ้นอยู่กับการที่เราจะต้องสร้างกลไกในสังคมต่าง ๆ ให้เกิดการคานอำนาจ ให้เกิดความโปร่งใส ให้เกิดความรับผิดชอบ มีหลักนิติธรรม และที่สำคัญที่เราเองยังไม่ค่อยมีคือมีสื่อ สื่อที่อิสระ สื่อที่เป็นธรรม และสื่อที่ไม่หากินจากสังคมในทางมิชอบ สื่อที่ไม่มีการคอรัปชั่น เพราะว่าถ้าสังคมนั้น ไม่มีสื่อที่มีความเป็นอิสระ ไม่มีสื่อที่มีความกล้า ไม่มีสื่อที่ยืนหยัดในหลักการ ในการต่อสู้เรื่องคอรัปชั่น เราก็ขาดอุปกรณ์ไปอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหวังว่าจากการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากการตื่นตัวของประชาชนมากขึ้น จากการที่เราสร้างวัฒนธรรม ความคิดซึ่งเขียนในรัฐธรรมนูญว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ถ้าเราอยากเป็นเจ้าของ เราจะต้องหวงแหน เราต้องต่อสู้สิทธิของความเป็นเจ้าของ ความเป็นเจ้าของประเทศ เราต้องแสดงออกถึงความต้องการของเรา ทั้งในทางด้านสิทธิและความชอบธรรมที่จะเข้าไปร่วมในกระบวนการการเมือง ซึ่งในกระบวนการการเมืองในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้งอย่างเดียว การเลือกตั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งแต่คนไทยทุกคนที่เป็นเจ้าของประเทศ ถ้าเราไม่มีจิตสำนึกในเรื่องนี้ ว่าเราจะใช้สิทธิของการเป็นเจ้าของประเทศอย่างไร จะใช้สิทธิของการควบคุม และกำหนดวิธีการที่เข้ามีส่วนร่วมในการพิจารณา มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและรับผิดชอบร่วมกัน ถ้าเราไม่แสดงจิตสำนึกอันนี้ ไม่เข้าไปอยู่ในวงจร เราเท่ากับตัดอนาคตของตนเอง เราอย่าไปโทษใคร อย่าไปโทษ IMF อย่าไปโทษฝรั่ง อย่าไปโทษคนนั้น อย่าไปโทษคนนี้ เราต้องโทษตัวเอง ถ้าเราอยากเห็นลูกหลานเราอยู่ในสังคมที่ดีขึ้น สังคมที่ยังเก็บความดีงามของสังคมไทยในอดีต สังคมที่เป็นอิสระมาตั้งแต่ดั้งเดิมกว่า ๗๕๐ ปี สังคมที่มีความเอื้ออาทรกัน เราต้องเริ่มทำและทำอย่างจริงจัง และผมไม่ได้พูดแบบพูดพล่อย ๆ ผมอายุ ๖๗ แล้วปีนี้ และผมเห็นเมืองไทยมาทุกมุมทุกด้าน วันก่อนผมเจอลูกเพื่อนคนหนึ่ง เด็กอายุ ๒๔ มีบริษัทเล็ก ๆ ของเขาทำทางด้านเกี่ยวกับโฆษณา ทำ TV Production ซึ่งหากินส่วนใหญ่เกี่ยวกับหน่วยราชการ เพราะว่าหน่วยราชการหลายหน่วยมีงบประมาณในการซื้อเวลาหรือมอบหมายให้ทำ เด็กคนนี้พูดกับผมอย่างเศร้าว่าคุณลุงผมอยู่ในงานนี้มาสองปีครึ่ง ผมต้องติดต่อหน่วยงานราชการตลอดเวลา ผมยังไม่เคยเห็นเลยว่ามีหน่วยราชการใดที่ไม่โกง อันนี้เป็นปัญหาที่พวกคุณทั้งหลายต้องไปขบคิดเอาเอง ผมบอกได้อยู่ ๒ - ๓ อย่าง

    1. ต้องแก้ไข ต้องทำอย่างจริงจัง พยายามเปลี่ยนวัฒนธรรมความคิด โดยเฉพาะเห็นว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาส่วนตัวไม่ใช่ปัญหาประหัตประหาร แต่เป็นโรคของชาติ โรคของสังคมต้องได้รับการเยียวยาต้องแก้ไข มิฉะนั้นชีวิตอยู่ไม่รอด อย่าไปคิดนะครับว่าลัทธิหรือการปกครองคอมมิวนิสต์ ในรัสเซียก็ดี ในที่ต่าง ๆ ก็ดี มันถึงความหายนะ เพราะเกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์ จริง ๆ แล้วหายนะ เพราะเรื่องคอรัปชั่น ส่วนใหญ่เป็นปัญหาของชาติที่สำคัญมากต้องแก้ไขอย่างจริงจัง
    2. เราต้องเริ่มสร้างกลไกต่าง ๆ ต้องดูแลกลไกที่ผมพูดถึงนั้นเป็นกลไกที่สามารถปฏิบัติงานได้จริง เพิ่มเติมหน่อย
    3. เราต้องเริ่มมีกลุ่มในสังคมต่าง ๆ ที่เราเรียกว่าหมู่คณะหรือองค์กรของภาคประชาชน เรามีสายงานด้านสิ่งแวดล้อมมากแล้วและเขาทำได้ดี สายงานขององค์กรหรือชุมชนที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจังหวัดแพร่ น่าน และต่างจังหวัดเขาทำได้ดีมาก เราต้องมีกลุ่มคณะหรือองค์กรต่าง ๆ ดูแลเรื่องคอรัปชั่น ในการสร้างกระแสความคิดของสังคมและเสนอแนะแนวทาง

    ประเทศอิตาลีซึ่งรู้ว่าเป็นประเทศที่มีคอรัปชั่นมากที่สุดในโลก หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เขาต้องใช้วิธีเปลี่ยนความคิด และวัฒนธรรม ผมไปอิตาลีบ่อยเหมือนกัน แต่ครั้งหนึ่งเมื่อสี่ห้าปีมาแล้ว ผมเจอเพื่อนอิตาลีคนหนึ่งเขาบอกว่าค่อนข้างมีการเปลี่ยนแปลงวิถีความคิด เพราะสมัยก่อนคนอิตาเลียนก็เหมือนคนไทยทุกอย่างตามสบาย คอรัปชั่นในอิตาลีมีมาก คอรัปชั่นในกระบวนการทางการเมือง ในภาคเอกชน แต่เมื่อสี่ห้าปีเป็นครั้งแรกที่นักการเมืองคนหนึ่ง มีชื่อเสียงโกงกินเดินไปที่ไหนคนจะ Boo ในถนนเป็นครั้งแรกในอิตาลีในสังคมไทยผมยังไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้ สิ่งนี้ในภาษาฝรั่ง เรียกว่า Social Sanction เราไม่ต้องทำอะไรมากหรอกครับ เลิกไหว้กันซะที เราจะได้ไม่เสียกำลังยกมือขึ้นบ่อยครั้งในแต่ละวัน แต่ต้องทำและต้องทำโดยเร็วและทำอย่างไม่ยับยั้งและทำให้เกิดผล

     

    หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ ▲ กลับขึ้นด้านบน

    คำกล่าวเปิดการสัมมนาวิชาการประจำปี ๒๕๔๓
    เรื่อง “สังคมโปร่งใสไร้ทุจริต”
    โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
    ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
    ร่วมจัดโดย
    สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
    สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
    และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
    โรงแรม แอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน ชลบุรี
    ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๓

    ท่านผู้มีเกียรติ

    ก่อนอื่น ผมขอถือโอกาสแสดงความยินดีกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่ได้ดำเนินงานมาครบรอบ ๑ ปีวันนี้ ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญที่สะท้อนมิติใหม่ในสังคม และในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา ป.ป.ช. ก็ได้แสดงผลงานให้เห็นแล้วอย่างเป็นรูปธรรม ในฐานะประชาชนคนไทย ผมขอแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจ


    ในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา มีกระแสความพยายามแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นอย่างต่อเนื่องจากหลายฝ่าย เริ่มจากผู้ร่วมจัดการสัมมนาก่อน ป.ป.ช. เองก็เดินหน้าเต็มตัวให้เหมาะสมกับอำนาจและหน้าที่ใหม่ ในภาคราชการ สำนักงาน ก.พ. มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติภาคราชการและได้สนับสนุนให้มีการสำรวจประสบการณ์เกี่ยวกับการคอรัปชั่น ทั้งจากครัวเรือน ภาครัฐ และภาคเอกชน สถาบันเองก็ผลักดันเรื่องธรรมาภิบาลมาโดยตลอด


    ในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มสมาคมวิชาชีพด้านธุรกิจการก่อสร้าง ก็เริ่มมีการพูดคุยอย่างเปิดเผยถึงการจ่ายเงินใต้โต๊ะ และกลเม็ดเด็ดพรายต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการติดต่องานกับภาคราชการ ภาคประชาสังคมก็มีการเคลื่อนไหวกันมาอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือเช่นนี้เป็นสิ่งดีที่ควรรักษาไว้และพัฒนาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะการต่อสู้กับปัญหาที่สลับซับซ้อนอย่างการทุจริตคอรัปชั่น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการทำงานแบบต่างคนต่างทำหรือโดยบุคคลเพียงกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด


    ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดของสังคมไทยในปัจจุบัน รากเหง้าของการคอรัปชั่นได้แผ่ขยายและฝังลึกไปสู่สังคมทุกภูมิภาค บ่มเพาะและเพิ่มพูนทั้งปัญหาการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ผลการสำรวจของสำนักงาน ก.พ. พบว่าบริษัทถึงร้อยละ ๙๖.๔ เคยให้ค่าน้ำร้อนน้ำชากับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยต้องจ่ายค่าสินบนเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ ๓๐ ของรายได้ ในขณะที่ครัวเรือนที่มีรายได้ปานกลางและสูง จ่ายค่าสินบนต่ำกว่าร้อย ละ ๕ และร้อยละ ๑ ของรายได้เท่านั้น


    เราจะเห็นได้ชัดว่า การฉ้อราษฎร์บังหลวงทำให้การบริหารงานในภาครัฐและภาคเอกชนไม่เป็นไปตามกติกา ประเทศชาติต้องสูญเสียรายได้ที่พึงมี ประชาชนผู้เสียภาษีต้องแบกรับภาระ และที่สำคัญ การคอรัปชั่นทำให้เกิดความไม่แน่นอน ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันซึ่งกันและกัน ผู้คนเสื่อมศรัทธาในกติกาและกฎหมาย สมาชิกในสังคมขัดแย้งแตกแยก และเมื่อไหร่ที่ความเป็นสังคมล้มเหลว สังคมนั้นก็จะอยู่รอดต่อไปไม่ได้ สังคมจะไร้ศักยภาพ ผู้คนไม่มีความสุข ไร้คุณภาพชีวิตที่ดี


    ผมคิดว่าสิ่งที่ทุกคนควรต้องทำความเข้าใจให้มาก คือการทุจริตคอรัปชั่นส่งผลเสียต่อคนในสังคมทุก ๆ คน ไม่ว่าคนคนนั้นจะดีหรือเลว จะสุจริตหรือทุจริตก็ตาม ในสังคมที่การยื่นซองประมูล จะต้องมีเจ้าหน้าที่ถือปืนมาดูแลความเรียบร้อย ในสังคมที่มีการทุจริตแม้แต่ในการขายนากล่องหรือตำราเรียนให้โรงเรียนประถมหรือการซื้อยาของกระทรวงสาธารณสุข ในสังคมที่จะเลือกตั้งกันที ก็ต้องขึ้นทะเบียนรายชื่อมือปืนกัน มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่ใครจะคอรัปชั่น มีเงิน มีอำนาจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีชีวิตสุขสบายต่อไปจนชั่วลูกหลาน


    ทั้ง ๆ ที่การทุจริตคอรัปชั่นเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทยมานานหลายสิบปี แต่ทำไมเราจึงยังไม่สามารถแก้ไขให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้


    ผมเห็นว่า ที่ผ่านมา หนึ่ง เรายังไม่เคยแก้ไขปัญหากันอย่างเป็นระบบด้วยกลไกเชิงโครงสร้างส่วนใหญ่ เป็นการแก้ไขแบบแยกส่วนที่ปลายเหตุ เน้นการปราบปรามแต่ละเลยการป้องกัน และยิ่งกว่านั้น กลไกการปราบปรามที่เราเน้นก็ยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ


    สอง ค่านิยมของสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก สภาวะการแข่งขันทางเศรษฐกิจและลัทธิบริโภคนิยมได้ส่งเสริมให้คนมีค่านิยมเห็นเงินเป็นพระเจ้า เห็นว่าเงินเป็นปัจจัยแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะในเรื่องการงาน เรื่องธุรกิจ เรื่องการเมืองหรือแม้แต่เรื่องชีวิตส่วนตัว ในสังคมนี้ยังมีคนมากมายที่เชื่อว่า ถ้ามีเงิน เงินจะนำมาซึ่งอำนาจ หรือถ้ามีอำนาจ ก็จะสามารถใช้อำนาจนั้นต่อยอดหาเงิน อะไรจะมาก่อนก็ไม่เป็นไร ขอให้มีเงินและมีอำนาจก็แล้วกัน หลังจากนั้น ในค่านิยมสังคมไทยในปัจจุบันเกียรติยศชื่อเสียงก็จะตามมา


    สาม ค่านิยมของสังคมที่บิดเบือน ส่งผลกระทบต่อการสร้างนิสัยของบุคคล มีอิทธิพลต่อการแยกแยะว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรดี อะไรเลว และส่งผลต่อมาถึงการตัดสินใจว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ การทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องที่แยกออกไม่ได้จากประเด็นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม เพราะในกระบวนการทุจริตนั้น หมายความว่ากำลังมีคนถูกโกง ถูกเอาเปรียบ และได้รับความทุกข์เดือดร้อน


    ในเมื่อการทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องซับซ้อน และโยงใยกับผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลหลายฝ่าย อีกทั้งยังแพร่กระจายไปในแทบทุกส่วนของการดำรงชีวิต ปัญหานี้จึงต้องมุ่งแก้ไขอย่างเป็นองค์รวม


    ผมขอฝากข้อสังเกตเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นอย่างเป็นองค์รวมไว้สักสองสามประการ


    ประการแรก

    เราต้องไม่มองปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นแยกส่วนออกจากปัญหาอื่น ๆ ของระบบ การคอรัปชั่นเป็นเรื่องซับซ้อน เป็นบ่อเกิดและเป็นแหล่งหมักหมมของปัญหาอื่น ๆ อีกมากมายก็จริง แต่ในขณะเดียวกันการคอรัปชั่นก็เป็นภาพสะท้อนความไร้ประสิทธิภาพของระบบด้วย เราจึงต้องมองว่าปัญหาการทุจริต ปัญหาความยากจน ปัญหาการศึกษา ปัญหาระบบการบริหารในภาคราชการ ปัญหาความไม่โปร่งใสในการประกอบธุรกิจ หรือแม้แต่ปัญหาความไม่เข้มแข็งในภาคประชาสังคม เหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องที่แยกออกจากกันไม่ได้ ในมุมมองของการแก้ปัญหาทุจริตจะต้องคำนึงถึงบริบทของปัญหาอื่น ๆ ประกอบกันไปด้วย การแก้ปัญหาอื่น ๆ ของระบบก็จะต้องคำนึงถึงเงื่อนไข อิทธิพลและบทบาทที่การทุจริตคอรัปชั่นมีต่อสภาพปัญหานั้น ๆ เราจึงจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างครบวงจร


    ประการที่สอง

    เราต้องมองว่าปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น เป็นปัญหาหลายระดับ


    ในระดับบุคคล ปราการต้านการทุจริตก็คือจริยธรรมและคุณธรรมประจำใจ อันนี้เป็นเรื่องของอุปนิสัย เป็นเรื่องของการอบรม การที่พ่อแม่ ครูอาจารย์ เพื่อนฝูง และผู้ใหญ่ในสังคมต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เป็นผลผลิตของกระบวนการระยะยาว


    ในระดับสังคม เป็นเรื่องการกำหนดลักษณะความสัมพันธ์ ซึ่งรวมถึง ค่านิยม ความเชื่อและธรรมเนียมปฏิบัติต่าง ๆ ด้วย ลักษณะความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่กำหนดได้ด้วยระบบความคิดและความเข้าใจ ดังนั้น ถ้าจะแก้ปัญหาการทุจริต มาตรการเชิงสังคมอันดับแรกในใจของผม คือ เราต้องทำให้คนในสังคมรู้เห็นตรงกัน ว่าการกระทำอย่างไรจัดว่าเป็นการคอรัปชั่น อะไรไม่ใช่คอรัปชั่น


    การเรียกร้องและการให้สินบน การเบียดบังเงินของหลวง ไม่ว่าจะทำคนเดียวหรือเป็นเครือข่าย ที่เขาเรียกว่ากินเหนือน้ำ กินใต้น้ำ อันนี้ ชัดเจนว่า เป็นคอรัปชั่นแน่นอน แต่สำหรับในกรณีที่คลุมเครือกว่านั้น ยกตัวอย่างเช่น บ้านเราเป็นสังคมที่ยึดถือน้ำใจ ใครทำอะไรให้ก็อยากตอบแทน จึงมีคำว่าสินน้ำใจ ถ้านาย ก. ชนะการประมูลโดยไม่ได้ช่วยอะไรเลย ขาวสะอาดทุกอย่าง แต่พอชนะแล้ว นาย ก. เอาของขวัญมาให้ผม ผมรับ ถ้าผมรับ ผมก็ผิดทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้ทำอะไรให้เขา การรับมันขึ้นอยู่ที่ว่าของที่เขาให้นั้น เขาให้อะไร ถ้าเผื่อเป็นของเล็กน้อย เป็นปากกา ๑ ด้าม อย่างนั้น ก็อนุโลมได้ในสังคมไทย แต่ถ้าเผื่อว่าเอารถยนต์มาให้ผม หรือเอาทองมาให้ผม ๑๐ แท่ง อันนั้นไม่ใช่สินน้ำใจ อันนั้นเป็นการให้ประโยชน์ ถึงแม้จะเป็นการให้ประโยชน์หลังเหตุการณ์ แต่จะผูกพันคน ๆ นั้น ในการวินิจฉัยพิจารณากรณีต่อ ๆ ไปในอนาคต เราอาจจะพูดได้ว่าเราไม่ได้ขอนี่ เขาเอามาให้เอง เรากินตามน้ำ กินตามน้ำประเภทนี้ผิดครับ


    อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญแต่หลายคนยังไม่เข้าใจก็คือการขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือ Conflict of Interest สิ่งนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย Conflict of Interest ไม่มีคำแปลในภาษาไทยที่ชัดเจน จึงทำให้มีความสงสัยอยู่เสมอว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่ Conflict of Interest ก็คือการที่ผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์สาธารณะเกิดขัดแย้งกัน สมมติว่าผมเป็นอธิบดีวันนี้ วันรุ่งขึ้นเกษียณ ไปนั่งเป็นกรรมการบริษัทที่ผมเคยควบคุมเสียแล้ว อย่างนี้ก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสุรา บุหรี่ บริษัทการเงิน จะเป็นหนึ่งวันหลังจากเกษียณ หรือแม้แต่ ๒ เดือนหลังเกษียณ ก็ไปรับหน้าที่เป็นผู้จัดการบริษัทที่ผมเคยควบคุมอยู่ หรือเป็นประธาน อย่างนี้ก็ไม่ได้ สมมติว่าผมรับราชการมีหน้าที่อนุมัติแบบก่อสร้าง ผมมีเงินเดือนไม่พอใช้ ก็เลยเปิดบริษัท เป็นคนเขียนแบบที่ผมเองนั่นแหละจะต้องเป็นคนอนุมัติ ซึ่งก็ทำอยู่แพร่หลายในเทศบาลต่าง ๆ โดยเฉพาะใน กทม. หรือผมรับราชการ ต้องตรวจสอบบัญชีของบริษัทห้างร้าน แต่ผมกลับมีกิจการของผม เป็นผู้ทำบัญชี สอบบัญชีให้กับบริษัทที่ผมต้องตรวจสอบเสียเอง อย่างนี้ผิดเช่นเดียวกัน เพราะการมีส่วนได้ส่วนเสียทำให้การตัดสินใจไขว้เขวและมีอคติได้ หรือผมเป็นหัวหน้าตำรวจสถานีตำรวจ แล้วผมตั้งบริษัทรถเมล์ ในตรอกในซอกของอาณาเขตของผม หรือตั้งบริษัทดูแลความปลอดภัยของสถานที่ในเขตที่อยู่ภายใต้โรงพักนั้น อันนี้ก็ไม่ถูกอีก แต่ทุกกรณีที่ผมจะยกตัวอย่างขึ้นมา เราคงจะต้องยอมรับความจริงว่าไม่ใช่กรณีที่สมมติขึ้นในใจ หรือคิดขึ้นในใจ แต่เป็นตัวอย่างจากชีวิตจริงที่ทำกันมาเป็นเวลาหลายสิบปี และก็ยังทำกันอยู่ในปัจจุบัน


    หัวใจของการขัดแย้งทางผลประโยชน์ จึงอยู่ตรงที่จะต้องรู้จักแยกเรื่องส่วนรวมออกจากเรื่องส่วนตัวให้ได้ และนอกจากรู้จักแยกแยะแล้ว ก็ยังจะต้องไม่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เสี่ยงว่าผลประโยชน์ส่วนตัวจะเบี่ยงเบนการตัดสินใจ จะคิดแต่ว่าเรามีความยุติธรรมเพียงพอ ใช้มาตรฐานจริยธรรมส่วนตนเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม กลับจะต้องพาตัวออกให้ห่างจากสถานการณ์นั้น ๆ ไม่ให้เกิดข้อครหาขึ้นได้กับเรา


    มีคนเคยพูดกับผมว่า เราน่าจะพิจารณาให้ชัดแจ้งว่าการคอรัปชั่นมีโทษและมีประโยชน์อย่างไร ผมไม่อยากที่จะเห็นวิถีความคิดเช่นนี้ เพราะว่า ถ้าการคอรัปชั่นมีประโยชน์อยู่บ้าง ก็เป็นเพียงสำหรับคนบางกลุ่ม เป็นประโยชน์บนความเป็นโทษร้ายแรงต่อสังคมโดยรวม จริงอยู่ อาจเคยมีความเชื่อกันว่า หรือเนื่องจากในสถานการณ์ในอดีต หรือในบรรยากาศในอดีต ถ้าหากว่าเราจะเชื่อกันว่า ระบบไร้ประสิทธิภาพ คอรัปชั่นนี่แหละจะเป็นตัวพาเราผ่านความไร้ประสิทธิภาพไปสู่ผลที่ต้องการได้ ในสังคมฝรั่งก็มีคำว่า grease the machine ในสังคมไทยก็มีว่าใส่น้ำมันเข้าไปให้เครื่องจักรมันลื่นไหลดี แต่ถ้าระบบไร้ประสิทธิภาพ ทำไมไม่แก้ที่ระบบ ทำไมต้องอาศัยความไร้ประสิทธิภาพอีกชนิดหนึ่ง ทำร้ายระบบต่อไปอีก ความคิดเห็นแบบนี้ ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน เพราะสังคมใดที่เริ่มเห็นความดีของการคอรัปชั่น หรือพร้อมที่จะอดทนต่อคอรัปชั่น คำว่า อดทนในที่นี้หมายถึง จำยอมว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม หรือเป็นวัฒนธรรมของสังคม สังคมนั้นก็หมดอนาคต มีแต่จะผุและพังต่อไป


    การแก้ไขปัญหาการทุจริตด้วยจริยธรรม อุปนิสัย และค่านิยมนั้น เป็นสิ่งจำเป็น ต้องแก้ไขควบคู่กันไป แต่ก็เป็นเรื่องระยะยาว ในชั้นนี้ เราจึงต้องพิจารณา กลไกโครงสร้างในระดับการป้องกันให้มาก นั่นคือการเสริมสร้างกลไกใหม่ ๆ เพื่อแก้ไขปัจจัยเก่า ๆ ที่สนับสนุนให้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวง ให้การฉ้อราษฎร์บังหลวงทำได้ยากขึ้น เสี่ยงมากขึ้น เสี่ยงในทางกฎหมาย และเสี่ยงทั้งในทางชื่อเสียง และฐานะของตนเองในสังคม อย่างที่ภาษาฝรั่งเราใช้คำว่า social sanction แต่ในสังคมไทยไม่มี ยิ่งใครรวย ยิ่งมีหน้ามีตา ทั้ง ๆ ที่เราก็รู้ แต่อาจจะไม่มีใบเสร็จว่าความรวยของคน ๆ นั้น มีรากเหง้ามาอย่างไร เป็นมาอย่างไร อัตราเสี่ยงแทบไม่มี เราต้องมีกลไก มีมาตรการที่จะทำให้ความเสี่ยงมีมากขึ้นและมีต้นทุนที่สูงขึ้น


    กฎหมายเป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งในการแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น กฎหมายในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงกฎหมายรายฉบับที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดบทลงโทษ แต่ผมพูดถึงกฎหมายในฐานะเครื่องมืออย่างเป็นทางการสำหรับจัดระเบียบ และจัดความสัมพันธ์ระหว่างกันในสังคม


    จุดอ่อนในการใช้กฎหมายแก้ไขปัญหาการทุจริต ก็คือการมองกฎหมายเป็นเครื่องมือในการควบคุมปราบปราม แทนที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลและป้องกัน ผลเสียจากการมุ่งใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือควบคุมเพียงอย่างเดียวก็คือ คนที่ซื่อสัตย์ ทำงานอย่างตรงไปตรงมาอาจจะประสบความลำบาก ทำงานไม่ได้ ส่วนคนที่คิดทุจริตก็ยังมีช่องทาง มีประสบการณ์หลบเลี่ยงกฎหมายอยู่ได้เรื่อยไป เพราะฉะนั้น กรอบที่กฎหมายวางไว้ต้องเอื้อให้คนซื่อสัตย์สุจริตยังดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างไม่ลำบากจนเกินไปนัก


    การใช้กฎหมายจะต้องมี หลักนิติธรรม นั่นคือทั้งเจตนารมย์ สาระ และการบังคับใช้กฎหมาย ต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เอื้อประโยชน์ต่อมหาชนคนหมู่มาก ไม่ใช่เพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต้องเสมอภาค ชัดเจน และคาดการณ์ได้ และต้องไม่ปล่อยให้อำนาจการตัดสินใจขึ้นอยู่กับระบบราชการหรือผู้ใช้อำนาจของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด


    รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ได้วางกลไกการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไว้แล้วโดยเจตนา ดังรายละเอียดที่ท่านจะได้รับชมจากในวิดีทัศน์ รัฐธรรมนูญสร้างกลไกการคานอำนาจเพิ่มเติม แยกจากฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ นั่นคือจัดให้มีการจัดตั้งองค์กรที่เป็นอิสระ คอยตรวจสอบการใช้อำนาจของทั้งสามฝ่ายนี้ มีคณะกรรมการเลือกตั้งคอยดูแลกระบวนการเลือกตั้งให้สุจริต มีคณะกรรมการ ป.ป.ช. คอยตรวจสอบการฉ้อราษฎร์บังหลวง มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินคอยตรวจสอบการใช้เงิน มีศาลปกครองให้ประชาชนได้ร้องเรียน มีผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภารับเรื่องราวร้องทุกข์ มีศาลรัฐธรรมนูญพิจารณากรณีข้อขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองไว้พิจารณาความผิดทางอาญาของนักการเมืองที่ทุจริต นอกจากนี้ ยังมีวุฒิสภาที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง และได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ทำหน้าที่เป็นสภาตรวจสอบ


    แต่กลไกทางกฎหมายอย่างเดียว ต่อให้มีหลักนิติธรรมอย่างไร ก็ไม่เพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาการทุจริต เราจึงจำเป็นต้องสร้างองค์ประกอบต่าง ๆ ในสังคมไทย เพื่อสนับสนุนให้กลไกต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


    องค์ประกอบเหล่านั้น คืออะไร

    1. สังคมต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ทันการณ์และครบสมบูรณ์ การนำข้อเท็จจริงมาวางไว้บนโต๊ะอย่างเปิดเผย ตรงกันและมีกระบวนการรองรับอย่างเป็นทางการ ทำให้เกิดความชัดเจนในกระบวนการตัดสินใจ สามารถประสานผลประโยชน์หรือคัดค้านกันด้วยเหตุผล ด้วยข้อเท็จจริง การเปิดเผยข้อมูลจะทำให้ทุจริตได้ยากขึ้น เพราะหากมีอะไรไม่ชอบมาพากล ประชาชนจะสามารถล่วงรู้ได้อย่างทันท่วงที นับเป็นอาวุธสำคัญในกระบวนการสร้างความโปร่งใส

      แต่การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารนั้น ทั้งผู้ให้และผู้รับข้อมูล จะต้องตระหนักถึงบทบาทของตน เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ต้องตระหนักว่าการให้ข้อมูลเป็นหน้าที่ สิ่งใดรัฐรู้ ประชาชนก็ควรต้องรู้ เพราะรัฐทำหน้าที่บริหารประเทศก็เพื่อประโยชน์ของประชาชน การเปิดเผยข้อมูลจึงเป็นเรื่องปกติ และความลับของราชการเป็นกรณียกเว้น หรือกรณีพิเศษเท่านั้น ส่วนจะจัดให้กรณีใดเป็นกรณียกเว้น หรือกรณีพิเศษ ก็ต้องกำหนดให้รู้ทั่วกันอย่างชัดเจน ไม่ใช่ขึ้นอยู่แต่กับดุลยพินิจของข้าราชการ

    2. สังคมต้องมีความโปร่งใส เพราะการทุจริตคอรัปชั่น เป็นกิจกรรมที่มักเกิดขึ้นใน มุมมืด อย่างไรก็ตาม การที่รัฐให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชนอย่างเดียวไม่เพียงพอ รัฐต้องอธิบายต่อสาธารณชนได้ด้วยว่าทำไมจึงตัดสินใจเช่นนั้น เช่นนี้ ต้องสร้างกลไกให้ประชาชนตั้งคำถามได้ในกรณีที่ส่อแววการทุจริต พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารก็ดี การกำหนดให้คณะรัฐบาลต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินก็ดี การเปิดเผยการประชุมสภาก็ดี หรือการเปิดเผยเงินบริจาคและรายชื่อผู้บริจาคให้พรรคการเมืองก็ดี กลไกเหล่านี้ล้วนกำหนดขึ้นเพื่อสร้างความโปร่งใสทั้งสิ้น

    3. สังคมต้องสร้างกลไกความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ ถ้าเราขาดกลไกการตรวจสอบความโปร่งใสก็เกิดขึ้นได้ลำบาก ถ้ามีความโปร่งใสแต่ตรวจสอบใครไม่ได้ ก็ยากที่ความโปร่งใสจะพาเราไปถึงจุดหมายปลายทาง การตรวจสอบและคานอำนาจที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีกลไกอีกด้านหนึ่งที่ยังต้องสร้างให้เกิดขึ้นในสังคม นั่นก็คือจิตวิญญาณและความตื่นตัวในการตรวจสอบของคนในสังคม การตรวจสอบส่วนใหญ่มักจะนำมาซึ่งข่าวสารว่าคนนั้นไม่ดี คนนี้ไม่ดี หรือคนนี้เปิดโปงคนนั้น บางครั้ง บางคราว คนในสังคมไทยก็รู้สึกเบื่อหน่าย รู้สึกว่าโทษกันอีกแล้ว เขามีผลประโยชน์แอบแฝงอะไรหรือเปล่า จึงเปิดโปงกัน


    สำหรับผม เขาจะมีผลประโยชน์แอบแฝงหรือเปล่า ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ละกลุ่มบุคคลมีผลประโยชน์ไม่ตรงกันอยู่แล้ว นั่นเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่สังคมที่มีกระบวนการตรวจสอบซึ่งกันและกัน มีการเปิดโปงซึ่งกันและกัน จะทำให้การ “โทษกันไปโทษกันมา” นั้น เป็นทางการ มีที่มาที่ไป ไม่ใช่เป็นแต่เพียงข่าวซุบซิบและจางลงไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง เรา ในฐานะผู้อยู่ในสังคม ต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากความเป็นทางการนั้น แยกแยะเจตนารมย์ของผู้ที่ร้องให้มีการตรวจสอบ ออกจากกระบวนการและความเป็นจริงของเรื่องราวที่ถูกตรวจสอบ การเปิดเผยข้อเท็จจริงด้วยกลไกการตรวจสอบ เป็น Shock treatment ทางสังคมประการหนึ่ง ทำให้เราเห็นปัญหา และหาทางแก้ไขต่อไปได้ ผมเคยยกตัวอย่างว่าในระบบต่อต้านคอรัปชั่นในสิงคโปร์นั้น เขามีหน่วยงานอยู่หนึ่งหน่วย ซึ่งเมืองไทยก็มี จะเป็นหน่วยงานรับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนหรือจากใครก็ตาม แต่ในการต่อต้านคอรัปชั่นในสิงคโปร์นั้น หน่วยงานนั้นฟังข้อเรียกร้อง ข้อเปิดโปงจากทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะมีการลงชื่อที่แท้จริง ลงที่อยู่ที่แท้จริงหรือไม่ ผมเคยถามเขาว่าแล้วอย่างเฉพาะในเมืองไทยนี่ ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของวิธีปฏิบัติ ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของความเกรงกลัว ไม่กล้าลงชื่อเพราะกลัวถูกทำร้าย เขียนเป็นหนังสือมาไม่ลงชื่อ ผมถามว่าเรื่องเหล่านี้สิงคโปร์เขารับไหม เขาบอกว่ารับหมด จะลงชื่อจริง ไม่ลงชื่อจริง จะเขียนมาด้วยการแกล้ง จะมีเจตนารมย์ที่ไม่บริสุทธิ์ เขาบอกเขารับตรวจสอบทุกฉบับ ผมถามว่างานไม่มากเหรอ เขาบอกไม่มากหรอก เพราะว่าถ้าเผื่อคำร้องเรียนนั้นหรือคำเปิดโปงนั้นไม่ตรงกับความจริง หรือไม่มีความจริง หรือไม่อยู่บนมูลฐานของความจริง การตรวจสอบใช้เวลาไม่เท่าไรเลย บัตรสนเท่ห์ก็เป็นบัตรสนเท่ห์ การตรวจสอบบัตรสนเท่ห์ไม่ได้เป็นของยากอะไร นี่เป็นความเห็นทัศนคติของเจ้าหน้าที่ ของผู้พิพากษาในสิงคโปร์ แต่หนึ่งในร้อยของบัตรสนเท่ห์นั้นมันเป็นจริงได้ แต่มันอาจจะเป็นจริงในรายการใหญ่ด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราน่าจะต้องคิด

    1. สังคมต้องมีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระ ซึ่งรวมถึงตำรวจ อัยการ และศาล ตลอดจนหน่วยงานที่มีภารกิจบังคับใช้กฎหมาย เพื่อปราบปรามการคอรัปชั่นทั้งหมด กระบวนการยุติธรรมต้องไม่ถูกครอบงำ ต้องปราศจากคอรัปชั่น ต้องมีประสิทธิภาพ มีศักยภาพที่จะเข้าถึงปัญหาซับซ้อน มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญ ทั้งด้านงานตำรวจ บัญชี และผู้ตรวจสอบหลักฐาน ต้องมีระบบงานฐานข้อมูล และระบบเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ และต้องประสานงานกันได้เป็นอย่างดี

      ที่สำคัญ เรื่องราวการทุจริตต้องมีจุดจบ และจบลงที่คนกระทำผิดได้รับตามความเหมาะสม เป็นการแสดงให้สังคมรู้ว่าการคอรัปชั่นจะไม่ให้ประโยชน์ที่คุ้มค่าเลย แต่ในขณะเดียวกัน สังคมต้องไม่ลืมสร้างกลไกการตอบแทนในระบบที่คุ้มค่าให้กับคนสุจริตด้วย และไม่ใช่เพียงการตอบแทนที่เป็นตัวเงินเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการตอบแทนด้วยเกียรติ ด้วยความภาคภูมิใจที่ได้เป็นที่ยกย่องของสังคม

      1. สังคมต้องมีสื่อที่เป็นอิสระ ไม่คอรัปชั่น ไม่รับเงินเป็นพรรคพวกของใคร สื่อโดยเฉพาะนักคอลัมนิสต์ต้องมีความรับผิดชอบ ต่อทั้งผู้อ่านและบุคคลที่ตกเป็นข่าว ข่าวที่นำเสนอต้องถูกต้องและเป็นธรรม แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นให้ชัดเจน เท่าที่ผมสังเกตสื่อจำนวนมากยังเสนอข่าวตามกระแสเหมือนไฟไหม้ฟาง ตกเป็นข่าวเร็ว และตายจากการเป็นข่าวก็เร็ว ในฐานะคนอ่าน ผมก็อยากรู้ตอนจบของแต่ละเรื่องให้ชัดเจน


    ปัจจุบันมีคนพูดถึงการนำเสนอข่าวแบบเจาะลึกหรือ Investigative Reporting กันมากว่า เป็นวิธีขุดคุ้ยการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การนำเสนอข่าวแบบเจาะลึก ต้องอาศัยทักษะและความชำนาญที่แตกต่างจากการนำเสนอข่าวทั่วไป เพราะเบาะแสไม่ชอบมาพากลจะแฝงตัวอยู่ในข้อมูลต่าง ๆ ที่กระจัดกระจาย นักข่าวจึงต้องรู้จักจับแพะชนแกะให้ถูกต้อง ระยะหลัง แม้บ้านเราจะเริ่มมีการนำเสนอข่าวแบบเจาะลึกที่มีคุณภาพ เห็นผล แต่ก็ยังไม่มีการสร้างเงื่อนไขสนับสนุนอย่างจริงจัง ในประเทศฟิลิปปินส์ เขามีกองทุนเพื่อสนับสนุนนักข่าวที่ต้องการเจาะลึกเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ นักข่าวสามารถลาจากสังกัดเพื่อสืบสวนเรื่องราวและขายข่าวได้ ในขณะที่ในเมืองไทย มีนักข่าวคนหนึ่งเคยเล่าว่า จริง ๆ แล้ว เขาทำงานอยู่โต๊ะข่าวพิเศษ ทำหน้าที่เกาะติดข่าวเป็นกรณี ๆ ไป แต่เมื่อหน้าข่าวปกติขาดคน ก็ต้องมาดึงตัวไปช่วย ทำให้ไม่มีเวลาเสนอข่าวอย่างเจาะลึก บรรณาธิการคนหนึ่งบอกผมว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการให้ความสำคัญของบรรณาธิการข่าวแต่ละคน แต่ถ้าเราต้องการสร้างสื่อที่มีประสิทธิภาพในการขุดคุ้ยข่าวการทุจริตแล้ว เราต้องสร้างระบบแรงจูงใจให้ชัดเจนมากกว่านี้


    และสุดท้าย สังคมต้องสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือต่อต้านการทุจริตที่ทรงพลัง เพราะอะไร เพราะผู้เสียประโยชน์จากการทุจริตนั้น ท้ายที่สุดแล้วก็คือประชาชนนั่นเอง ต่อให้เป็นประชาชนที่ทุจริตในบางเรื่องก็เถอะ เขาต้องได้รับผลกระทบจากการทุจริตของคนอื่นในเรื่องอื่น ๆ อย่างแน่นอน


    แล้วใครคือประชาชน ประชาชนไม่ใช่คนอื่นนะครับ แต่คือคุณ คือผม คือเราทุก ๆ คน นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ ชาวไร่ชาวนา แต่บุคคลที่เป็นนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ เมื่อถอดหมวกแล้ว เขาคือประชาชนที่อยู่ในสังคมนี้ การที่กลไกทางกฎหมายรองรับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นทางการเท่านั้น ยังไม่พอ เรื่องของการให้สิทธิ์ การใช้สิทธิ์ และการสนับสนุน ผู้ใช้สิทธิ์ มันคนละเรื่องกัน ในการต่อต้านปัญหาการทุจริต ประชาชนต้องตื่นตัว ต้องกระตือรือร้นที่จะรับรู้ ตรวจสอบกระบวนการตัดสินใจในภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเรา ต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนอื่น ต้องสร้างภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง มีทัศนคติต่อส่วนรวมที่ถูกต้อง ต้องมีคุณธรรม สังคมต้องเร่งสร้างปัจจัยพื้นฐาน สร้างโอกาสทางการศึกษา และการดำรงชีวิตที่ดีเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นมิใช่เป็นวาระของรัฐบาลแต่ผู้เดียว แต่เราต้องทำให้เป็นวาระของประชาชน


    ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากจะฝากไว้เป็นข้อสังเกตในวันนี้ ก็คือ ถ้าเราดูผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งจัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ หรือ Transparency International ก็จะเห็นว่า ประเทศที่ปราศจากคอรัปชั่นในลำดับต้น ๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นฟินแลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน หรือแคนนาดา ต่างก็มีลักษณะเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ ได้พัฒนาการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยทั้งในสาระและในกระบวนการ อีกทั้งมีกลไกที่เข้ากับหลักการของธรรมาภิบาล ซึ่งก็คือองค์ประกอบที่ผมฝากไว้ว่าสังคมไทยจะต้องเร่งสร้างขึ้นในข้างต้น ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่อยู่ในอันดับรั้งท้าย ก็มักจะยังมีผู้นำที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ หรือไม่ก็ยังอยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคม กลไกธรรมาภิบาลยังไม่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็น ไนจีเรีย ยูโกสลาเวีย ยูเครน หรือแม้แต่ประเทศไทยเอง


    ผมเคยพูดมาหลายครั้งว่าในการพัฒนาสังคมใดให้ยั่งยืนนั้น ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลจะต้องเป็นขาทั้งสองข้างที่พาเดินไปด้วยกัน เพราะสองสิ่งนี้จะทำให้การบริหารงานของรัฐมีทั้งอุดมการณ์และกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมดำรงชีวิตได้โดยเท่าเทียมกันตามศักยภาพ และให้โอกาสกับรัฐในการหยั่งรู้ถึงทุกข์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง


    การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นไม่ใช่เรื่องง่าย และที่แน่ ๆ ไม่ใช่เรื่องระยะสั้น อาจจะเห็นผลในเวลาสิบปี ยี่สิบปี หรือชั่วชีวิตของเราบางคนอาจจะไม่ได้เห็นเลยก็ได้ แต่สิ่งที่เราต้องไม่ลืม คือ การทำงานใหญ่ทุกอย่างต้องมีความอดทน สังคมไทยเป็นสังคมที่แปลก อดทนกับบางเรื่อง แต่บางเรื่องก็ดูเหมือนใจจะร้อน ผมจึงอยากจะฝากไว้ว่า สังคมเราต้องไม่อดทนต่อการทุจริต แต่ต้องอดทนในการมุ่งหน้าแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น และถ้าเราเริ่มกระบวนการนี้ด้วยการเสริมสร้างกลไกประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลอย่างต่อเนื่อง ตรงจุด ด้วยความเข้าใจ ด้วยความตื่นตัว และด้วยความร่วมมือ สนับสนุนปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ เช่น การศึกษาและความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชน การดูแลคนยากคนจนให้เขามีส่วนร่วมและให้เขามีส่วนแบ่งจากความมั่งคั่งของประเทศ ไม่ใช่เป็นการรับส่วนแบ่งในลักษณะขอทาน เพราะคนยากคนจนชาวไร่ชาวนาเขาก็มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ถ้าเผื่อสังคมไหนหรือรัฐบาลไหนไม่ให้ความสนใจต่อความเป็นมนุษย์ของคนยากคนจน ของคนที่ด้อยโอกาสตลอดมาในชีวิต เราพูดถึงเรื่องถูกโกง ถูกกิน ถูกทำ ในกระบวนการคอรัปชั่น เราก็ต้องมองว่า คนยากคนจน ชาวไร่ชาวนาของเมืองไทยนั้น ถูกรัฐกระทำมาโดยตลอด และไม่ใช่ถูกรัฐกระทำแต่เพียงอย่างเดียว ถูกสังคมไทยกระทำมาด้วย ถ้าเราไม่สามารถผ่านพ้นจุดนี้ไปได้ ปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ในสังคมไทยก็จะยังมีต่อไป เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยก็ต้องพยายามเปลี่ยนวิถีความคิด เปลี่ยน paradigm ใหม่ เราพูดถึงเรื่องความยากจนก็ไม่พอครับ เราพูดถึงมาตรการที่จะแก้ไขความยากจน ไม่พอครับ ตราบใดที่เราไม่ตระหนักว่าคนที่เขายาก ที่เขาจนนั้น เขามีศักดิ์ศรีด้วย อย่าไปมองว่าเราเป็นผู้ให้ เขาเป็นผู้รับ เราต้องมองเขาในลักษณะที่ทัดเทียมกัน เพราะถ้าเผื่อในหัวใจเราแบ่งขั้ววรรณะแล้ว เราจะแก้ไขปัญหาความยากจนไม่ได้ เราต้องสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ เช่น การศึกษา และความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชน เมื่อนั้น การคอรัปชั่น และคนที่ต้องการคอรัปชั่นก็จะอยู่ไม่ได้เอง แต่วันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับการเริ่มต้นในวันนี้


    ผมจึงอยากจะขอฝากความหวังให้ทุกท่านได้ใช้ประโยชน์จากเวลาวันครึ่งนี้ ทำความเข้าใจกับปัญหาที่เรามีอยู่ให้ชัดเจน แต่ขอย้ำว่า ไม่ใช่เพื่อเล่าหรือเปิดโปงปัญหา แต่เพื่อร่วมกันมองไปข้างหน้า สู่มาตรการป้องกันและแก้ไขการทุจริตที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ก็เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เป็นธรรม และให้เกียรติเราอย่างสมศักดิ์ศรี อย่างที่เราควรจะได้รับ


    บัดนี้ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ผมใคร่ขอเปิดการสัมมนาวิชาการประจำปี ๒๕๔๓


    ขอบคุณครับ

    หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ ▲ กลับขึ้นด้านบน

    รวมปาฐกถาภาษาไทย

    ปาฐกถาเรื่อง
    ศ.นพ. เสม พริ้งพวงแก้ว ที่ผมรู้จัก
    โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
    อดีตนายกรัฐมนตรี
    ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔
    ณ หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    วันนี้เป็นวันที่คุณหมอเสม พริ้งพวงแก้ว อายุครบ 100 ปี พอดี

         คุณหมอเป็น ปูชนียบุคคลรุ่นเก่าแก่ผู้หนึ่งในวงการบริหารและการสาธารณสุขของประเทศไทย ตลอดระยะเวลาในช่วงชีวิตที่ผ่านมา ได้เป็นที่ประจักษ์ว่าคุณหมอมีส่วนร่วมและมีบทบาทที่มีคุณค่าต่อสังคมเสมอมา ซึ่งผมในฐานะบุคคลที่รู้จักและศรัทธาในตัวคุณหมอมาเป็นเวลาช้านาน อยากจะขอโอกาสนำเรื่องบางเรื่อง เกี่ยวกับคุณหมอมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้

         มีผู้เคยเล่าให้ผมฟังว่า คุณหมอเคยตั้งปณิธาน 2 ข้อ ไว้กับตนเองว่า หลังจากศึกษาเล่าเรียนสำเร็จแล้ว จะ “ทำงานเพื่ออนาคตของส่วนรวม เพื่อชาติ และประชาชน” และ “เริ่มบุกเบิก อุทิศตัวให้กับบ้านเมืองโดยเริ่มจากท้องถิ่นทุรกันดาร” อุดมการณ์เช่นนี้ ถ้าไม่มีความมานะ อดทน และความตั้งใจจริงแล้ว ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จและถ้าไม่ใช่เป็นคนดีจริงก็จะไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน และเท่าที่ผ่านมานี้ ก็ได้เป็นที่ประจักษ์กับคนในสังคมไทยแล้วว่าคุณหมอเสม พริ้งพวงแก้ว ได้มุ่งมั่นทำในสิ่งที่ท่านได้ตั้งปณิธานไว้หรือไม่

         แรงบันดาลใจที่ทำให้คุณหมอเกิดปณิธานดังกล่าวมาจากสิ่งสำคัญ 3 ประการ ประการแรกจากคำสั่งสอนของมารดาที่ว่า “ชีวิตที่ลำบากเป็นชีวิตที่เจริญ” และ “ควรมีเมตตาช่วยเหลือคนที่เขาทุกข์ยากกว่าเรา” ประการที่สอง จากสิ่งแวดล้อมที่ดีที่คุณหมอได้ประสบมาเมื่อครั้งเด็ก ๆ ที่วังสระปทุม ซึ่งสมัยนั้น สมเด็จพระสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งประทับอยู่ ณ ที่นั้น ได้พระราชทานความเมตตากรุณาช่วยเหลือสงเคราะห์เป็นเนืองนิตย์แก่ชาวบ้านที่เดือดร้อน รวมทั้งได้ทรงอุปถัมภ์คุณหมอและมารดาซึ่งถวายงานอยู่ในวังสระปทุมด้วย ประการที่สุดท้ายจากประสบการณ์ของคุณหมอเองระหว่างเรียนหนังสือ ซึ่งระหว่างปิดเรียนภาคฤดูร้อนได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนชนบท และได้เห็นว่าคนบ้านนอกเขาลำบากกว่าคนในกรุงมาก จึงเกิดความตั้งใจที่ว่า “เมื่อเรียนจบแล้วน่าจะไปที่ที่เขาต้องการเรา”

        จากประวัติได้ที่บันทึกไว้ เมื่อคุณหมอจบหลักสูตรแพทย์จากศิริราชในปี พ.ศ. 2478 ได้เกิดโรคอหิวาต์ระบาดในภาคกลางของประเทศไทย คุณหมอซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 24 ปี ก็อาสาสมัครเข้าร่วมในโครงการปราบโรคระบาดในครั้งนั้น และออกไปตั้งโรงพยาบาลเอกเทศปราบอหิวาต์ระบาดที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยคุณหมอออกไปคนเดียว ไม่มีแม้แต่ผู้ช่วย โรงพยาบาลก็คือศาลาวัดธรรมดานี่เอง ไม่มีเตียง ไม่มีโต๊ะ ตอนแรกก็ไม่ค่อยมีคนมาให้รักษาเลย เพราะชาวบ้านคิดว่าเป็นอหิวาต์แล้วตายแน่ ๆ ไม่ต้องรับการรักษาให้เสียเวลา แต่ชาวบ้านคนหนึ่งเปลี่ยนใจ นำคนไข้รายแรกที่ชาวบ้านคิดว่าน่าจะตายแล้ว แต่อยากให้หมอลองรักษาดู หลังจากคุณหมอให้น้ำเกลือไปตลอดวันตลอดคืน คนไข้ดังกล่าวก็มีชีวิตรอดขึ้นมา จนภายหลังมีคนไข้แห่กันมารับการรักษามากมาย คนไข้แต่ละรายจะต้องได้รับน้ำเกลือถึง 4-5 ลิตร จึงจะมีอาการดีขึ้น จนกระทั่งเกิดสถานการณ์ขาดแคลนน้ำเกลือ อันเป็นอุปสรรคเฉพาะหน้า ซึ่งคุณหมอก็ต้องคิดค้นแก้ปัญหาด้วยตนเองด้วยการผลิตน้ำเกลือขึ้นใช้รักษาคนไข้โดยนำ นวัตกรรมของชาวบ้านในการต้มเหล้าเถื่อนมาดัดแปลงเป็นเครื่องมือในการผลิต ซึ่งก็ได้ผลดีอย่างไม่เคยคาดฝันมาก่อน และไม่เคยปรากฎในวงการแพทย์ของไทยในสมัยนั้น

         ในขณะที่คุณหมอปฏิบัติงานอยู่ที่อัมพวา ก็ได้คิดค้นถึงการป้องกันโรคอหิวาต์ในขณะนั้นเพื่อมิให้เชื้อโรคจากผู้ป่วยแพร่กระจายไปสู่คนอื่น ทำให้การระบาดของโรคในอัมพวาสงบลงในเวลาต่อมา

         ด้วยเจตนาอันแน่วแน่ที่จะต้องเป็นแพทย์ชนบท หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจของโรงพยาบาลเอกเทศที่อำเภออัมพวาแล้ว คุณหมอก็เข้ามารับการอบรมทางการรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำกับคนไข้ในชนบท ณ วชิรพยาบาล ในกรุงเทพฯ  ก่อนย้ายออกไปรับราชการที่นครสวรรค์ ซึ่งที่นครสวรรค์นี่เอง มีเรื่องประหลาด ๆ เกิดขึ้นกับคุณหมออีกเรื่องหนึ่ง

         คุณหมอถูกตามตัวในยามดึกให้ออกไปทำคลอดให้กับชาวบ้าน ซึ่งอาศัยอยู่บนเรือนจับปลากลางบึงบอระเพ็ด ในเรือนหลังนั้นมีกันอยู่ 3 คนเท่านั้น คือ หมอ คนไข้และสามีคนไข้ คุณหมอทำคลอดอยู่นานจนเหงื่อตกก็ยังไม่สำเร็จ สามีคนไข้ก็เหงื่อตกเช่นเดียวกันกับคุณหมอ สุดท้ายก็บอกคุณหมออย่างเหี้ยมโหดว่า “คุณหมอ ถ้าเมียผมตาย คุณหมอกลับบ้านไม่ได้นะ” แต่ในที่สุดคุณหมอก็ทำคลอดจนสำเร็จและรอดพ้นจากวิกฤตการณ์ครั้งนั้นมาได้ เข้าใจว่าในยามคับขันเช่นนั้นคุณหมอคงจะระลึกถึงคติ 2 ข้อ คือ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” และ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น”

         ต่อมาในปี พ.ศ. 2480 คุณหมอได้ถูกย้ายไปประจำที่เชียงราย และด้วยความเชื่อมั่นในตัวเองที่มีมากขึ้นจากการเรียนรู้และประสบการณ์ในด้านบริหารจัดการในสถานการณ์คับขันหลาย ๆ ครั้งที่ได้สั่งสมมาจากอัมพวาและนครสวรรค์ ทำให้คุณหมอสามารถขึ้นไปสร้างโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์จนสำเร็จกลายเป็นโรงพยาบาลที่ต้องให้การดูแลรักษาราษฎรถึง 800,000 คน ในจังหวัดเชียงราย  การสร้างโรงพยาบาลดังกล่าวในขณะนั้นแทบไม่ต้องใช้เงินของทางราชการเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว แต่ด้วยลำแข้งของคุณหมอและทุนทรัพย์ของราษฎรชาวเชียงรายทั้งสิ้น  สิ่งที่ทางรัฐบาลจัดหามาให้ก็มีแต่นายแพทย์เพียงหนึ่งเดียวซึ่งในขณะนั้นมีอายุเพียงแค่ 26 ปี

         จังหวัดแดนไกลอย่างเชียงรายซึ่งในขณะนั้นจำต้องใช้การเดินทางโดยรถไฟ 1 คืน กับ 1 วัน จากเมืองหลวงไปลงที่ลำปาง แล้วต้องนอนค้างอีก 1 คืนที่ลำปาง ก่อนต่อรถบรรทุกข้าวหรือสินค้าอีก 12 ชั่วโมง จึงจะถึงตัวจังหวัดเชียงราย  ในระหว่างสงครามโลก ครั้งที่ 2 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 – 2488  การเดินทางบางครั้งต้องใช้เวลาถึง 2 – 3  เท่าตัวอันเนื่องมาจากการโจมตีทางอากาศของพันธมิตรคู่สงคราม และการปฏิบัติงานก็ยิ่งยากรำเค็ญกว่าเดิมหลายเท่าเช่นกัน เครื่องไม้เครื่องมือและยาที่ใช้ในการรักษาพยาบาลนั้น ขาดแคลนเป็นอย่างมาก ถึงขั้นจำต้องผลิตของจำเป็นทุก ๆ อย่างขึ้นมาใช้เอง  บ่อยครั้งต้องนำสมุนไพรที่พอหาได้ขึ้นมาใช้แทนยารักษาแผนปัจจุบัน 

         ในระหว่างสงคราม มีผู้บาดเจ็บล้มตายจากการสู้รบบนพื้นดินและการโจมตีทางอากาศเป็นจำนวนครั้งละมาก ๆ  คุณหมอเป็นทั้งผู้ขนคนไข้มาโรงพยาบาล เป็นสัปเหร่อขนศพมาเก็บไว้ชั่วคราวที่โรงพยาบาล  ที่รอดตายก็นำมาทำการบำบัดรักษา ผ่าตัดผู้บาดเจ็บเช้าจรดเย็น เย็นจรดเช้าอยู่หลาย ๆ ครั้ง

         

         ตั้งแต่ พ.ศ. 2480 มาจนถึง พ.ศ. 2494 คุณหมอได้อุทิศตนอย่างที่ไม่เคยบ่งบอกถึงความเหน็ดเหนื่อย จนทำให้โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์สามารถให้บริการทางสาธารณสุขแก่ราษฎรอย่างภาคภูมิครบถ้วน ทั้งคนไข้ชาย คนไข้หญิง หรือแม้กระทั่งพระสงฆ์อาพาธ ในด้านอายุร กรรม ศัลยกรรม สูติกรรม ทันตกรรรม โดยคุณหมอลงมือเองทั้งหมดในระยะต้น ๆ

         และที่เชียงรายนี้เองคุณหมอได้แสดงให้เห็นว่า เป็นผู้มี “คุณธรรมกตัญญูรู้คุณ”  แม้กับคนต่างชาติ กล่าวคือ ในระหว่างสงครามมีมิชชันนารีประมาณ 50 คน หนีกองทัพญี่ปุ่นขึ้นไปเชียงรายเพื่อจะออกไปพม่าและอินเดีย คุณหมอเห็นว่ามิชชั่นนารีเหล่านี้เคยมาช่วยเหลือประชาชนคนไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา คุณหมอจึงเสี่ยงช่วยให้คนเหล่านี้หนีออกจากประเทศไทยทั้ง ๆ ที่ทางการสั่งปิดพรมแดนแล้ว แต่ก็ด้วยกุศโลบายที่มิได้ทำให้บ้านเมืองมีความเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น

         ในระยะเวลาท้าย ๆ ของการทำงานในชนบท คุณหมอได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมโรงพยาบาลของรัฐบาลในทุกภาคของประเทศไทย โดยร่วมเดินทางไปกับแพทย์ชาวอเมริกัน ชื่อ นพ. เบน ไอสแมน ผู้ซึ่งมีบทบาทช่วยพัฒนาการสาธารณสุขของประเทศของเรา  การเดินทางเป็นแรมอาทิตย์แรมเดือนในครั้งนั้น ทำให้คุณหมอได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ของการสาธารณสุขทั่วประเทศ อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำมาพัฒนาประเทศทางด้านการสาธารณสุขต่อไป

         หลังจากปฏิบัติงานในชนบทรวมกันเป็นเวลา 17 ปี ในปี พ.ศ. 2494 ทางรัฐบาลได้เรียกตัวคุณหมอให้กลับเข้ามาทำงานด้านบริหารและจัดการในกรุงเทพฯ โดยขณะนั้นรัฐบาลมีเป้าหมายของรัฐบาลอยู่ 3 ประการ คือ

    1. การก่อตั้งโรงพยาบาลหญิงและโรงพยาบาลเด็ก ให้บริการทางด้านสูติกรรมเพื่อเพิ่มประชากรของประเทศ ซึ่งในขณะนั้นมีเพียง 18 ล้านคน
    2. การสร้างโรงพยาบาลจังหวัดให้ครบทุกจังหวัด และ
    3. การก่อตั้งโรงเรียนพยาบาลของกรมการแพทย์เพื่อผลิตพยาบาลไปทำงานในชนบท

         นโยบายทั้ง 3 ข้อนี้เป็นนโยบายทางการเมืองเฉพาะของรัฐบาลในขณะนั้น จึงเป็นโอกาสแรกที่คุณหมอเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองระดับประเทศ และเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลราชวิถี)   จนเจริญก้าวหน้าทัดเทียมเป็นโรงพยาบาลระดับต้น ๆ ของประเทศ โดยใช้เวลาพัฒนาเพียง 6 ปี เท่านั้น

         คุณหมอได้แสดงความสามารถในการบริหารจัดการให้กับรัฐหลายโครงการ อาทิเช่น

    • ในปีแรกของโรงพยาบาลหญิง สามารถให้บริการกับคนไข้ผู้ป่วยนอกถึง 30,297 รายในขณะที่มีผู้ป่วยใน 3,619 ราย และด้วยแพทย์ประจำเพียง 4 คนเท่านั้น
    • เป็นนายแพทย์คนแรกของโลกที่ทำการผ่าตัดแยกฝาแฝดของไทยเป็นผลสำเร็จ
    • ก่อตั้งการผลิตนักเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลเด็ก วิทยาลัยพยาบาลและอนามัย ส่งพยาบาลไปศึกษาต่อต่างประเทศ
    • ตั้งธนาคารเลือดและน้ำเหลืองครั้งแรกของประเทศซึ่งเริ่มงานติดต่อกันมาตั้งแต่เชียงราย
    • จัดสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดและอำเภอได้อย่างครบถ้วนทุกจังหวัดและอำเภอ
    • ยกระดับมาตรฐานการแพทย์ไทยขึ้นสู่ความเป็นผู้นำทางการแพทย์ระดับภูมิภาคและระดับโลกโดยใช้เวลาเพียง 10 ปี
    • คิดค้นหลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษาที่เหมาะสมกับสังคมไทยโดยให้รู้จักและเข้าใจสังคมและสิ่งแวดล้อมก่อนการศึกษาเทคนิคการรักษาพยาบาล
    • นำการบริหารงานมูลนิธิต่าง ๆ กว่า 20 มูลนิธิ เพื่อบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ให้กับบ้านเมือง
    • จัดตั้งสาธารณสุขมูลฐานเพื่อพัฒนาสุขภาพอนามัยของประชาชนในระดับหมู่บ้าน จัดตั้งอาสาสมัครสาธารณสุขและผู้สืบข่าวสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่มีจำนวนรวมกันแล้วถึง 600,000 คน
    • จัดตั้งแนวทางพัฒนาด้านสังคมในระยะยาว
    • เป็นผู้แทนของประเทศไทย ทำงานและประสานงานร่วมกับองค์กรด้านสาธารณสุขของต่างประเทศและสหประชาชาติ
    • ริเริ่มโครงการรื้อฟื้นแพทย์อายุรเวทและแพทย์แผนไทยเดิม และใช้สมุนไพรมาบำบัดรักษาโรคซึ่งเป็นบ่อเกิดของการรักษาอีกทางเลือกหนึ่งของชุมชนยากไร้ในปัจจุบันนี้

         ส่วนทางด้านการเมืองและนิติบัญญัติ คุณหมอได้อุทิศตนเพื่อสาธารณประโยชน์ให้ไว้กับชนรุ่นหลัง อาทิเช่น

    • ระหว่างปี พ.ศ. 2516 - 2518 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2 สมัย   และระหว่างปี พ.ศ. 2523 - 2526 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอีก 2 สมัย ซึ่งในสมัยนั้นการคัดเลือกผู้บริหารระดับสูงของประเทศจะอยู่บนรากฐานของ “คุณธรรม ความสามารถ” และเป็นคนที่ประชาชนเคารพนับถือเท่านั้น คุณหมอได้ปฏิรูปโครงสร้างของกระทรวงสาธารณสุขได้สำเร็จในระยะเวลาอันสั้น สามารถรวบรวมการป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บเข้าด้วยกัน ก่อเกิดประสิทธิภาพสูงสุด คล่องแคล่ว คล่องตัวยิ่งขึ้นในการให้บริการสาธารณสุขทั่วประเทศทั้งส่วนกลางและชนบท ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงที่สุดของกระทรวงและใช้ปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบันนี้
    • ริเริ่มแผนพัฒนาการสาธารณสุขแห่งชาติ เน้นการกระจายบริการทางสาธารณสุขไปสู่ท้องถิ่นชนบทให้มากขึ้น พร้อมทั้งจัดตั้ง “โครงการพัฒนาสังคม” ให้แก่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อให้ทุกส่วนราชการผนึกกำลังกันแก้ปัญหาในชนบทอย่างมีแบบแผนและขั้นตอน
    • ชักชวนประชาชนให้เข้ามามีบทบาทร่วมแผนการพัฒนางานด้านการเมืองและต่อต้านขจัดความไม่ถูกต้องทางการเมืองของสังคมของเราในอดีตและปัจจุบัน
    • เป็นศูนย์กลางของ “ผู้ที่รักความถูกต้อง รักความเป็นธรรมในสังคม” โดยเป็นประธานก่อตั้ง “ศูนย์รวมน้ำใจไทย” เพื่อรณรงค์หาเงินทุนช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยพิบัติจากการนองเลือดทางการเมืองหลายครั้ง ก่อนหน้าที่ทางหน่วยงานของรัฐจะออกมารับผิดชอบเสียอีก

         เรื่องดี ๆ เกี่ยวกับคุณหมอเสม พริ้งพวงแก้ว ยังมีอีกมากมาย และอีกหลาย ๆ ด้าน และคงจะมีผู้ที่ชื่นชม ศรัทธาในตัวคุณหมอเสม พริ้งพวงแก้ว อีกจำนวนไม่น้อยที่อยากจะมาแสดงมุทิตาจิตต่อคุณหมอในโอกาสครบรอบ 100 ปี ในวันนี้ และสำหรับผม ในฐานะที่ได้เคยวิสาสะและร่วมงานกับท่านในหลายโอกาส อยากเห็นคนในสังคมไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ยึดถือแนวทางการทำงานและการปฏิบัติตนของท่านผู้นี้เป็นแบบอย่าง กล่าวคือ ท่านเป็นผู้สนับสนุนทางความคิดและให้กำลังใจอย่างสำคัญแก่คนรุ่นใหม่ ให้กล้าทำใน “สิ่งที่ก้าวหน้าและถูกต้อง”  ท่านเป็นนักบริหารที่แก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาดภายใต้สภาวะที่คับขัน เป็นนักต่อสู้เพื่อความดีโดยไม่เคยท้อแท้กับอุปสรรคใด ๆ  และท่านเป็นผู้ที่ “ไม่เคยยอมให้อิทธิพลหรืออามิสใดๆ มามีอำนาจเหนือความถูกต้องและผลประโยชน์ของประชาชน”