ปาฐกถา

รวมปาฐกถาภาษาไทย

หมวดที่ ๓ : การปกครอง

หมวดที่ ๓.๑ : ปรัชญาและคุณธรรมจริยธรรม

 

หมวดที่ ๓.๒ : ประชาธิปไตย

 

หมวดที่ ๓.๓ : ธรรมรัฐ

 

หมวดที่ ๓.๔ : ความโปร่งใส

 

หมวดที่ ๓.๕ : การกระจายอำนาจ

 

หมวดที่ ๓.๖ : กระบวนการยุติธรรม

      ดาวน์โหลดโปรแกรม Adobe Acrobat Reader สำหรับดูไฟล์ PDF ได้ ที่นี่

อาลัย "รัฐบาลโปร่งใส"
สำหรับท่านนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน

ทวีรัสมิ์ ธนาคม

ยี่สิบเอ็ด มีนาสามห้า อำลาแล้ว
ใจสุดแป้ว โศกสลด รันทดแสน
ต่อไปนี้ จะได้ใคร มาทำแทน
ที่แนบแน่น คุณธรรม ก่อกรรมดี

มุ่งรักษา แต่ประโยชน์ ประชาชน
รอสอชอ เลือกคน มีศักดิ์ศรี
รอมอตอ รับผิดชอบ กอปรกิจทวี
ในหนึ่งปี มีผลงาน อนันตัง

เสือสิงห์ กระทิงแรด ที่แวดล้อม
ถูกตะล่อม ไล่ตะเพิด ต้องผิดหวัง
หมื่นแสนล้าน เซฟไว้ให้ รัฐเข้าคลัง
โกงฉมัง คือเศรษฐี มีหน้าตา

ประชาธิปไตย อายุได้ หกสิบปี
บางสอสอ เป็นรัฐมนตรี ด้วยเงินหนา
เจ้าของบ่อน หว่านเงิน คนเลือกมา
ป่าสงวน ดื้อคร่า เป็นของตน

ปัญหา สารพัน หมักหมมไว้
ความยากไร้ มลพิษ ไม่เคยสน
จะให้แก้ เสร็จข้ามคืน ด้วยเวทมนตร์
นายกอานันท์ คือคน ใช่เทวดา

ข้าฯ ภูมิใจ เพื่อนร่วมชาติ สามารถนัก
เกียรติศักดิ์ รักของเขา เฝ้ารักษา
คนใส่ไคล้ ย่อมมี เสียงนินทา
ขอบารมี พระผ่านฟ้า ปกป้องไทย

ขอให้ผู้ เสียสละ เจริญสุข
ประสบโชค ไร้ทุกข์ สุขสดใส
ใครคิดร้าย ให้พินาศ ปลาตไป
กลับเป็นใหญ่ ช่วยพารา อีกคราเอย

รวมปาฐกถาภาษาไทย

สารจาก
นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย
ตีพิมพ์ครั้งแรกในจดหมายข่าว Transparency Thailand Newsletter
ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑ เดือนมิถุนายน ๒๕๔๔

ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นเป็นปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดของสังคมไทยในปัจจุบัน รากเหง้าของคอรัปชั่นได้แผ่ขยายและฝังลึกไปสู่สังคมทุกภูมิภาค บ่มเพาะและเพิ่มพูนปัญหาของชาติในทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ

คอรัปชั่นส่งผลเสียต่อคนในสังคมทุก ๆ คน ไม่ว่าคนคนนั้น จะดีหรือเลว สุจริตหรือทุจริต คอรัปชั่นทำให้เกิดความอยุติธรรมขึ้นในสังคม เพราะในกระบวนการทุจริตนั้น กำลังมีคนถูกโกง ถูกเอาเปรียบ และได้รับความเดือดร้อน คอรัปชั่นทำให้การบริหารงานในภาครัฐ และภาคเอกชนไม่เป็นไปตามกติกา ประเทศชาติต้องสูญเสียรายได้ที่พึงมี ประชาชนผู้เสียภาษีต้องแบกรับภาระ และที่สำคัญ คอรัปชั่นทำให้เกิดความไม่แน่นอน สมาชิกในสังคมเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ผู้คนเสื่อมศรัทธาในกติกาและกฎหมาย เกิดความขัดแย้งแตกแยกจนสังคมล้มเหลว และเมื่อสังคมใดล้มเหลว สังคมนั้นก็จะอยู่รอดต่อไปมิได้ และไร้ศักยภาพในการพัฒนา ผู้คนปราศจากความสุข ขาดคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้ง ๆ ที่ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทยมานานหลายสิบปีแต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เพราะเรายังไม่มีการแก้ไขปัญหากันอย่างเป็นระบบ ในอดีตที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นการแก้ไขปัญหาแบบแยกส่วน มุ่งเน้นการปราบปราม แต่ละเลยการป้องกัน โดยเฉพาะการป้องกันการแก้ไขปัญหาด้วยมิติด้านค่านิยม วัฒนธรรม

ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นจึงแยกไม่ออกจากประเด็นเรื่องค่านิยม วัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักปฏิบัติด้านคุณธรรมและจริยธรรมของคนในสังคม ปัจจุบันค่านิยมของสังคมกำลังเปลี่ยนไปเนื่องจากสภาวะการแข่งขันทางเศรษฐกิจและลัทธิบริโภคนิยมที่ส่งเสริมให้คนมีค่านิยมเห็นเงินตราเป็นพระเจ้า และเป็นที่มาของอำนาจ เกียรติยศ และชื่อเสียง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแยกแยะระหว่างอะไรถูก อะไรผิด อะไรดี อะไรเลว และอะไรควรทำและไม่ควรทำ และเมื่อใดคนในสังคมเริ่มมีความเห็นว่า คอรัปชั่นเป็นวิถีหนึ่งของชีวิต และจำยอมว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม เมื่อนั้นสังคมก็จะหมดอนาคต มีแต่ผุและพังต่อไป

การแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่นด้วยจริยธรรมและค่านิยม จึงเป็นสิ่งจำเป็นต้องแก้ไขควบคู่กันไปในระยะยาว ด้วยการเสริมสร้างกลไกทางสังคมที่ทำให้คอรัปชั่นทำได้ยากและเสี่ยงมากขึ้นในทางสังคมและชื่อเสียงด้วยมาตรการต่อต้านทางสังคม (Social Sanction)

องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทยพยายามดำเนินกิจกรรมเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกของคนในสังคมต้องไม่อดทนและไม่จำยอมต่อการทุจริตคอรัปชั่น แต่ต้องอดทนและมุ่งมั่นในการมุ่งหน้าแก้ปัญหา ทั้งนี้การทำงานใหญ่ต้องใช้ความพยายาม และใช้เวลาเพื่อทุ่มเทอย่างจริงจังและต่อเนื่องด้วยการประสานความร่วมมือรวมพลังจากทุกฝ่ายในสังคม

อานันท์ ปันยารชุน

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ใน ๔ ปีที่ผ่านมา
๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๔


ท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญ

ท่านประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

ท่านประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ท่านอดีตประธานรัฐสภา

ท่านอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

และท่านผู้มีเกียรติผู้เข้าร่วมการสัมมนาทุกท่าน

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้มาจนจะครบ ๔ ปีเต็มในวันพรุ่งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้มา ทบทวนเจตนารมณ์เมื่อตอนยกร่างรัฐธรรมนูญกับการใช้รัฐธรรมนูญมาเกือบสี่ปีว่ามีความก้าวหน้า มีความสำเร็จ หรือมีปัญหา อุปสรรคใดบ้าง เพื่อเตรียมการไว้สำหรับการแก้ไขให้ดีขึ้นในปีหน้าซึ่งจะครบ ๕ ปี และรัฐธรรมนูญมาตราสุดท้ายก็ได้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอำนาจเสนอความคิดเห็นต่อคณะรัฐมนตรี และต่อรัฐสภา ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจริเริ่มการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ว่า สมควรมีการปรับปรุงแก้ไขตัวรัฐธรรมนูญเอง หรือกฎหมายอื่นในประการใดบ้าง เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์หลักคือ การปฏิรูปการเมือง

ผมขอเน้นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นมิใช่ว่าจะแก้ไขอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ เจตนารมณ์ของมาตรา ๓๓๖ อันเป็นมาตราสุดท้ายเป็นเจตนารมณ์ที่ชัดแจ้งว่า ต้องการให้แก้ไขเพิ่มเติมให้ดีขึ้น หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องแก้ไขจุดบกพร่องที่ขัดขวางการปฏิรูปการเมืองที่ทำให้การปฏิรูปล่าช้า หรือเบี่ยงเบนไป

ดังนั้น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะทำกันต่อไป เพื่อให้ถอยหลังกลับไปเหมือนก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นการ “ถอยหลังเข้าคลอง” และขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญโดยตรง นอกจากนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างอุปสรรคให้เกิดขึ้นต่อการปฏิรูปการเมือง จะโดยจงใจหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นการเดินสวนทางกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญโดยตรง นอกจากนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างอุปสรรคให้เกิดขึ้นต่อการปฏิรูปการเมือง จะโดยจงใจหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นการเดินสวนทางกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญโดยตรง

ท่านผู้มีเกียรติครับ

เรายังคงจำเหตุการณ์เมื่อกว่า ๔ ปี ก่อนได้ว่า ประชาชนทั่วประเทศได้ร่วมกันเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง เพื่อปรับปรุงระบบการเมืองทั้งระบบให้ดีขึ้นโดยประชาชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์

การปฏิรูปการเมืองจึงเป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญฉบับนี้

เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการเมืองขึ้น รัฐธรรมนูญได้กำหนดโครงสร้างทางการเมือง และกระบวนการเมืองเสียใหม่ โดยมีมาตรการสำคัญ ๓ ประการ ซึ่งถือเป็นเจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ

ประการแรก เปลี่ยน “การเมืองของนักการเมือง” ให้เป็น “การเมืองของพลเมือง”โดยส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเมืองการปกครองเพิ่มขึ้น หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญต้องการสถาปนา “การเมืองภาคพลเมือง” ขึ้นคู่ไปกับ “การเมืองของนักการเมือง” นั่นเอง

ประการที่สอง รัฐธรรมนูญต้องการทำให้การเมือง “สุจริต” และ “โปร่งใส” เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา และความชอบธรรมในการใช้อำนาจ

ประการที่สาม รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้การเมือง “มีเสถียรภาพ” และ “มีประสิทธิภาพ” ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้มากขึ้น

เจตนารมณ์ทั้งสามประการนี้ ปรากฏอยู่ในคำปรารภของรัฐธรรมนูญเองที่ว่า

“…ภายหลังจากนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญโดยมีสาระสำคัญเป็นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้น ตลอดทั้งปรับปรุงโครงสร้างทางการเมือง ให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้โดยได้คำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ”

ท่านที่เคารพครับ

หากเปรียบบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรของมาตรา ๑ ถึงมาตรา ๓๓๖ เหมือนร่างกายมนุษย์ เจตนารมณ์ ๓ ประการดังกล่าว เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการเมืองก็เหมือนวิญญาณ มนุษย์ที่มีแต่ร่างกาย ไม่มีจิตวิญญาณ คือมนุษย์ที่ตายแล้วฉันใด รัฐธรรมนูญที่มีแต่ตัวหนังสือเป็นบทมาตรา ต่าง ๆ ไม่มีเจตนารมณ์กำกับก็เหมือนตัวหนังสือที่หาความหมายไม่ได้ ใครจะเติมความหมายหรือตีความอย่างไรก็ได้

ด้วยเหตุนี้ การใช้รัฐธรรมนูญก็ดี การตีความรัฐธรรมนูญก็ดี การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ดี ต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์เป็นสำคัญ การทำให้คนปราศจากจิตวิญญาณ ถือเป็นการฆ่าคนฉันใด การพรากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไปเสียจากเจตนารมณ์ ก็คือการล้มล้างรัฐธรรมนูญโดยไม่ต้องใช้อาวุธหรือกำลังฉันนั้น

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ

หากเราหยิบเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญเป็นตัวตั้ง แล้วตรวจสอบการใช้การตีความรัฐธรรม- นูญ ในช่วงเกือบ ๔ ปี ที่ผ่านมา เราก็จะพบทั้งความก้าวหน้าและปัญหา

สำหรับความก้าวหน้านั้นมีมากมายจนเกินกว่าจะนำมาพูดในเวลาจำกัดหากจะดูแต่ความก้าวหน้าหลัก ๆ เราจะพบว่า

ในเบื้องแรก การเมืองภาคพลเมืองเข้มแข็งขึ้นกว่าก่อนมีรัฐธรรมนูญมากดังจะเห็นได้ว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า ๕๐,๐๐๐ คนได้เข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมายป่าชุมชนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อรองรับสิทธิของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมตามมาตรา ๔๖ ของรัฐธรรมนูญในอันที่จะบำรุงรักษาและใช้ทรัพยากรป่าได้ ไม่ช้าเราก็คงจะได้ใช้กฎหมายที่ประชาชนริเริ่มเอง

นอกจากนั้น ประชาชนยังมีส่วนร่วมรับรู้ข้อมูลข่าวสารของทางราชการเพิ่มขึ้น ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการแสดงความคิดเห็นและประชาพิจารณาในโครงการสำคัญ ๆ ของรัฐเพิ่มขึ้น ที่สำคัญก็คือประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้มีโอกาสเลือกผู้แทนของทุกภาคทุกกลุ่มในสังคมเข้ามาใน “สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” เพื่อสะท้อนความต้องการและความคิดเห็นให้ผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองทราบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

แม้ระดับท้องถิ่นเอง การกระจายอำนาจไปให้องค์กรปกครองท้องถิ่นเพิ่มขึ้นตามรัฐธรรม-นูญ ก็เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกิจการท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ในประการต่อมา การป้องกันและปราบปรามการทุจริตก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเก่ามาก ดังจะเห็นได้จากการที่ ปปช. และศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้ผู้ดำรงตำแหน่ง ๙ คนใน ๑๐ คนที่ไม่ยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สิน หรือ หนี้สิน หรือยื่นแต่เป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง ต้องพ้นจากตำแหน่ง หรือ ต้องห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่ง ๕ ปี เหตุการณ์เช่นนี้ ไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญ เร็ว ๆ นี้ กำลังจะมีการพิจารณาคดีอาญาของนักการเมืองโดยศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองต่อไป ขอเราจับตาดูให้ดี

ความโปร่งใสในการบริหารบ้านเมืองก็มีมากขึ้นกว่าเก่า ดังจะเห็นได้จากการที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิเข้าขอข้อมูลทางราชการมากขึ้น ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ ก็ปรับตัวให้ข้อมูลแก่ประชาชนเพิ่มขึ้น

ยิ่งกว่านั้น การที่มีองค์กรตรวจสอบเพิ่มขึ้นถึง ๙ องค์กร ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง กกต. ปปช. ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เหล่านี้ ประชาชนก็ตรวจสอบภาครัฐได้อย่างทั่วถึง และมีช่องทางทำให้ความไม่เป็นธรรม หรือความไม่ชอบมาพากล หมดไปมากขึ้นกว่าในอดีตมาก

ในประการสุดท้าย แม้ว่าจะต้องมีการเลือกตั้งหลายครั้งแต่การทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง การซื้อเสียง ซึ่งเหมือนกับจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองไทยก่อนปี ๒๕๔๐ เพราะมีแต่การพูดถึง แต่ไม่มีการดำเนินการเอาผิด หรือแก้ปัญหาจริงจัง กลับได้รับการแก้ไขไประดับหนึ่งโดย กกต. ซึ่งเอาจริง

การหาเสียงซึ่งเดิมพูดถึงนโยบายน้อยมาก ก็เปลี่ยนมาเป็นการหาเสียงแข่งกันด้วยนโยบาย ซึ่งทำให้การเลือกตั้งมีลักษณะเป็นการเลือกนโยบายมากขึ้นอันจะส่งผลดีระยะยาวต่อการเมือง

รัฐบาลเองก็มีเสียงข้างมากในสภาท่วมทัน ไม่ต้องกังวลต่อปัญหาเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างรัฐบาลเก่า ๆ ในอดีต และเราอาจได้เห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่อยู่ครบ ๔ ปี เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็ได้

รัฐสภาเองก็ทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมายหรือเรื่องอื่น การพิจรณาในสภาก็ไม่ยืดเยื้อยาวนานอย่างในอดีต

หากจะสรุปโดยภาพรวม ระบอบประชาธิปไตยไทยพัฒนาขึ้นกว่าเดิมมากทั้งการเมืองภาคพลเมือง การเมืองของนักการเมือง และ ความทุจริตโปร่งใสจนเราน่าภูมิใจว่า เราไปไกลกว่าประเทศในภูมิภาคนี้มากในทางการเมือง

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ

ไม่มีอะไรที่มีแต่ความสำเร็จสมบูรณ์จนไม่มีที่ติ ในความสำเร็จก็ยังมีปัญหาซ่อนอยู่ รอเวลาที่เราต้องช่วยกันแก้ไขเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หลักของการปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญให้จงได้

ปัญหาประการแรกที่ควรให้ความสำคัญก็คือ ความเข้มแข็งของพลเมืองจะเกิดขึ้นได้ด้วยปัจจัย ๔ ประการคือ

หนึ่ง ประชาชนต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เป็นชมรม หรืออย่างอื่น เพื่อให้การต่อรอง กดดันทางการเมืองมีน้ำหนัก เราจะเห็นได้ว่าบางภาค การรวมตัวกันยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร เช่นผู้บริโภคซึ่งถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ ชาวนาซึ่งทำนาและขายข้าว หากภาคเหล่านี้รวมตัวกันเข้มแข็งขึ้น เสียงก็จะดังกว่าเดิม อำนาจต่อรองก็จะเพิ่มขึ้น อย่าลืมว่าประชาธิปไตยในมิติหนึ่งก็คือ การสามารถทำให้ผู้ปกครองต้องฟังเรา

สอง การมีส่วนร่วมต้องอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญและสันติ จึงจะเป็นส่วนร่วมที่เหมาะสม ดังนั้น ผู้มีส่วนร่วมต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นด้วย เพราะเราไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวในสังคม ดังนั้น ส่วนร่วมที่นำไปสู่ความรุนแรง และการละเมิดกฎหมายจึงควรจะหมดไป และเปลี่ยนเป็นส่วนร่วมที่มีคุณภาพและชอบธรรม เพราะไม่ใช้ความรุนแรงแทน

สาม การมีส่วนร่วมต้องมีฐานอยู่บนความรู้ไม่ใช่อารมณ์ ซึ่งเป็นเรื่องของฝ่ายวิชาการในมหาวิทยาลัยที่ต้องสนใจศึกษาวิจัยปัญหาของบ้านเมืองมากขึ้น และศึกษาอย่างเป็นกลางจริง ๆ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์อันเป็นเงินวิจัยแต่อย่างเดียว

สี่ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเปลี่ยนทัศนคติ ต้องรับการมีส่วนร่วมอย่างเต็มใจ เพราะการให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นหรือประชาพิจารณ์จะทำให้ได้ข้อมูลและความคิดรอบด้าน ทำให้การตัดสินใจรอบคอบขึ้น การประชาพิจารณ์ที่ถูกต้องจึงยังต้องไม่ตัดสินใจก่อน การตัดสินใจก่อนแล้วไปพยายามชักจูงให้ประชาชนเห็นด้วยไม่ใช่ประชาพิจารณ์ แต่เป็นการประชาสัมพันธ์ซึ่งอาจสร้างความขัดแย้งขึ้นได้ หากผลกระทบโครงการดังกล่าวตกถึงประชาชน

ปัญหาประการต่อมาก็คือ การที่ผู้ที่เกี่ยวข้องยังคงมีทัศนคติและพฤติกรรมแบบเดิมเหมือนก่อนการปฏิรูบการเมือง ดังจะเห็นได้จากปัญหาการซื้อเสียงที่ยังไม่หมดไป การพูดและให้สัมภาษณ์ของนักการเมืองบางคนซึ่งไม่ได้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมไทย ข้าราชการเองก็ยังคงไม่ตื่นตัว ทำอย่างไรมาในอดีตก็ทำอย่างนั้นต่อไป สื่อมวลชนเองก็เสนอข่าวแบบ เก่า ๆ โดยเฉพาะเห็นการอภิปรายในสภา ซึ่งอาจมีเนื้อหาสาระดีกว่าเก่ามาก เป็นเรื่อง “จืดชืด” แต่ถ้าอภิปรายด่ากันก็อาจเป็นเรื่องตื่นเต้นน่าติดตาม ประชาชนบางส่วนก็ยังคงคิดแบบเดิมคือ “รอผู้นำ” ทั้ง ๆ ที่ในระบอบประชาธิปไตยเองนั้น ประชาชนต้องเป็นผู้นำและรัฐบาลต้องเป็นผู้ตามประชาชน

ทัศนคติ และพฤติกรรมเก่า ๆ แบบนี้คงจะต้องปรับปรุง หาไม่แล้วก็จะมีการปฏิรูปแต่ในรูปแบบ แต่เนื้อหาคือพฤติกรรมยังคงเป็นแบบเก่า ๆ ดังนั้น การปรับปรุงทัศนคติและพฤติกรรมอาจต้องเริ่มที่ฝ่ายการเมืองที่ต้องแสดงตนเป็นแบบอย่างที่ดีทั้ง สำนึก และพฤติกรรม ที่จะต้องไม่เดินสวนทางกับการปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะต้องมีทัศนคติประชาธิปไตยคือรับฟังผู้อื่น การ “รับฟัง” ไม่ใช่ “การเชื่อฟัง” คนที่รับฟังผู้อื่นมีแต่ได้กำไร ตรงกันข้ามกับคนที่ปิดกั้นโอกาสการรับฟัง ก็ย่อมมีแต่ขาดทุน เพราะแม้ทรราชที่สุดก็ต้องยังเงี่ยหูคอยฟังประชาชน

พฤติกรรมประการที่สองคือ ความโปร่งใสและความสุจริตต้องอยู่ในมโนสำนึกของนักการเมืองและข้าราชการ ตลอดจนบรรดาพ่อค้า นักธุรกิจทั้งหลาย สำหรับการเมืองกับข้าราชการมีคนพูดมามากแล้ว วันนี้จะขอเน้นที่นักธุรกิจซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหรือทำลายการปฏิรูปการเมืองได้

ท่านผู้มีเกียรติครับ

นักธุรกิจที่ดีย่อมต้องมีศีลธรรม การแสวงหากำไรจะต้องไม่เกิดจากการได้อภิสิทธิ์ เพราะได้สนับสนุนฝ่ายการเมืองหรือข้าราชการ คอรัปชั่นจะมีแต่ผู้รับไม่ได้ ต้องมีผู้ให้ด้วย นักธุรกิจที่มีมโนสำนึกย่อมจะไม่แสวงอภิสิทธิ์หรือการผูกขาดโดยการใช้เงินสนับสนุนการเมืองหรือข้าราชการ แต่ที่ผ่านมา เราต้องยอมรับว่า “ธรรมาภิบาลธุรกิจ” เองมีปัญหาซึ่งส่งผลทำให้นักธุรกิจที่ไม่ดีฉวยโอกาสใช้เงินทองเพื่อให้ได้ซึ่งอภิสิทธิ์ สิ่งเหล่านี้ย่อมทำลายการปฏิรูปการเมืองและธรรมาภิบาลโดยตรง ผมจึงขอเรียบร้องให้นักธุรกิจหันกลับมามีมโนสำนึกที่ถูกต้องต่อบ้านเมืองและสังคม

สำหรับสื่อมวลชนนั้น ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ปลดปล่อยพันธะการถูกควบคุมโดยรัฐออกไป เพื่อให้สื่อมวลชนอิสระ สื่อมวลชนอิสระย่อมเสนอข่าวและความเห็นที่ถูกต้องและไม่เป็นฝักเป็นฝ่าย ซึ่งประชาชนจะได้ใช้วิจารณญาณอย่างถูกต้อง เสรีภาพของสื่อมวลชนจึงเป็นหัวใจของประชาธิปไตยเสรี

แต่ความอิสระออกจากรัฐนั้นย่อมไม่เพียงพอ สื่อมวลชนต้องอิสระออกจากนายทุนเจ้าของกิจการด้วย ความจริงในเรื่องนี้รัฐธรรมนูญรับรองเอาไว้ชัดแจ้งในมาตรา ๔๑ ที่ว่า

“พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งการประกอบวิชาชีพ

ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ในกิจการวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง”

เพื่อให้สื่อมวลชนเป็นอิสระออกจากทุนและรัฐอย่างแท้จริง การรวมตัวของผู้สื่อข่าว คอลัมนิสต์จึงจำเป็น และจะต้องขอให้ออกกฎหมายอนุวัตการตามมาตรา ๔๑ โดยเร็ว เพื่อป้องกันการแทรกแซงทั้งจากทุนและรัฐ

แต่เสรีภาพก็ต้องควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ สื่อมวลชนก็ต้องรับผิดชอบตัวเองให้มากกว่าเดิม องค์กรวิชาชีพต้องเข้มแข็งพอจะควบคุมกันเอง และคุ้มครองสมาชิกจากการแทรกแซงของทุกฝ่ายในเรื่องนี้ แม้เราจะมีความพยายามดังกล่าวอยู่ก็ต้องยอมรับว่าองค์กรวิชาชีพนี้ยังไม่มีความเข้มแข็งอย่างแท้จริง และที่สำคัญคือเจ้าของกิจการยังมีบทบาทอย่างสูงอยู่ในองค์กรดังกล่าว

ดังนั้น ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปฏิรูปสื่ออย่างจริงจัง เพราะความสำเร็จของการปฏิรูปการเมืองย่อมขึ้นอยู่กับสื่อที่เป็นอิสระ เป็นกลาง มีคุณภาพและความรับผิดชอบด้วย

ท่านที่เคารพครับ

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้วันนี้ก็คือ การตีความรัฐธรรมนูญขององค์กรต่าง ๆ ต้องยึดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่พึงตีความไปในทางที่ให้กฎหมายไร้ผล หรือสวนทางกับการปฏิรูปการเมือง ดังเป็นข่าวฮือฮาในอดีตมาหลายครั้งหลายครา โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ กกต. และ ปปช. ซึ่งเป็นสถาบันสำคัญของบ้านเมืองนั้น ต้องเป็นเสาหลักแห่งการปฏิรูปการเมืองให้ได้ ไม่พึงตีความหรือประพฤติการใด ๆ ที่จะสวนทางหรือทำลายความศรัทธาในการปฏิรูปการเมือง

อย่าลืมว่า ถ้าไม่มีการปฏิรูปการเมือง ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ องค์กรเหล่านี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้ดอกครับ เมื่อองค์กรเหล่านี้เกิดขึ้น และดำรงอยู่ได้เพราะรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนตั้งขึ้นและมอบอำนาจให้ จึงต้องใช้อำนาจนั้นรักษาเจตนารมณ์และความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญไว้ให้ดีที่สุด พฤติกรรมใดจะทำให้สงสัยหรือความเสื่อมศรัทธาต้องไม่กระทำ หากไม่ เจ้าของอำนาจที่แท้จริงคือประชาชนอาจตรวจสอบท่านได้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ท่านต้องพิทักษ์การปฏิรูปการเมืองและรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ทำตัว “เป็นรัฐธรรมนูญ” เสียเอง

ท่านผู้มีเกียรติครับ

การปฏิรูปการเมืองเริ่มเมื่อ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ และยังไม่จบสิ้นครับ หนทางยังอยู่อีกยาวไกลกว่าจะถึงเป้าหมาย แต่ถ้าเรา ประชาชนชาวไทยทุกคนช่วยกันผลักดัน การไปสู่เป้าหมายก็จะเร็วขึ้น ผมจึงขอเรียกร้องให้เรา – ท่าน ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงแห่งอำนาจสูงสุดช่วยกันพิทักษ์การปฏิรูปการเมือง และผลักดันให้ไปถึงเป้าหมายโดยเร็ว ปีหน้า จะเป็นปีที่พิสูจน์ว่าคนไทย สังคมไทยจริงจังเพียงใดกับการปฏิรูปการเมือง เพราะเป็นปีที่จะมีการพูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญมากที่สุด โปรดระลึกว่า การพิจารณาใด ๆ ต้องพิจารณาภาพรวมและเป้าหมายการปฏิรูปการเมือง ไม่พึงแยกส่วนและการกระทำการใด ๆ อันเป็นการบั่นทอนหรือทำลายการปฏิรูป

ผมหวังว่า เราจะช่วยกันติดตามกระแสการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด และพร้อมกับบอกทุกฝ่ายว่า เราต้องการการปฏิรูปการเมืองที่แท้จริง

สวัสดีครับ

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง
ภาคีท้องถิ่น: ขีดความสามารถเพื่อรองรับการกระจายอำนาจ
โดย
นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย / ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ในการประชุมวิชาการประจำปี ๒๕๔๕ ของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

ตามที่ทราบกันดีว่า รัฐธรรมนูญได้ให้หลักการและแนวทางเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นไว้ชัดเจน ไม่ว่าเรื่องของการจัดบริการสาธารณะ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการจัดทรัพยากรธรรมชาติ โดยเน้นให้ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายในการบริหารจัดการ และให้มีอำนาจหน้าที่เป็นของตนเอง รัฐจะเป็นเพียงผู้กำกับดูแลเท่าที่จำเป็นภายในกรอบของกฎหมายเท่านั้น ซึ่งขณะนี้มี พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ได้กำหนดหลักการอย่างกว้าง ๆ ของการกระจายอำนาจเอาไว้ และได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อแปลงหลักการนี้ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง โดยตั้งเป้าไว้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นลำดับขั้นตอน รวมทั้งค่อย ๆ เรียนรู้และปรับตัวกันไป ตามขีดความสามารถของท้องถิ่น

อย่างที่ ดร.ไพจิตร เอื้อทวีกุล ได้กล่าวถึงกรอบแผนการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม ๕ ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ – ๒๕๔๙ ไว้ว่า กรอบแผนฯ นี้เป็นแผนระดับชาติ แต่ใช้เป็นแนวทางระดับท้องถิ่นในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี โดยมีที่มาจากกระบวนการการมีส่วนร่วมที่ทุกภาคีได้มารับรู้ วิจารณ์ เสนอแนะ และให้ข้อคิดเห็น ซึ่งภาคีที่ว่านี้ก็มาจากท้องถิ่นด้วย

อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า ท้องถิ่น คือใคร เพื่อจะได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว ใครคือผู้ที่ต้องรับช่วงอำนาจที่ถ่ายโอนลงไป และจะต้องสร้างขีดความสามารถให้กับกลุ่มใด ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะบางมาตราของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ ก็จะพบว่าท้องถิ่นก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างเช่น อบจ. อบต. เทศบาล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ซึ่งกรอบกฎหมายและแผนฯ ก็ได้กำหนดไว้เช่นนั้นด้วย จึงทำให้อำนาจทั้งหลายทั้งปวงที่รัฐได้กระจายหรือถ่ายโอนลงไป ไปหยุดอยู่ที่หน่วยงานเหล่านั้นเท่านั้น

ผมจึงอยากให้เราเปิดใจให้กว้าง และพิจารณาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างรอบคอบ แล้วจะพบว่า แท้จริงแล้วเป้าหมายของการกระจายอำนาจก็คือ กระจายลงไปให้ถึงระดับล่างจริง ๆ ซึ่งนั่นก็หมายถึงประชาชนและชุมชนท้องถิ่นโดยรวม รัฐธรรมนูญไม่ได้มีจุดประสงค์หรือความต้องการให้แยกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกจากประชาชน หรือแยกประชาชนออกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเลยแม้แต่น้อย

ดังนั้น จะต้องมองว่า “ท้องถิ่น” เป็นพื้นที่ ที่มีคนอาศัยอยู่ มีทรัพยากร มีวัฒนธรรม มีภูมิปัญญา มีจิตวิญญาณและความเป็นชุมชนที่เป็นเรื่องเฉพาะของท้องถิ่น โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์ประกอบเพียงส่วนหนึ่ง นั่นหมายความว่า สิ่งที่เราจะพูดกันในวันนี้ ถึงเรื่องการมีส่วนร่วม และการสร้างขีดความสามารถ หรือการสร้างความพร้อมให้กับท้องถิ่นนั้น จะต้องมองให้ครอบคลุมถึงสิ่งที่ผมได้กล่าวไป

แต่ก็น่าเสียดายว่า ปัจจุบันเราหลงประเด็นไปจำกัดอยู่เฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วละเลยภาคประชาชน หรือ ยังคิดแยกส่วนกันอยู่ โดยไปหลงคิดในด้านหนึ่งว่าการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องของประชาชนเท่านั้น และประชาชนมีหน้าที่ต้องมาร่วมกันคิดร่วมกันทำ ส่วนอีกด้านหนึ่ง เรื่องการสร้างขีดความสามารถเป็นเรื่องเฉพาะขององค์กรปกครองฯ ชาวบ้านไม่เกี่ยว จึงทำให้เห็นว่าการฝึกอบรมแต่ละครั้งจะมีแต่ อบต. เทศบาล ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยชาวบ้านไม่ได้มีโอกาสที่เรียนรู้หรือรับรู้เท่า ๆ กัน ซึ่งถ้าแต่ละองค์ประกอบของสังคม มีความรู้ความเข้าใจไม่เท่ากันหรือไม่ตรงกันแล้ว การประชุมปรึกษาหารือเรื่องใด ๆ ก็จะตกลงกันได้ยาก และการหาข้อยุติที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้นั้นก็เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย

ในช่วงของการเปลี่ยนถ่านอำนาจสู่ท้องถิ่นในขณะนี้ ผมจึงอยากให้ความสำคัญกับทุกฝ่าย ซึ่งขอเรียกว่า “ภาคีท้องถิ่น” หมายถึง ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคเอกชนอันรวมไปถึงภาคธุรกิจด้วย ได้ให้เข้ามาปรึกษาหารือและทำงานร่วมกัน โดยจะปล่อยให้เป็นเพียงภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเดียวเช่นเมื่อก่อนคงไม่ได้

การมีส่วนร่วมของภาคีท้องถิ่น ถือเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างกลไกการคานอำนาจและตรวจสอบการบริหารจัดการของภาครัฐทั้งจากส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเอง และจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเข้มแข็งและขีดความสามารถของท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย ดังนั้น การสร้างขีดความสามารถของภาคีท้องถิ่นจึงต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการจัดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น ทั้งนี้ ก็เพื่อรองรับและตามให้ทันกับการกระจายอำนาจซึ่งได้เกิดขึ้นล่วงหน้าไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้กระจายลงไปพร้อมกันกับอำนาจมีอยู่ ๓ เรื่องใหญ่ ๆ คือ ภารกิจ งบประมาณ และบุคลากร ประเด็นที่น่าเป็นห่วงอยู่ที่การใช้อำนาจในการบริหารงบประมาณของท้องถิ่น โดยมองข้ามทั้งภารกิจ สิ่งแวดล้อม ผลกระทบทางสังคม อัตรากำลังและขีดความสามารถของบุคลากรท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่ได้วิตกกังวลเกินขอบเขต แต่เราท่านก็ทราบสถานการณ์กันดีอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร

แล้วจะยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก เมื่อทราบว่าในขณะนี้ได้มีถ่ายโอนภารกิจและได้จัดสรรงบประมาณลงไปสู่ท้องถิ่นแล้ว แต่การกระจายบุคลากร ตามลงไปยังมีอุปสรรและไม่เกิดผลที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้จะด้วยเหตุผลของการขาดแรงจูงใจหรืออะไรก็ตาม แต่สิ่งนี้ก็ได้ทำให้การบริหารภารกิจและงบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ บางภารกิจยังต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงพอสงควร และต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านเทคนิคเฉพาะทาง จึงยังจำเป็นต้องพึงพาส่วนกลางอยู่ เช่น เรื่องของการจัดการทัพยากรน้ำทั้งลุ่มน้ำ การอนุรักษ์โบราณสถาน เช่น อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การบำบัดน้ำเสียจากชุมชนเมือง เป็นต้น แต่ถ้าหากเข้าใจไม่ตรงกันในประเด็นบทบาทและหน้าที่ของแต่ละฝ่าย แต่ละองค์กร แต่ละภาคี ข้าราชการส่วนกลางก็อาจจะเข้าไปก้าวก่ายหรือไปมีผลได้ผลเสียเกินไปต่อการตัดสินใจของท้องถิ่นได้

ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็จะกลายเป็นการเลี้ยงลูกไม่ให้โต และการกระจาย อำนาจสู่ท้องถิ่น ก็จะยังไม่สัมฤทธิ์ผลตามเจตนารมของรัฐธรรมนูญ เพราะการเลี้ยงลูกให้โตและทำงานได้เองนั้น ต้องอาศัยการให้ความรู้และฝึกทักษะอย่างค่อยเป็นค่อยไป แบบที่เราเรียนจากอนุบาลไปสู่ประถมฯ มัธยมฯ และมหาวิทยาลัย อย่างไรก็อย่างนั้น

ดังนั้น การสร้างขีดความสามารถของท้องถิ่น จึงเป็นทั้งเหตุและผลของการกระจาย อำนาจ และจำเป็นจะต้องเร่งให้มีขึ้นด้วยความจำเป็นเร่งด่วน ๓ ประการ

ประการแรก เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังที่กล่าวแล้วว่า ขณะนี้ได้มีแผนปฏิบัติการการถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณไปสู่ท้องถิ่นแล้ว ดังนั้น ท้องถิ่นต้องมีความสามารถในการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดผลในทางปฏิบัติได้มากที่สุด

ประการที่สอง เพื่อให้การตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดเป็นรูปธรรมและผลได้จริง โดยภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ต้องสนับสนุนการทำงานในภาคประชาสังคมและภาคีต่าง ๆ ให้สามารถเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของรัฐท้องถิ่นมากขึ้น และ

ประการที่สาม เพื่อให้ผู้นำท้องถิ่นมีศักยภาพที่จะสามารถตัดสินใจ และนำพาท้องถิ่นไปสู่ความน่าอยู่ และการเพิ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนและตลอดไป

ถึงตรงนี้ หลายท่านอาจจะกำลังคิดไปถึงการปฏิบัติ ว่าจะทำได้อย่างไร ผมไม่อยากให้ท่านคิดอะไรที่ซับซ้อนและเริ่มต้นได้ยาก แต่อยากให้เรามองสิ่งที่เรามี เราขาด และเราเป็นอยู่ ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่เรากำลังขาด คือ ขาดความเข้าใจและขาดการปรับเปลี่ยนวิธีคิด สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้นก่อนเป็นอับดับแรก รัฐต้องเปลี่ยนจาก “รัฐผู้ปกครอง” หรือ “รัฐผู้จัดหา” มาเป็น “รัฐผู้สนับสนุนและส่งเสริมสร้างขีดความสามารถให้ท้องถิ่น” ซึ่งทำได้หลายทาง ทั้งการสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การฝึกอบรม และกระตุ้นให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วม

ในขณะเดียวกัน ท้องถิ่นเองก็ต้องปรับเปลี่ยนจากการเป็น “ผู้รอรับ” มาเป็น “ผู้เรียนรู้” เพื่อการพัฒนาและเพิ่งตนเอง ต้องขวนขวายที่จะรู้สิทธิ รู้หน้าที่ที่พึงมีพึงได้ รวมทั้งต้องรวมตัวกันเพื่อสร้างรูปแบบและกลไกตรวจสอบการทำงานของภาครัฐขึ้นมาให้ได้ การเรียนรู้ของท้องถิ่นและภาคประชาชนในลักษณะนี้ มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วว่า สามารถสร้างพลังได้อย่างเข้มแข็ง เช่น กลุ่มฮักเมืองน่าน จังหวัดน่าน ที่ได้รับรางวัลองค์กรดีเด่นด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อสองปีที่แล้ว เป็นการรวมตัวกันเองของภาคีท้องถิ่น เพื่อทำกิจกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน จังหวัดตราด ก็ได้มีการรวมตัวกันต่อสู้กับนายทุนที่บุกรุกป่าชายเลนจนสำเร็จ และได้จัดการป่าบริเวณนั้นไว้เป็นป่าสำหรับชุมชน การสร้างพลังเช่นนี้จะเป็นกลไกหนึ่งที่เข้าไปถ่วงดุลอำนาจการบริหารงานของภาครัฐได้ ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงการตรวจสอบเพื่อลดโอกาสการคอรัปชั่นในระดับท้องถิ่น ซึ่งต้องขอโทษที่จะพูดว่าประเด็นหลังนี้อาจเกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

สำหรับการปรับเปลี่ยนให้เกิดการสัมฤทธิ์ผลนั้น จะต้องมาจากการปรับวิธีคิดหรือทัศนคติทั้งหมด ตลอดทั้งกระบวนการ ไม่ใช่ปรับแต่เพียงรูปแบบหรือเพียงเปลือกนอก จุดสำคัญคือ การปฏิรูปวิธีคิดให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ของสังคม ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของกลไกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ และ พรบ. การกระจายอำนาจฯ ซึ่งทั้ง ๓ กลไกได้เน้นสาระสำคัญของการเมืองภาคประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชน และบทบาทของท้องถิ่น ซึ่งผมยังมองไม่เห็นว่าการปฏิรูประบบราชการแบบที่กำลังทำกันอยู่ จะเชื่อมโยงมาสู่สิ่งเหล่านี้ได้มากน้องสักเท่าไร เพราะนอกจากจะทำให้เกิดโครงสร้างระบบข้าราชการใหม่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนกว่าเดิมแล้ว ยังน่าเป็นห่วงว่า โครงสร้างใหม่นี้ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการคานอำนาจ และการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ซึ่งก็ยิ่งเป็นการรวมศูนย์อำนาจมากกว่าการกระจาย อำนาจมากขึ้นไปอีก

สำหรับผม ผมอยากเห็นรัฐที่เล็ก มีความคล่องตัว และใกล้ชิดประชาชน มีกระบวนการปรึกษาหารือ รับฟังความคิดเห็น เป็นรัฐของประชาชน ไม่ใช่รัฐของนักการเมือง และหากจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปใด ๆ ก็จะต้องมาจากการระดมสติปัญญาของคนในสังคม ไม่ใช่เรื่องเฉพาะฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายข้าราชการเท่านั้น

ท้ายสุด ผมขอพูดถึงเรื่องสำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง และเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นในแผ่นดินไทย ก็คือ ความเป็นปัจเจกของท้องถิ่น ที่ต่างคนต่างอยู่ เอาแต่เพียงท้องถิ่นของตนอยู่รอด ขาดการเกื้อกูลต่อท้องถิ่นอื่น ๆ โดยเฉพาะท้องถิ่นที่เล็กกว่า และไม่ได้มองถึงภาพเป็นองค์กรรวม ด้วยการเอาเหตุผลของท้องถิ่นเป็นใหญ่ โดยไม่สนใจต่อประโยชน์โดยส่วนรวมของประเทศ ผมอยากให้พวกเราใช้ปัญญาและตั้งสติที่จะฟังและคิด โดยตระหนักว่าในโลกของความจริงไม่มีใครได้เต็มร้อย แต่ในข้อยุตินั้นทุกคนต้องมีส่วนได้ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละฝ่ายมีความรู้ความเข้าใจ มีปัญญา มีสติเพียงพอที่จะวิเคราะห์และสังเคราะห์ในภาพกว้างและเป็นองค์ภาพรวมได้ดีพอ จนสามารถประสานประโยชน์เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดได้อย่างไร ทั้งนี้จะต้องไม่ทิ้งหลักการและความถูกต้อง

เรื่องนี้มีความสำคัญมากสำหรับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม เพราะเรื่องของป่าไม้ ลุ่มน้ำ ชายฝั่ง ขยะ หรืออื่น ๆ ล้วนเป็นประเด็นคาบเกี่ยวที่ส่งผลกระทบกันและกันระหว่างท้องถิ่นหรืออาจจะเป็นประเด็นร่วมของภูมิภาคหรือของโลกเลยทีเดียว ในบางกรณีจึงจะทำหรือพิจารณาเฉพาะข้อมูลท้องถิ่นแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ บอกจากนี้ การแยกความเป็นท้องถิ่นออกจากความเป็นรัฐ จะทำให้ประเทศขาดความเป็นเอกภาพ เราคงไม่ต้องการเห็นภาวะท้องถิ่นเข้มแข็ง แต่ประเทศชาติอ่อนแอเกิดขึ้นในประเทศของเรา

อย่างไรก็ตาม ผมขอเน้นว่า ผมยังให้ความสำคัญกับการสร้างขีดความสามารถให้แก่ภาคีท้องถิ่น เพื่อไปหนุนให้การกระจายอำนาจสามารถเกิดประสิทธิผลได้จริง และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประชุมในวันนี้จะมีส่วนช่วยในการสร้างความรู้และมุมมองที่ถูกต้อง ในเรื่องการกระจาย อำนาจการจัดการสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วม และการสร้างขีดความสามารถของท้องถิ่น ทั้งในภาคเมืองและชนบท ให้แก่ผู้เข้าร่วมการประชุมได้หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้เกิดพหุภาคีที่สามารเข้ามาช่วยกันสร้างสรรค์สังคมของเราให้ยั่งยืนและน่าอยู่ยิ่งขึ้นต่อไป

ขอบคุณครับ

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถาเรื่อง
"๕ ปี แห่งการปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญ"
โดย
ฯพณฯ นายอานันท์ ปันยารชุน
๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๕


ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน

วันนี้เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยตรารัฐ-ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน ประกาศใช้ นับแต่นั้นถึงวันนี้ ครบ ๕ ปีบริบูรณ์ จึงนับเป็นวาระที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะได้มาทบทวนการใช้บังคับรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกขนานนามว่า "รัฐ-ธรรมนูญฉบับประชาชน" ฉบับนี้ การที่สถาบันพระปกเกล้าและชมรม ส.ส.ร. ร่วมกันจัดแสดงปาฐกถาโดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญนี้ในเวลานั้น จึงเหมาะแก่กาลสมัยเป็นอย่างยิ่ง

ท่านผู้มีเกียรติครับ

ก่อนอื่น ผมใคร่ขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเข้าใจบางประการ ในการประเมินการใช้บังคับรัฐธรรมนูญนี้ เพราะหลายปีที่ผ่านมา เราคงได้ยินการกล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ห้ามแก้ไขจนกว่าจะครบ ๕ ปีหลังประกาศใช้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะที่จริงแล้วรัฐธรรมนูญมาตราสุดท้าย คือ มาตรา ๓๓๖ บัญญัติแต่เพียงว่า

"เมื่อครบห้าปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะตุลา-การศาลรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีอำนาจทำรายงานเสนอความเห็นต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายอื่นได้"

ซึ่งไม่ได้หมายความว่าห้ามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดเลย ว่ากันอันที่จริง โดยหลัก เมื่อรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ ก็อาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ได้ทันทีในวันรุ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะไม่มีมาตราใดห้ามแก้ไขเอาไว้เลย มาตรา ๓๓๖ เพียงแต่ให้อำนาจ ก.ก.ต. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. ทำความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อใช้รัฐธรรมนูญนี้ไปครบ ๕ ปี เพื่อให้มีการสำรวจตรวจตราว่า ๕ ปีที่ผ่านมา มีปัญหาหรืออุปสรรคใดอันเกิดจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญบ้างเท่านั้น แม้กระนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ๓ หน่วยงานดังกล่าว จะต้องเสนอขอให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่น หากทั้ง ๓ หน่วยงานเห็นว่าทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำต้องทำความเห็นให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมแต่อย่างใด ดังนั้น การที่มีข่าวว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าไม่จำต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จึงเป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคณะรัฐมนตรี หรือสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจริเริ่มการแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา ๓๑๓ จะริเริ่มเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมิได้ ในทางตรงกันข้าม ๒ หน่วยงานหลังนี้ มีอำนาจตามรัฐธรรม-นูญที่จะเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม การ "มีอำนาจ" เป็นเรื่องหนึ่ง แต่จะ "ใช้อำนาจ" ที่มีอยู่หรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถึงแม้จะมีอำนาจ แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาพิจารณาแล้วเห็นว่า ยังไม่สมควรใช้อำนาจเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ก็เป็นสิ่งที่กระทำได้พอ ๆ กับการที่คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภา เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ย่อมที่จะเสนอขอแก้ไขได้ตามมาตรา ๓๑๓ กล่าวโดยสรุปก็คือ ดุลพินิจในการเลือก "เรื่อง" ที่จะแก้ไข และ "เวลา" ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น อยู่ที่คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภา แต่การใช้ดุลพินิจนั้นจะเหมาะสม สมควร หรือไม่สมควรประการใด เรา-ท่าน ทั้งหลายที่ประชุมอยู่ที่นี่และรับชมรับฟังอยู่ทางบ้าน ย่อมมีสิทธิอิสระที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะเรามีส่วนร่วมช่วยกันให้รัฐธรรมนูญนี้เกิดขึ้นมาเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว

ท่านที่เคารพครับ

สำหรับผม การจะพิจารณาว่าสมควรและถึงเวลาหรือยัง ที่จะแก้รัฐธรรมนูญนั้น เราจำต้อง "เหลียวหลัง" ไปแลดูการใช้รัฐธรรมนูญในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา ว่าเป็นอย่างไร ก่อนที่จะ "แลหน้า" ไปในอนาคตว่า เราต้องการให้สิ่งใดเกิดขึ้นในสังคมไทย แต่สิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้น และการไม่เกิดขึ้น เพราะบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นปัญหาที่เป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้สิ่งที่เราประสงค์จะให้เกิดขึ้น ถ้าเป็นเช่นนี้ เราก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญ แต่ถ้าสิ่งที่เราต้องการให้เกิด เกิดขึ้นแล้วก็ดี หรือไม่เกิดก็ตาม แต่ไม่ได้เป็นเพราะบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรคไม่ให้เกิด เราก็ไม่จำต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรม-นูญไม่ใช่สาเหตุแห่งปัญหา เราต้องกลับมาทบทวนว่า อะไรคือรากแห่งปัญหาและแก้ที่จุดนั้น

ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ

เมื่อเหลียวหลังไปแล ๕ ปีที่ผ่านมา เราจะพบข้อเท็จจริงว่า แม้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ จะมีผลใช้บังคับแล้ว ตามช่วงเวลาต่าง ๆ กัน เริ่มตั้งแต่บทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๓ อันเป็นวันครบวาระของวุฒิสภาชุดเดิมที่มาจากการแต่งตั้ง เป็นผลให้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาชุดแรก เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๓ อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาดังกล่าว บทบัญญัติว่าด้วยสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีก็ยังไม่มีผลใช้บังคับทุกมาตรา เพราะสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรียังเป็นชุดเดิมตามบทเฉพาะกาล ดังนั้น ในช่วงนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีควบกันได้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นไปแบบเดิมตามรัฐธรรมนูญฉบับเก่า เป็นเช่นนี้เรื่อยมา จนมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ และจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๔ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญใหม่ ในส่วนที่เกี่ยวกับสภาผู้แทนราษฎรใหม่และคณะรัฐมนตรีใหม่ จึงเริ่มใช้บังคับในอายุของรัฐบาลนี้

พอถึงจุดนี้ เรา-ท่าน ก็นึกว่า รัฐธรรมนูญคงใช้ครบทุกมาตราแล้ว

แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่! จวบจนบัดนี้ ยังมีรัฐธรรมนูญหลายมาตราที่ยังไม่มีในทางปฏิบัติเลย จนแม้ในเวลาที่พูดอยู่นี้

หากสำรวจตรวจตราให้ดี เราสามารถจัดกลุ่มบทบัญญัติที่ยังไม่มีผลเป็น ๒ กลุ่ม ตามสาเหตุที่ทำให้ไม่มีผล

กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่มีบทเฉพาะกาลหน่วงเวลาไว้ว่า ให้ใช้บังคับเมื่อครบ ๕ ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ บทบัญญัติในส่วนนี้อยู่ในมาตรา ๓๓๕ (๓) (๕) และ (๖) อันได้แก่

การบังคับให้รัฐต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า ๑๒ ปี อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายจากนักเรียน ตามมาตรา ๔๓ วรรคหนึ่ง
การบังคับให้การนั่งพิจารณาคดีของศาล ต้องครบองค์คณะตามมาตรา ๒๓๖
การให้การจับกุม คุมขังคน ต้องมีหมายศาล และต้องนำตัวไปศาลภายใน ๔๘ ชั่วโมง นับแต่ผู้ถูกจับไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน ตามมาตรา ๒๓๗
การจ่ายสำนวนคดีให้ศาลตามกฎหมาย และการโยกย้ายผู้พิพากษา ต้องได้รีบความยินยอมจากผู้พิพากษา เพื่อคุ้มครองความเป็นอิสระในการพิจารณาคดีของศาลตามมาตรา ๒๔๙ วรรคสามและวรรคห้า
การให้การเลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือน หรือลงโทษผู้พิพากษาต้องผ่านการพิจารณาของอนุกรรมการของแต่ละชั้นศาล ก่อนที่ ก.ต. จะพิจารณาได้ ตามมาตรา ๒๗๓ วรรคสอง
บทบัญญัติเหล่านี้เพิ่งมีผลใช้บังคับวันนี้ครับ วันที่เรากำลังยืนพูดกันอยู่นี้

ที่รัฐธรรมนูญให้เวลาถึง ๕ ปี ในบทเฉพาะกาลในเรื่องเหล่านี้ ก็เพื่อเหตุ ๒ ประการ

ประการแรก เพื่อให้รัฐบาลเตรียมการให้พร้อม เพราะต้องใช้เงินมาก โดยเฉพาะการให้การศึกษาฟรี ๑๒ ปี ต้องให้เวลารัฐบาลเตรียมหาเงิน และวางรูปแบบการจัดการศึกษาฟรีโดยเหมาะสม ไม่ทำลายคุณภาพของโรงเรียนที่จัดการเรียนดีอยู่แล้วลงให้ด้อยคุณภาพ แต่ให้ยกระดับโรงเรียนที่จัดการศึกษาโดยมีข้อจำกัด ได้พัฒนาคุณภาพให้สูงขึ้น

ประการที่สอง เพื่อให้ศาล อัยการ และตำรวจ ซึ่งเคยชินกับแบบแผนในการดำเนินคดีเดิม ๆ มาเป็นร้อยปี ต้องเปลี่ยนวิธีคิด และวิธีทำงาน ให้ประสานกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคู่ความในคดี ที่เพิ่มมากขึ้นกว่าในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ

ด้วยเหตุนี้ ในวันนี้ เราจึงไม่สามารถประเมินผลการใช้บังคับบทบัญญัติที่เพิ่งมีผลในวันนี้ได้ เราคงต้องให้เวลาอีกระยะหนึ่ง แล้วปีหน้า เราจึงมาประเมินผลกันอีกที

อย่างไรก็ตาม ณ จุดนี้ ผมมีข้อสังเกตว่า รัฐพร้อมแค่ไหนในการเตรียมการ? ผมไม่แน่ใจ เท่าที่ทราบอย่างน้อย ๒ เรื่องมีปัญหาเรื่องความพร้อม ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญให้เวลานานถึง ๕ ปี เรื่องแรก ก็คือเรื่องการให้การศึกษา ๑๒ ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จนวันนี้ เวลานี้ ยังไม่แน่ว่ารัฐจะดำเนินการอย่างไร ไม่มีการแถลง หรือชี้แจงใด ๆ จากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ปัญหาจะตามมาในตอนเปิดเทอมนี้ว่า ถ้าผู้ปกครองนักเรียนประถมหรือมัธยมไม่ยอมชำระค่าเล่าเรียน แต่โรงเรียนยังเรียกเก็บอยู่ ผู้ปกครองอาจนำคดีไปสู่ศาลปกครอง หรือไปร้องยังผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผลจะเป็นเช่นใด? นี่คือบททดสอบบทแรกของการปฏิรูประบบราชการ

เรื่องที่สองคือ เรื่องการออกหมายจับของตำรวจ ซึ่งเท่าที่ทราบมาก็คือ ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๓๗ ยังไม่ออกใช้บังคับ เมื่อเป็นเช่นนี้ ในวันนี้ ตำรวจ อัยการ และศาลก็ต้องใช้มาตรา ๒๓๗ ทันที โดยไม่ต้องรอการแก้ไขกฎหมาย เท่าที่ผมทราบมา ทางศาลยุติธรรมโดยประธานศาลฎีกาได้เตรียมการโดยออกแนวทาง ให้ผู้พิพากษาดำเนินการตามมาตรา ๒๓๗ ไว้แล้ว ปัญหาอยู่ที่ตำรวจ ซึ่งมีอำนาจจับและมีจำนวนกว่า ๒ แสนคน ได้ทราบแล้วหรือไม่ว่า จะต้องปฏิบัติอย่างไร ไม่ใช่ปล่อยผู้ร้ายให้ลอยนวลโดยอ้างว่าจับไม่ได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง หากเกิดความเสียหายขึ้นใครรับผิดชอบ? และรับผิดชอบอย่างไร? เพราะรัฐธรรมนูญให้เวลาเตรียมการมานานถึง ๕ ปีแล้ว

ท่านที่เคารพครับ

คนที่ชอบกินแกงร้อน ต้องถูกแกงลวกปากจนพองฉันใด การไม่เตรียมการให้พร้อม ทั้งที่มีเวลาถึง ๕ ปี ก็ย่อมต้องส่งผลเช่นนั้นต่อผู้ที่มีหน้าที่โดยตรง ขอแต่เพียงอย่าให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมืองและพลเมืองเท่านั้นแหละครับ

ที่กล่าวมานั้น เป็นบทบัญญัติกลุ่มแรกที่มีผลใช้ในวันนี้เพราะบทเฉพาะกาลให้เวลาเตรียมตัว แต่บทบัญญัติอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้มีเวลากำกับไว้ครับว่าจะต้องดำเนินการเมื่อใด

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ

บทบัญญัติกลุ่มที่ ๒ ซึ่งไม่มีบทเฉพาะกาลหน่วงเวลาใช้บังคับเอาไว้ จะทำเมื่อใด รัฐก็ทำได้ทันที ตั้งแต่วันแรกที่รัฐธรรมนูญใช้ คือ บทบัญญัติต่อไปนี้ครับ

เรื่องแรก คือ เรื่องตามมาตรา ๔๐ ซึ่งให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ซึ่งกฎหมายออกใช้บังคับแล้วภายใน ๓ ปี ตามบทเฉพาะกาล มาตรา ๓๓๕ (๒) แต่จนบัดนี้ยังไม่มี กสช. และ กทช. มาดูแลตามมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญ และยังไม่มีทีท่าว่าองค์กรทั้ง ๒ จะเกิดเมื่อใด คำถามก็คือใครรับผิดชอบ? รัฐบาล หรือ ศาลปกครอง หรือ วุฒิสภา?

เรื่องที่สองคือ กรณีตามมาตรา ๔๑ ซึ่งรัฐธรรมนูญให้หลักประกันแก่ข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างของเอกชน และของรัฐในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ให้มีเสรีภาพ และอิสรภาพออกจากเจ้าของสื่อ เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า แม้จะปลดปล่อยสื่อออกจากการควบคุมของรัฐแล้วก็ตาม ก็ยังต้องปลดปล่อยผู้สื่อข่าวและคอลัมนิสต์ออกจากเจ้าของกิจการซึ่งเป็นเอกชนด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้ข้อมูลและความคิดเห็นที่แท้จริงของคนในวิชาชีพ หลักการนี้สำคัญมาก เพราะสื่อมวลชนเป็นสื่อกลางความเข้าใจของคนในสังคม และเสรีภาพดังกล่าวเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ที่สร้างทางเลือก (choices) ให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม จนบัดนี้ ก็ยังไม่มีกฎหมายปลดปล่อยผู้สื่อข่าวและคอลัมนิสต์ออกจากเจ้าของกิจการเอกชน ผลก็คือเขาเหล่านั้นส่วนหนึ่งยังคงอยู่ในอำนาจครอบงำนำชักของนายจ้าง

เรื่องที่สามคือ การที่รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ที่จะร่วมในการจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรมของท้องถิ่น ตามมาตรา ๔๖ ซึ่งต้องมีกฎหมายมากำหนดรายละเอียด เวลานี้ร่างกฎหมายป่าชุมชนที่ประชาชน ๕๐,๐๐๐ คนเข้าชื่อเสนอ ก็ยังอยู่ในคณะกรรมาธิการร่วมของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ยังไม่ทราบแน่ว่าจะใช้เวลาอีกนานเท่าใด เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเวลาไว้ ผลก็คือชุมชนท้องถิ่นทั้งหลายก็ยังไม่อาจใช้สิทธิตามมาตรานี้ได้

ในเรื่องนี้ ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า เมื่อร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอผ่านสภาผู้แทนราษฎร เข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา วุฒิสภากลับแก้ไขหลักการของร่างกฎหมายดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่ไม่อาจกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญ ดังจะเห็นจากการที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองหลักการของกฎหมายไว้อย่างแจ้งชัด ในมาตรา ๑๗๑ และมาตรา ๑๗๗ ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ ไม่ใช่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่จะให้วุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร กลับแก้ไขหลักการของกฎหมาย เสมือนหนึ่งกลายเป็นผู้เริ่มเสนอกฎหมายเสียเอง อันที่จริง ถ้าดูให้ดีจะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญไม่ให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเหมือนกับ ส.ส. เสนอกฎหมายได้ ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะรัฐธรรมนูญต้องการให้วุฒิสภาเป็นสภาตรวจสอบ ทำหน้าที่แต่งตั้งองค์กรอิสระ และถอดถอนผู้ทุจริตคิดมิชอบ แต่ให้ ส.ส. เสนอกฎหมายได้ เพราะสภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาอันเป็นรากฐานของการบริหารราชการแผ่นดิน จึงให้อำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี อภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อให้รัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บริหาร พ้นตำแหน่งได้ รวมทั้งเสนอกฎหมาย และพิจารณางบประมาณ ซึ่งล้วนแต่เป็นเครื่องมือบริหารของรัฐบาลทั้งสิ้น

สังเกตให้ดีเถอะครับ เขาไม่ต้องการให้วุฒิสภาเป็นสภาซ้ำซ้อนกับสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นสภาอันเป็นรากฐานของการบริหาร เขาจึงห้ามสมาชิกวุฒิสภาเป็นรัฐมนตรี และแม้ลาออกถ้าไม่ครบ ๑ ปี รัฐธรรมนูญก็ยังห้ามเป็นรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บริหารอยู่ดี รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจวุฒิสภาตัดงบประมาณ แม้แต่สลึงเดียว ให้เพียงอำนาจรับหรือไม่รับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเท่านั้น เพราะเขาไม่ต้องการให้วุฒิสภาไปยุ่มย่ามกับการบริหาร ซึ่งจะซ้ำซ้อนกับสภาผู้แทนราษฎร

ดังนั้น การที่วุฒิสภาทำเกินอำนาจ ด้วยการแก้หลักการของกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว จึงเป็นการผิดหน้าที่ ผิดฝาผิดตัว ทำให้ผู้ตรวจสอบกลายเป็นผู้บริหารเสียเอง ถ้าเป็นเช่นนี้ ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบผู้ตรวจสอบเล่า?

เรื่องที่สี่คือ การออกกฎหมายคืนอสังหาริมทรัพย์ที่รัฐเวนคืนมาแล้ว แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ รัฐธรรมนูญกำหนดให้คืนให้เจ้าของ หรือทายาทตามที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา ๔๘ วรรคสุดท้าย แต่ยังไม่มีกฎหมายในเรื่องนี้

เรื่องที่ห้าก็คือ กรณีตามมาตรา ๕๓ ที่รัฐต้องออกกฎหมายมาคุ้มครองเด็กและเยาวชน และบุคคลในครอบครัว จากการใช้ความรุนแรงก็ดี หรือกำหนดให้รัฐต้องเลี้ยงดู และให้การศึกษาอบรมแก่เด็กและเยาวชนที่ไม่มีผู้ดูแล ตามที่กฎหมายบัญญัติ จนบัดนี้ก็ยังไม่มีกฎหมาย

เรื่องที่หกคือ การที่รัฐต้องช่วยเหลือคนชราอายุเกิน ๖๐ ปี ที่ไม่มีรายได้ ตามมาตรา ๕๔ ก็ยังไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดในเรื่องนี้

เรื่องที่เจ็ดคือ กรณีที่มาตรา ๕๕ ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐต้องให้ความช่วยเหลือ และจัดสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ให้ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ก็ยังไม่มีกฎหมายที่ครอบคลุมครบถ้วน

เรื่องที่แปดคือ กรณีตามมาตรา ๕๖ วรรคหนึ่ง ซึ่งให้สิทธิบุคคลที่จะร่วมกับรัฐและชุมชน ในการบำรุงรักษา และได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และสิ่งแวดล้อม ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีกฎหมายมารองรับ

เรื่องที่เก้าคือ กรณีตามมาตรา ๕๖ วรรคสอง ที่กำหนดให้ต้องมีกฎหมายออกมาก่อตั้งองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม และสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ความเห็นต่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในโครงการขนาดใหญ่ ก็ยังไม่มีใครทราบว่าไปถึงไหนแล้ว แต่ที่แน่ที่สุดก็คือ เวลานี้ยังไม่มีการตรากฎหมายดังกล่าว

เรื่องที่สิบคือ เรื่ององค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภค ที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๕๗ กำหนดให้ต้องมีขึ้น เพื่อให้ความเห็นในการคุ้มครองผู้บริโภค ก็ยังไม่มีกฎหมายจัดตั้ง

เรื่องที่สิบเอ็ดคือ กรณีตามมาตรา ๕๙ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการรับฟ้งความคิดเห็นของประชาชน ก็ยังหามีกฎหมายไม่ คงใช้อยู่แต่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประชาพิจารณ์ ซึ่งมีปัญหามากมาย

เรื่องที่สิบสองคือ การให้ประชาชนมีสิทธิร้องทุกข์ และการแจ้งผลการพิจารณาในเวลาอันควร ตามมาตรา ๖๑ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันกับการร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีกฎหมายมารองรับ

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ

ความจริง ผมยังจาระไนเรื่องที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่ยังไม่มีการปฏิบัติได้อีกมาก แต่เนื่องจากเวลาจำกัด ขอจาระไนไว้แค่นี้

ปัญหาจึงมีว่า เรื่องทั้งหมดนี้ใครเป็นเจ้าภาพ? ใครต้องรับผิดชอบ? และต้องดำเนินการภายในเวลาใด? ถ้าไม่ดำเนินการผลจะเป็นอย่างไร?

ในปัญหาแรกนั้น ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่โดยตรงในเรื่องต่าง ๆ ต้องเป็นเจ้าภาพอยู่ โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหน่วยงานเหล่านั้นมีหน้าที่โดยตรงตามกฎหมายอยู่ เช่น เรื่องคุ้มครองผู้บริโภค ก็มีสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคอยู่ เรื่องสิ่งแวดล้อม ก็มีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับผิดชอบ แทนกระทรวงวิทยาศาสตร์เดิม การศึกษา ก็อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาล โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน ก็คงต้องรับผิดชอบในภาพรวม ในการกำกับให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

สำหรับเรื่องเวลานั้น แม้รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ อย่างที่กำหนดเรื่องต่าง ๆ ไว้ในมาตรา ๓๓๔ หรือ ๓๓๕ ที่มีเวลาแน่นอนก็ตาม คงต้องใช้หลักทั่วไปว่ารัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการภายในเวลาอันสมควร สำหรับผม เวลา ๕ ปี นั้น ยาวพอแก่การคิด การเตรียมตัว เตรียมการ หากยังไม่เริ่มเลย ก็ดูจะเป็นปัญหาว่า ละเลย ไม่เอาใจใส่ หากได้ดำเนินการไปมากแล้ว เช่น ร่างกฎหมายเสร็จแล้ว เตรียมการแล้ว คงต้องรีบเร่ง ให้เกิดผลขึ้นโดยเร็ว

ความล่าช้าเกินควรในเรื่องการประสาทความยุติธรรมมีสุภาษิตว่า "ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือการปฏิเสธความยุติธรรม" (Justice delayed, justice denied) ฉันใด การดำเนินการล่าช้าเกินควรโดยไม่ใส่ใจ คือ การปฏิเสธไม่ดำเนินการฉันนั้น

ในเรื่องนี้ ถ้ามีคดีขึ้นศาลในต่างประเทศ ศาลต่างประเทศ เช่นศาลฝรั่งเศสหรือเยอรมัน จะพิพากษาให้รัฐต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ประชาชนเพราะความล่าช้า ความจริงก็น่าจะลองดำเนินคดีในศาลปกครองได้ เพราะกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองเปิดโอกาสไว้ในมาตรา ๙ (๓) ให้ประชาชนผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้หาก "ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร"

ท่านผู้มีเกียรติครับ

ผมไม่ประสงค์จะยุให้คนเป็นความกัน แต่ถ้าจำเป็นก็คงต้องเชื่อสุภาษิตที่ว่า "ไม่มีเสรีภาพใด ที่ได้มาโดยไม่ทวงถาม"

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ

๕ ปีของการใช้รัฐธรรมนูญผ่านไป เราได้เห็นบทบัญญัติส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง และกระบวนการทางการเมือง พัฒนาไปในทิศทางที่รัฐธรรมนูญต้องการแล้ว แม้จะยังไม่สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่ผลเชิงโครงสร้างและกระบวนการได้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การเมืองภาคพลเมืองเข้มแข็งขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ประชาชน ๕๐,๐๐๐ ชื่อ ได้เสนอร่างกฎหมายตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ ๓ ฉบับ ได้เข้าชื่อกันถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐธรรมนูญ ได้เสนอข้อคิดความเห็นและคัดค้านสิ่งที่ไม่เห็นด้วยตามสิทธิของเขา สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนฉบับนี้

ในส่วนการเมืองของนักการเมืองเอง พัฒนาการ ๕ ปี ที่ผ่านมาก็ไปในทิศทางที่รัฐธรรมนูญประสงค์ แม้จะยังไม่เกิดขึ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ตามที่ผู้ร่างคาดหวัง เราได้เห็นรัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาด ซึ่งไม่เคยมีมาในระบอบประชาธิปไตยไทยในรอบ ๗๐ ปี เว้นแต่ช่วงเผด็จการ เราได้เห็นการใช้นโยบายหาเสียง แทนที่จะมีแต่ความนิยมในตัวคน หรือลงคะแนนโดยอามิสสินจ้าง เราได้เห็นนายกรัฐมนตรีที่มีความเข้มแข็งและมีภาวะการนำสูง เราได้เห็นการตรวจสอบทางการเมืองที่เข้มข้นจากวุฒิสภา เราได้ประจักษ์ถึงการตรวจสอบทางกฎหมายที่เข้มแข็งขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทั้ง ๙ องค์กร

ท่านผู้มีเกียรติครับ

สิ่งเหล่านี้มีขึ้นได้เพราะรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่เรา-ท่านมีส่วนผลักดันมาวันนี้ แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะยังไม่ "ทันใจ" เราบ้าง ซึ่งก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์ ทวงถามกันไป ให้เกิดสิ่งที่เรา "ถูกใจ" ให้มากที่สุด แต่เราก็อาจกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ "เห็นใจ" และ "เข้าใจ" ประชาชนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ผมคิดว่า ใน ๕ ปี ต่อไปข้างหน้า เรา-ท่าน ต้องถือเป็นหน้าที่ ที่จะติดตามให้รัฐธรรมนูญเกิดผลให้ครบถ้วนทุกมาตรา และเมื่อเวลานั้นมาถึง เราจึงสามารถประเมินผลการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เต็มที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

หน้าที่นี้ไม่มีบัญญัติไว้ที่ใดในรัฐธรรมนูญ แต่เป็นหน้าที่ที่ "หัวใจ" ของเราต้องกำหนดขึ้นมาเอง

สวัสดีครับ

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถา
เรื่อง
"ก้าวต่อไปของการปฏิรูปการเมืองไทย"
โดย
นายอานันท์ ปันยารชุน
๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔


         ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านผู้มีเกียรติทั้งชาวต่างประเทศ และชาวไทยที่เคารพทุกท่าน

          สามวันที่ผ่านมา ท่านทั้งหลายได้ใช้เวลาทบทวนการปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในแง่มุมต่าง ๆ อย่างละเอียดทุกแง่ ทุกมุม ทั้งยังเปรียบเทียบกับประสบการณ์จากต่างประเทศ ที่มีการปฏิรูปการเมืองเช่นเดียวกัน ทั้งหมดนั้นเป็นการ "เหลียวหลัง" ไปสำรวจพัฒนาการของการเมืองไทย ๕ ปี หลังการใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนช่วยกันทำขึ้น

          วันนี้ เป็นวันที่เราสมควรจะมา "แลหน้า" ไปในอนาคตว่าก้าวต่อไปของการปฏิรูปการเมืองไทยควรไปในทิศทางใด? ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ การปฏิรูปการเมืองไม่ใช่การกระทำที่เสร็จไปครั้งเดียวด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญ แต่การปฏิรูปการเมืองเป็น "กระบวนการ" ที่อาจเริ่มขึ้นด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนก็จริงอยู่ แต่กระบวนการนั้นคงต้องพัฒนาไป จนถึงจุดที่การเมืองสามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของพลเมืองได้อย่างทันท่วงที

          ท่านผู้มีเกียรติครับ

          ระบอบการเมือง ก็คือ ระบบการบริหารสังคมที่เรียกว่ารัฐ ระบอบการเมืองจึงเป็นระบบการตัดสินใจแทนรัฐ ในนามรัฐ และมีผลผูกพันให้คนในสังคมรัฐนั้นต้องทำตาม

          วันนี้ ถ้าประธานาธิบดีบุช ตัดสินใจบุกอิรักแทนสหรัฐอเมริกา คนอเมริกันทุกคนก็ต้องรับผลแห่งการตัดสินใจ ที่ประธานาธิบดีได้ทำในนามสังคมรัฐอเมริกัน และผูกพันคนอเมริกันทุกคน

          เช่นเดียวกัน วันพรุ่งนี้ ถ้ารัฐบาลไทยตัดสินใจขึ้นภาษีเงินได้ หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม เราทุกคนก็ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น

          ระบอบการเมือง ซึ่งเป็นระบบการบริหารและตัดสินใจแทนสังคมรัฐ จึงมีความสำคัญต่อชะตาและอนาคตของคนทุกคนในสังคมรัฐนั้น ด้วยเหตุดังนี้แหละ ที่นักปรัชญาคนสำคัญของโลก ตั่งแต่ยุคก่อนพุทธกาลในอินเดียและในจีน เรื่อยมาจนถึงยุคกรีก ตลอดมาถึงยุคกลาง และยุคใหม่ในยุโรป ใช้เวลาศึกษาและเขียนหนังสือปรัชญาหลายร้อยเล่มเกี่ยวกับการเมืองเพื่อแสวงหารูปแบบที่ดีที่สุดของระบอบการเมือง ที่สร้างความผาสุกอย่างแท้จริง ให้คนทุกคนที่อยู่รวมกันเป็นสังคมรัฐนั้น

          การที่เราทั้งหลายมาพูดถึง "ก้าวต่อไปของการปฏิรูปการเมือง" ก็คือการมาแสวงหาแนวทางร่วมกัน เพื่อให้ระบอบการเมืองรับใช้พลเมืองได้อย่างดีที่สุด

          เป้าหมายและหัวใจของการเมืองก็คือ "พลเมือง" การปฏิรูปการเมืองเองก็มีเป้าหมายสำคัญ ๓ ประการ คือ

          ประการแรก การเพิ่มอำนาจให้พลเมือง ด้วยการขยายสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคในระบอบการเมือง และการเพิ่มส่วนร่วมของพลเมืองในการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น โดยเชื่อว่า ส่วนร่วมของทุกส่วนในสังคม จะนำมาซึ่งการจัดสรรทรัพยากรซึ่งมีจัดอย่างสมดุลและเป็นธรรม และจะส่งผลให้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ว่านั้นมีความยั่งยืน

          ประการที่สอง การทำให้การเมืองมีความโปร่งใส เพิ่มความสุจริต ลดการทุจริตอันทำให้การตัดสินใจในเรื่องสาธารณกิจทั้งหลายผิดเพี้ยนไปจากความถูกต้องที่ตวรจะเป็นและไม่ได้ตอบสนองประโยชน์ของมหาชนอย่างแท้จริง เพราะมีสินบนเข้ามาเกี่ยวข้อง

          ประการที่สาม การทำให้การเมืองมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ ภายใต้การตรวจสอบที่เข้มงวด ทั้งนี้ เพื่อให้ระบอบการเมืองสามารถแก้ปัญหาของบ้านเมืองและพลเมืองได้อย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอย่างแท้จริง

          ท่านผู้มีเกียรติครับ

          เจตนารมณ์ทั้งสามประการของรัฐธรรมนูญ ต่างมุ่งให้ระบอบการเมืองสามารถรับใช้ และสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

          สามวันที่ผ่านมา ท่านทั้งหลายได้ทุ่มเทกำลังสมองศึกษา วิเคราะห์ กลไกต่าง ๆ ที่รัฐ-ธรรมนูญสร้างขึ้น เพื่อให้เกิดผลตามเจตนารมณ์ทั้งสามประการ กลไกเหล่านี้จำเป็นและมีความสำคัญยิ่งก็จริงอยู่ เพราะเป็น "วิธีการ" ทำให้การเมืองไทยรับใช้พลเมืองไทยได้ดีที่สุด แต่ถึงจำเป็น ก็ไม่เพียงพอ เราคงยังต้องถามคำถาม ที่ลึกลงไปกว่า "กลไก" อันเป็นเพียง "วิธีการ" ในการปฏิรูปการเมืองว่าระบอบการเมืองไทยที่ได้ปฏิรูปแล้ว ได้สร้างความผาสุกอย่างแท้จริงให้เกิดขึ้นแก่คนไทยส่วนใหญ่หรือยัง คำถามนี้ ไม่ใช่คำถามเชิงวิธีการอีกต่อไป แต่เป็นคำถามที่ต้องการวัดผลสัมฤทธิ์ของระบอบการเมืองหลังการปฏิรูปว่า ได้บรรลุ "เป้าหมาย" หลัก คือการสร้างความผาสุกอย่างแท้จริงให้เกิดขึ้นแก่คนไทยทุกคน หรือส่วนใหญ่หรือยัง

          ถ้าคำตอบคือ ใช่ ก็แสดงว่าการปฏิรูปการเมืองได้บรรลุผลอย่างแท้จริง คือมีความสำเร็จทั้ง "เป้าหมาย" ของการปฏิรูปการเมืองและความสำเร็จในการใช้ "กลไก" อันเป็น "วิธีการ"

          แต่ถ้าคำตอบคือ ยัง ระบอบการเมืองภายหลังการปฏิรูปยังไม่บรรลุการทำให้คนส่วนใหญ่มีความผาสุกอย่างแท้จริง ก็แสดงว่าการปฏิรูปการเมืองยังไม่บรรลุผล เรา-ท่าน ก็คงจะต้องร่วมกันผลักดันกระบวนการนี้ต่อไป

          ในเรื่องนี้ ผมใคร่ขอยกสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจสังคมในช่วง ๓ ทศวรรษที่ผ่านมา ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๘ ซึ่งมีความว่า

          "... ถึงแม้ว่าการพัฒนาประเทศจะบรรลุเป้าหมายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็ตาม แต่กิจกรรมและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจก็ยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รายได้ต่อหัวของคนไทยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังสูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศมาก โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีรายได้ต่อหัวต่ำที่สุดประมาณ ๑๒ เท่า กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงสุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์แรกมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๕๔ ในปี ๒๕๓๑ เป็นร้อยละ ๕๙ ในปี ๒๕๓๕ ในขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่ำสุดมีสัดส่วนรายได้ลดลงจากร้อยละ ๔.๖ ในปี ๒๕๓๑ เหลือเพียงร้อยละ ๓.๙ ในปี ๒๕๓๕ ช่องว่างระหว่างรายได้และโอกาสที่ได้รับจากผลของการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตคนไทยส่วนใหญ่และการพัฒนาประเทศในระยะยาว ..."

          ท่านที่เคารพครับ

          การที่คนส่วนใหญ่ ในสังคมไทยยังยากจน ในขณะที่คนส่วนน้อยมีความเป็นอยู่ที่ดี จะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้หรือ? เพราะถ้าประชาธิปไตยคือการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนจริง ประชาชนส่วนใหญ่ก็ย่อมต้องได้ประโยชน์จากการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมโดยระบอบการเมือง ไม่ใช่ประชาชนส่วนน้อยได้ประโยชน์เพราะคำว่า "ประชา-ชน" ในอมตวาจาของอับราฮัม ลินคอล์น ย่อมหมายถึงประชาชนทั้งหมด หรือส่วนใหญ่ ไม่ใช่คนส่วนน้อย

          ท่านผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านครับ

          "ประชาธิปไตยทางการเมือง" เป็นเพียงวิธีการบริหารบ้านเมืองเพื่อให้เกิด "ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคม" อันเป็นความเท่าเทียมกันของประชาชนส่วนใหญ่ในโอกาสที่จะพัฒนา ความเป็นมนุษย์ได้เต็มศักยภาพ

          จะมีประโยชน์อันใดที่จะรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระ ในเมื่อคนจนที่ไร้การศึกษา พูดจาอะไรก็ไม่น่าฟังเท่าคนฐานะดี การศึกษาสูงอย่างท่านทั้งหลาย ณ ที่นี้ คนจนจึงมีสิทธิแต่ไม่มีเสียง ไม่มีเสียงเพราะเสียงของเขาไม่ดังพอที่สื่อมวลชนจะสนใจ ไม่ดังพอที่จะทำให้ผู้มีอำนาจให้ความสำคัญ

          ความจน ความไม่รู้ การไร้เสียง หรือเสียงไม่ดังพอ จึงควบคู่ไปกับสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรม-นูญรับรองไว้ แต่ก็เป็นเพียงสิทธิเสรีภาพในกฎหมายที่เป็นตัวหนังสือ ในขณะที่โอกาสที่จะใช้สิทธิ เสรีภาพเหล่านั้น คนจนมีน้อยกว่าคนมีฐานะดี ยิ่งกว่านั้นคนจนยังต้องพึ่งพาอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อื่น และนี่ก็จะเป็นที่มาของวัฒนธรรมอุปถัมภ์ในสังคมการเมืองไทย และวัฒนธรรมอุปถัมภ์ก็เป็นที่มาของการซื้อสิทธิ์-ขายเสียง อันทำลายความน่าเชื่อถือของประชาธิปไตยทางการเมือง ให้หมดความชอบธรรมลง

          การทำให้เกิดประชาธิปไตยโดยทางเศรษฐกิจและสังคมด้วยการยกระดับคนส่วนใหญ่ให้ลืมตา อ้าปาก มีทั้งสิทธิ และมีทั้งเสียงอย่างแท้จริง ไม่ต้องพึ่ง ไม่ต้องพิงใคร นอกจากตัวเราเอง จำต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม และเป็นเป้าหมายของประชาธิปไตยทางการเมือง และการปฏิรูปการเมือง

          ดังนั้นการที่สถาบันพระปกเกล้า กำหนดให้การประชุมวิชาการประจำปีหน้าเป็นเรื่อง “ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคม : คนจนกับการพัฒนาประชาธิปไตย” จึงเป็นการเหมาะสม อย่างยิ่ง เพราะนี่ก็คือ ทิศทางที่การปฏิรูปการเมืองควรจะต้องพยายามให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

          เมื่อเกิดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคมขึ้นกับคนหมู่มากของบ้านเมืองแล้ว สิ่งนี้ก็จะหันกลับมาส่งเสริมและพัฒนาประชาธิปไตยทางการเมือง ให้มีความยั่งยืนอย่างแท้จริง

          ท่านผู้มีเกียรติครับ

          เมื่อเราได้ประเมิน “เป้าหมาย” ของการเมือง หลังการปฏิรูปแล้วว่า ยังไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคมได้ และเรา-ท่าน มีหน้าที่ต้องช่วยกันผลักดันต่อไป

          เราน่าจะหันมาประเมิน “กลไก” อันเป็น “วิธีการ” ที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดขึ้นเพื่อการปฏิรูปการเมืองด้วย

          อันที่จริง ตลอด ๓ วันนี้ ท่านทั้งหลายก็ได้ประเมินแล้ว เสียงจากการประเมินในการประชุมวิชาการครั้งนี้ ส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ตัวปัญหา ตรงกันข้าม ในภาพรวมแล้ว รัฐธรรมนูญนี้ดีที่สุดเท่าที่มีมา ๑๖ ฉบับ ตรงที่สร้างอำนาจให้พลเมือง มากกว่าการเพิ่มอำนาจให้นักการเมือง แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในระยะ ๕ ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นปัญหาการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่สมบูรณ์อยู่ ดังที่ผมได้เคยชี้ให้เห็นแล้วว่า ยังไม่มีกฎหมายสำคัญ ๆ อีกประมาณเกือบ ๒๐ ฉบับ มารองรับหลักการในรัฐธรรมนูญให้เกิดผลขึ้นอย่างจริงจัง

          ปัญหาบางส่วนเป็นปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูก ปัญหาอีกจำนวนหนึ่งเป็นปัญหาทัศนคติของผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนเป็นปัญหาการใช้และการตีความรัฐธรรม-นูญหรือกฎหมาย อันเนื่องจากการขาดคุณสมบัติที่เหมาะสมของผู้ที่อยู่ในองค์กรที่ใช้ และตีความรัฐ-ธรรมนูญเหล่านั้น

          สิ่งเหล่านี้ อาจต้องแก้ไข ปรับเปลี่ยนตามวิถี และครรลองที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งสมควรกระทำโดยเร็วต่อไป

          แต่ที่น่าพิจารณาในวันนี้ก็คือ เริ่มมีเสียงมาจากองค์กรทางการเมือง ที่มีอำนาจริเริ่มการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในประเด็นต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อท่านเหล่านั้น อาทิเช่น การแก้มาตรา ๑๐๗ (๔) ที่ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ๙๐ วันเป็นอย่างน้อย จึงจะลงสมัครรับเลือกตั้งได้ หรือการแก้มาตรา ๑๐๗ (๓) ให้ผู้สมัครเป็น ส.ส. ไม่ต้องจบปริญญาตรีเป็นต้น

          คำถามที่เกิดขึ้น จึงมีว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมขอย้ำว่าอาจกระทำได้นั้น จะแก้ไขเรื่องใด? จะแก้ไขเพื่อใคร? และจะแก้ไขอย่างไร?

          ทั้งสามคำถามนี้ จะต้องมีคำตอบ

          สำหรับคำถามที่ว่า จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเรื่องใดนั้น มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับคำถามที่ว่า จะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อใคร แต่ความจริงแล้ว ก่อนที่จะตอบคำถามว่า จะแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องใดนั้น ผู้คิดจะแก้ จะต้องทราบเจตนารมณ์ และความเป็นมาของกลไก หรือวิธีการต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญร่างไว้ให้ครบถ้วนเสียก่อน แล้วจึงพิจารณาศึกษาว่า กลไกหรือวิธีการที่วางนั้น ก่อให้เกิดปัญหาแก่การปฏิรูปการเมืองหรือไม่ ถ้าก่อให้เกิดปัญหาแก่การปฏิรูปการเมือง เราก็ต้องปรับกลไกเหล่านั้น โดยการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ถ้ากลไกเหล่านั้นไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาแก่การปฏิรูปการเมือง แต่เป็นปัญหาสำหรับนักการเมือง ก็ต้องมาพิจารณาว่า ถ้าเช่นนั้น จะแก้หรือไม่? ถ้าแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องนั้น ๆ แล้ว ผลที่ตามมาคืออะไร?

          เช่น ถ้าจะแก้มาตรา ๑๐๗ (๔) ที่ต้องการให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง ถึง ๙๐ วัน ก็เพื่อป้องกันการ "ย้ายพรรค" ในระหว่างการประกาศให้มีการเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการ "ประมูลตัว" ผู้สมัคร ซึ่งจะมีผลต่อเสถียรภาพของพรรคการเมืองประการหนึ่ง และจะมีผลโดยตรง ต่อระบบการซื้อเสียง ขายสิทธิของผู้สมัคร และพรรคการเมืองอีกประการหนึ่ง หากแก้ไขมาตรานี้ เปิดโอกาสให้สังกัดพรรคในเวลาที่สั้น ก็จะเกิดการ "ประมูลตัว" ผู้สมัคร และการ "ต่อรอง" ระหว่างผู้ถูกประมูลตัว กับพรรคการเมืองเดิมที่สังกัดอยู่ และพรรคการเมืองใหม่ที่มาประมูลตัว ซึ่งการต่อรองเหล่านี้ อาจไม่ได้อยู่ที่ผลประโยชน์ต่อประชาชน แต่อยู่ที่ผลประโยชน์ที่ผู้ถูกประมูลจะได้ การแก้ไขเช่นนี้ คงไม่ใช้เพื่อปฏิรูปการเมือง แต่เป็นการแก้เพื่อตอบสนองความต้องการของนักการเมือง

          ส่วนคำถามที่สองที่ว่า "แก้เพื่อใคร?" ก็ชัดแจ้งอยู่ในตัวเองว่า ถ้าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น เป็นการแก้เพื่อ "พลเมืองทั้งหมดหรือส่วนใหญ่" อันเป็นหัวใจของการเมืองแล้ว ก็สมควรที่จะแก้ไขให้พล-เมืองได้ประโยชน์สูงสุด แต่ถ้าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น เป็นไปเพื่อตัวแทนที่ประชาชนพลเมืองเลือกตั้งเข้าไป มิได้เป็นไปเพื่อตัวการหรือพลเมืองแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ก็ไม่ใช่การแก้ไขให้เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการเมืองที่ดีขึ้น แต่เป็นการแก้ปัญหาของนักการเมือง ซึ่งร้ายกว่านั้น อาจเป็นการแก้ไขให้ทำลายการปฏิรูปการเมืองเลยก็ได้

          ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ

          ตอนที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๓๔ ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ก็เนื่องมาจากแนวความคิดที่ว่า นักการเมืองผู้ถูกปฏิรูป ไม่อาจปฏิรูปตัวเองได้ เพราะมีส่วนได้เสียเอง ดังคำกล่าวของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ที่ว่า "จงอย่าให้ผู้รับเหมาเขียนสเป็กเอง" ด้วยเหตุนี้ จึงต้องให้สภาร่างรัฐธรรม-นูญ ซึ่งไม่มีส่วนได้เสียในฐานะนักการเมือง มาเป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญ

          มาบัดนี้ เราจะให้ตัวแทนแก้กฎเกณฑ์เพื่อประโยชน์ของตัวแทนเอง โดยไม่ฟังเสียงตัวการ หรือประชาชนเลยหรือ?

          สำหรับคำถามสุดท้ายที่ว่า จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอย่างไร? นั้น คำตอบคงมีได้ ๒ นัย

          นัยแรก เป็นคำตอบตามตัวบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๑๓ ซึ่งให้อำนาจคณะรัฐมนตรี หรือ ส.ส. จำนวน ๑ ใน ๕ ของจำนวน ส.ส. ที่มีอยู่ หรือ ๑ ใน ๕ ของ ๕๐๐ คน หรือ ส.ส. และ ส.ว. ร่วมกัน จำนวน ๑ ใน ๕ ของจำนวน ส.ส. และ ส.ว. ทั้งหมด ๗๐๐ คน เป็นผู้เสนอขอแก้ไขเพิ่มเติม โดยให้รัฐสภาประชุมร่วมกัน และต้องใช้มติเกินครึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งสองสภา ๗๐๐ คน ในวาระที่ ๑ และวาระที่ ๓ การแก้ไขเพิ่มเติมจึงกระทำได้

          นี่เป็นการตอบตามตัวบทบัญญัติลายลักษณ์อักษรของรัฐธรรมนูญ

          นัยที่สอง เป็นคำตอบที่ไม่ได้เขียนไว้โดยตรงในรัฐธรรมนูญ แต่เกี่ยวด้วยความชอบธรรมทางการเมือง

          ท่านทั้งหลายคงจำได้ดีว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๖) พุทธศักราช ๒๕๓๙ ซึ่งก่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑๑ เตรส วรรคสามว่า

          "ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ"

          มาตรานี้เองเป็นหลักให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวาง ไม่เคยมีมาก่อน จนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกขนานนามว่า "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"

          แม้ในคำปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ยืนยันว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญได้ "คำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ"

          เมื่อเป็นเช่นนี้ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ก็จะต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญเช่นเดียวกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะประชาชนพลเมืองเป็นตัวการ เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยดังปรากฏตามความตอนต้นของมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ..." ดังนั้น การแก้ไขกติกาสูงสุดในการบริหารสังคมรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับชะตา อนาคตของพลเมืองทุกคน ผู้แทนปวงชนที่แท้จริงย่อมต้องกลับไปถามตัวการ คือ ประชาชนซึ่งเลือกตนเข้ามา

          ท่านผู้มีเกียรติครับ

          การกลับไปถามประชาชนดีที่สุดนั้น ก็คือการใช้กระบวนการออกเสียงประชามติตามมาตรา ๒๑๔ ของรัฐธรรมนูญนั่นเอง เพื่อขอปรึกษาความเห็นของประชาชน ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาตรา ๒๑๔ กำหนดระยะเวลาไว้ให้ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สามารถแสดงความคิดเห็น ให้ประชาชนฟังได้โดยเท่าเทียมกัน ในระยะเวลาไม่น้องกว่า ๙๐ วัน และไม่เกิน ๑๒๐ วัน

          การขอประชามติซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๑๔ กำหนดให้มีผลเป็นเพียงการให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีก็จริง แต่น้ำหนักและความชอบธรรมที่เกิดขึ้น ย่อมส่งผลให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเห็นชอบด้วย ได้รับการยอมรับ และมีความมั่นคงเช่นเดียวกับตอนร่างรัฐ-ธรรมนูญ

          ความจริง ก่อนปี ๒๕๔๐ กลไกการใช้ประชามติในเรื่องสำคัญเช่นนี้ไม่มีกำหนดไว้แต่เมื่อมีกลไกนี้ปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๑๔ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ประกอบกับ รัฐธรรมนูญมาตรา ๗๖ ก็กำหนดให้ "รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย การ ตัดสินใจทางการเมือง ..." ก็สมควรที่รัฐบาล และรัฐสภาจะใช้กลไกที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ในมาตรา ๒๑๔ ปรึกษาหารือประชาชนอย่างเป็นทางการ

          ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ

          ผู้แทนที่แท้จริงของปวงชน ย่อมไม่รังเกียจปวงชนหรอกครับ ดังนั้น ผมเชื่อว่ารัฐสภาจะดำเนินการใด ๆ ต่อรัฐธรรมนูญ ก็ย่อมต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ

          ท่านผู้เข้าสัมมนาทุกท่านครับ

          ๕ ปีแห่งความพยายามปฏิรูปการเมืองได้ผ่านไปแล้ว ๕ ปีนี้ เป็น ๕ ปี ที่สังคมไทยและคนไทย ได้เรียนรู้ และลิ้มรสของสองสิ่งที่ดูเหมือนจะสวนกัน กล่าวคือ คนไทยลิ้มลองความหวานของ เสรีภาพ และส่วนร่วมทางการเมืองที่เปิดขึ้นอย่างมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ลิ้มรสความขมของวิกฤตทางเศรษฐกิจ

          บทสังเคราะห์ของประสบการณ์หวาน-ขม นี้ย่อมอยู่ที่ เรา-ท่าน จะกำหนดทิศทางของสังคมไทย และการเมืองไทยให้ก้าวไปทางใด สำหรับผมแล้ว คิดว่า การปฏิรูปการเมือง เพื่อให้ประชาธิปไตยทางการเมือง สามารถสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคม ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง น่าจะเป็นบทสังเคราะห์ประสบการณ์หวาน-ขม ดังกล่าวให้กลายเป็นประสบการณ์หวาน-หวานได้ เมื่อเกิดประชาธิปไตยทางการเมือง และประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคมขึ้นอย่างแท้จริง และเมื่อนั้นแหละที่การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมจะรวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้คำว่า "ความยั่งยืนที่แท้จริง"

          ขอบคุณและสวัสดีครับ

คำกล่าวปาฐกถาพิเศษ

การเสวนาทางวิชาการ

เรื่อง การดำเนินกระบวนการยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ : ปัญหาและแนวทางแก้ไข

โดย

ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ

(นายอานันท์ ปันยารชุน)

วันที่ 24 สิงหาคม 2548

เวลา 11.30 – 12.00 นาฬิกา

เรียน ท่านผู้เข้าร่วมเสวนา และผู้มีเกียรติทุกท่าน

วันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีอีกวาระหนึ่ง ที่หลายฝ่ายได้มาร่วมกันเพื่อระดมความคิดเห็นในประเด็นสำคัญเพื่อแก้ปัญหาอันเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้มารวมกันเสนอแนวทางและข้อคิดที่ดีๆ ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

การจัดเสวนาในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากคณะอนุกรรมการส่งเสริมความไว้วางใจ ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีหน้าที่ในการวางแนวทาง กำหนดวิธีการในการสร้างความยุติธรรม ความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ความไว้วางใจ ความสงบสุขที่เกิดขึ้นในสังคม ดังนั้นคณะอนุกรรมการส่งเสริมความไว้วางใจฯ จึงได้มอบหมายให้คณะทำงานส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมตามหลักนิติธรรมไปศึกษาเรื่องการดำเนินกระบวนการยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ : ปัญหาและแนวทางแก้ไข โดยคณะทำงานก็ได้ศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งดำเนินการด้วยวิธีการต่างๆ มาระยะหนึ่งจึงได้สรุปผลใน เบื้องต้นเพื่อเป็นกรอบให้ทุกท่านในที่นี้ได้ช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ให้ข้อคิดเห็นต่างๆ ที่จะนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรม ลดความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งใน ช่วงเช้าที่ผ่านมาคณะผู้จัดคงได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการนำไปประมวล วิเคราะห์ และเสนอต่อคณะอนุกรรมการเพื่อคณะอนุกรรมการจะได้เสนอต่อคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) เพื่อเสนอต่อรัฐบาลต่อไป

ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น แม้ว่าจะมีสาเหตุมาจากปัญหาหลายมิติ เช่น มิติด้านประวัติศาสตร์ ด้านภาษาและวัฒนธรรม ด้านศาสนา ด้านเศรษฐกิจ ฯลฯ แต่สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่มีส่วนผลักดันให้ปัญหาใน 3 จังหวัดภาคใต้มีความรุนแรงและขยายขอบเขตมากขึ้น ก็คือปัญหาด้านความยุติธรรม

ความยุติธรรมและความชอบธรรมเป็นพื้นฐานสำคัญของบ้านเมืองที่ใดขาดความ ยุติธรรมและความชอบธรรมแล้วก็ย่อมยากยิ่งที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข กระบวนการยุติธรรมเป็นกลไกสำคัญที่จะนำความยุติธรรมและความเป็นธรรมมาสู่สังคม หากกระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพและดำเนินการไปสอดคล้องกับหลักนิติธรรมก็ย่อมเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถจรรโลงบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุขได้เป็นอย่างดี

จากการที่ กอส. ได้มีโอกาสลงไปสัมผัสกับเหตุการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน ภาคใต้หลายครั้ง และจากข้อมูลหลายแห่งที่ได้รับ ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง แม้จะเกิดสภาพปัญหาความรุนแรงที่ต่อเนื่องและขยายตัวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ซึ่งโดยทั่วไปย่อมมีเหตุที่จะเสริมประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนน้อยลงไปกว่าปกติ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่สามารถนำหลักการทั่วไปดังกล่าวมาใช้ได้ทั้งหมด ทั้งนี้เพราะประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นชาวมุสลิมที่มีเชื้อชาติมลายูและพูดภาษามลายูเป็นภาษาท้องถิ่นมาเป็นเวลายาวนาน และมีจำนวนมากที่รู้สึกว่าไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน การเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยไม่ทำความเข้าใจถึงมิติทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และศาสนาที่เป็นลักษณะเฉพาะของพื้นที่ จึงอาจเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ถูกต้องและอาจส่งผลกระทบให้เหตุการณ์ลุกลามไปอีก ด้วยเหตุผลดังกล่าว ความพยายามในการดำเนินการให้กระบวนการยุติธรรมสอดคล้องกับหลักนิติธรรม จึงเป็นแนวทางที่เร่งด่วนและจำเป็นยิ่งสำหรับ 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งแตกต่างจากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่อื่นๆ

ประการที่สอง ด้วยสภาพปัญหาที่มีลักษณะพิเศษดังที่กล่าวมา จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องยกระดับของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพิเศษ แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมในพื้นที่อื่นๆ จะมีปัญหาดังที่เป็นที่ทราบกันอยู่ เช่น การที่ผู้ต้องหาถูกเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจโดยไม่ชอบในการตรวจค้น จับกุม คุมขัง ขาดโอกาสในการประกันตัว ขาดการได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ฯลฯ แต่สำหรับในพื้นที่ภาคใต้ จำเป็นต้องมีการปรับปรุงพัฒนาอย่างเร่งด่วน การดำเนินการในบางเรื่องแม้ว่าอาจจะทำให้ดูเหมือนกับการให้สิทธิพิเศษที่แตกต่างจากที่อื่น แต่น่าจะมองว่าเป็นความพยายามที่จะยกระดับมาตรฐานการอำนวยความยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นต้นแบบก่อนที่จะขยายผลไปในจุดต่างๆ ทั่วประเทศ จากเหตุผลดังกล่าว ผมจึงสนับสนุนความพยายามของกระทรวงยุติธรรมที่มองปัญหาด้านความยุติธรรมของภาคใต้อย่างครบวงจรและเข้าไปดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยมีกองทุนยุติธรรมเข้าไปช่วยเหลือเพื่อให้การดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าวเป็นไปได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น

ประการที่สาม ผมเห็นว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมาการดำเนินการด้านการบังคับใช้กฎหมายในจังหวัดภาคใต้ยังขาดเอกภาพ และขาดการประสานงานที่ดี ผมเห็นว่าหน่วยงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายในภาคใต้ เช่น ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร กระทรวงยุติธรรม อัยการ จำเป็นต้องมีการประสานงานกันอย่างมีเอกภาพทั้งในระดับชาติและในระดับหน่วยงานในพื้นที่ ในการดำเนินการดังกล่าวผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการจัดตั้งเป็นหน่วยงานเฉพาะกิจด้านการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีการบูรณาการทุกฝ่ายเข้าด้วยกันอย่างมีเอกภาพ และหน่วยเฉพาะกิจดังกล่าวนี้ต้องมีการดำเนินการทั้งมิติด้านประสิทธิภาพและเอกภาพในการบังคับใช้กฎหมายควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของการให้ความช่วยเหลือผู้ต้องสงสัย ผู้ต้องหา และจำเลยไปพร้อมๆ กัน

ประการที่สี่ การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหัวใจของความสำเร็จของการบริหารงานของภาครัฐ ในส่วนของกระบวนการยุติธรรมก็เช่นเดียวกัน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมของประชาชนในขั้นตอนต่างๆ และในระดับต่าง ๆ ของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่การเข้าไปสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และเปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถดำเนินการแก้ปัญหาข้อพิพาท โดยใช้วิถีทางวัฒนธรรมและศาสนา โดยไม่ต้องนำข้อพิพาทเข้ามาในกระบวนการยุติธรรม การสร้างเครือข่ายยุติธรรมชุมชน การพัฒนากระบวนการยุติธรรมทางเลือกตามแนวทางกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ การปรับปรุงระบบกระบวนการยุติธรรมให้คำนึงถึงพื้นฐานทางศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมในพื้นที่ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องดำเนินการ

ประการที่ห้า ในสภาพการณ์ของปัญหาการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พฤติกรรมของความรุนแรงเป็นเรื่องของการก่อการร้าย การได้มาซึ่งพยานหลักฐานในการเอาผิดผู้กระทำผิด ย่อมไม่สามารถพึ่งพาพยานบุคคลได้ตราบใดที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความไว้วางใจรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องพัฒนาระบบนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ในการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานเพื่อค้นหาความจริงอย่างเร่งด่วน โดยต้องเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ และมีเอกภาพในการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในกระบวนการยุติธรรม

ประการที่หก เนื่องจากสภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความจำเป็นที่รัฐต้องเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อคุ้มครองผู้บริสุทธิ์และรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม โอกาสของการที่บังคับใช้กฎหมายจะกระทบถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่เกี่ยวข้องย่อมมีสูงขึ้นเป็นปกติธรรมดา และอันที่จริงก็อาจเป็นความพยายามของกลุ่มผู้ที่ไม่หวังดีที่ต้องการขยายผล หรือขยายแนวร่วมในส่วนนี้ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญในกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐที่ไม่ถูกต้องหรือส่งผลต่อกฎหมายเกินสมควร เช่น การจัดตั้งหน่วยรับข้อร้องเรียนและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบ การตั้งศูนย์ตรวจสอบบุคคลสูญหาย เป็นต้น

ประการสุดท้าย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งที่มักจะถูกมองข้ามไป นั่นก็คือการพัฒนาทัศนคติและความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายกับสถานการณ์พิเศษของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องตระหนักถึงสภาพความเป็นมาของปัญหาทั้งมิติทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา ภาษา ของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ และต้องปฏิบัติโดยเข้าใจและให้เกียรติ การคัดเลือกบุคลากรที่จะปฏิบัติงานในพื้นที่ และการฝึกอบรมถึงยุทธศาสตร์สันติวิธี และการพัฒนาทัศนคติดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรีบดำเนินการอย่างเร่งด่วน

ที่กล่าวมาเป็นข้อสังเกตในภาพกว้างๆ ของทิศทางในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเร่งด่วน ซึ่งผมเชื่อว่าจะช่วยให้กระบวนการยุติธรรมสามารถนำมาซึ่งความเป็นธรรมอันจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบพระคุณคณะอนุกรรมการส่งเสริมความไว้วางใจ ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน และคณะผู้ศึกษาวิจัยที่ได้จัดทำการศึกษา และการเสวนาทางวิชาการในวันนี้ ซึ่งทาง กอส. จะได้รวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อนำไปเสนอต่อรัฐบาลในโอกาสต่อไป

งาน ๕๐ ปี ๑๔ ตุลา ๕๐ ศิลปิน “สีสันแห่งเดือนตุลา” ณ หอนิทรรศการ g23 (หอใหญ่) ชั้น ๒ อาคารนวัตกรรม : ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๖.๐๐ - ๒๐.๐๐ น.

Unable to display PDF file. Download instead.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


Nation TV - อดีตนายกฯ "อานันท์" ยกปม สว. ขัด "เจตจำนง" ประชาชน"โหวตเลือกนายกฯ"


Bangkok Biz News - "อานันท์" ชี้ "สว." รับใบสั่ง ปมโหวตนายกฯ ซัดขวางเจตจำนงปชช.


Workpoint Today - อดีตนายกฯ ‘อานันท์’ ชี้สังคมไทยอยู่ในสภาพไม่ปกติที่สุด ยกปม ‘สว.’ เลือกนายกฯ

Thairat Online Youtube - "อานันท์ ปันยารชุน" เหน็บ สว.ขวางเจตนารมณ์ ปชช. | 31 ก.ค. 66 | ไทยรัฐนิวส์โชว์